วิธีการทำลายสหภาพแรงงานของฝ่ายทุน : กรณีอีเลคโทรลักซ์

บทเรียนจากอดีตมาจากหลายๆ กรณี เมื่อนายจ้างขออนุญาตศาลเลิกจ้างคณะกรรมการสหภาพแรงงาน ให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ศาลกลับทำหน้าที่ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ซ้ำกดดันให้กรรมการรับเงินค่าชดเชยจากบริษัท ด้วยแนวคิดที่ว่า “เมื่อทะเลาะกันแล้ว ก็ไม่รู้จะอยู่ด้วยกันไปทำไม สู้ไปหางานใหม่ทำดีกว่า” ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ช่วยซ้ำเติมคนงานมากกว่า

โดย พจนา วลัย

เนื่องจากผู้เขียนทำงานรณรงค์ด้านสิทธิแรงงานขององค์กรพัฒนาเอกชน โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย จึงเห็นกรณีปัญหาการเลิกจ้างพนักงานอย่างไม่เป็นธรรม การหลีกเลี่ยงไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย การทำลายสหภาพแรงงาน โดยฝ่ายนายจ้างบ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมปี 2554 ล่าสุดกรณีปัญหาของบริษัทอิเลคโทรลักซ์ (ประเทศไทย) จำกัดที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการเจรจาต่อรองของสหภาพแรงงานอีเลคโทรลักซ์ประเทศไทย ด้วยการเลิกจ้างพนักงานจำนวน 129 คนในระหว่างการเจรจาข้อเสนอของสหภาพแรงงาน และด้วยการไล่ตัวแทนเจรจาออกไปยังนอกโรงงาน โดยไม่สมัครใจ   ผู้เขียนขอสรุปตัวอย่างกรณีปัญหา เพื่อให้เห็นเหตุการณ์และการละเมิดสิทธิที่ชัดเจน  ดังต่อไปนี้

จากการประชุมเจรจาระหว่างตัวแทนของสหภาพแรงงานอีเลคโทรลักซ์ประเทศไทย คณะกรรมการสวัสดิการและฝ่ายบริหารของบริษัทอีเลคโทรลักซ์สาขาระยอง เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556  เรื่อง 1) ขอปรับค่าจ้างตามอายุงาน 2) ขอปรับสถานะคนงานเหมาค่าแรงเป็นพนักงานประจำของบริษัทอีเล็คโทรลักซ์ และ 3) ขอให้ประกาศโบนัสอย่างเป็นทางการให้ชัดเจน ผู้บริหารแจ้งว่าจะให้คำตอบในวันที่ 11 ม.ค.

เมื่อถึงเช้าวันที่ 11 ม.ค. ฝ่ายบริหารได้เรียกประชุมพนักงานทั้งกะเช้าและกะดึกทั้งหมดประมาณ 200 กว่าคน เพื่อประกาศผลการเจรจา ณ ลานประชุมในโรงงาน แต่ประกาศเพียงเรื่องโบนัสเรื่องเดียวว่าจะให้สองเดือน และปฏิเสธที่จะประกาศเรื่องการปรับคนงานเหมาค่าแรงเป็นพนักงานประจำ และการปรับขึ้นค่าจ้างตามอายุงาน  ตัวแทนการเจรจาของพนักงานซึ่งเป็นประธานสหภาพแรงงานอีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จึงสอบถามฝ่ายบริหาร ณ บริเวณใกล้ที่ประชุม ทว่ากลับถูกไล่ออกจากโรงงานโดยผู้บริหารบอกว่าตัวแทนการเจรจาเป็นตัวปัญหา ผู้บริหารยึดบัตรพนักงานประธานสหภาพแรงงาน และสั่งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่งขึ้นรถตู้ของบริษัทพาออกไปนอกโรงงาน เมื่อสมาชิกที่นั่งรอผลการเจรจาระหว่างตัวแทนบริษัทกับประธานสหภาพแรงงานทราบว่าประธานได้ถูกเลิกจ้างและส่งออกไปนอกโรงงานแล้ว จึงเรียกร้องให้ผู้บริหารนำตัวแทนการเจรจากลับคืนมา แต่ผู้บริหารไม่ยินยอม พร้อมกับประกาศให้พนักงานกลับเข้าไปทำงานตามปกติ  แต่พนักงานยังคงนั่งรอเพื่อให้ผู้บริหารนำประธานสหภาพแรงงานกลับคืนมา  หลังจากนั้นผู้บริหารจึงทำการกักบริเวณพนักงานด้วยแถบขาว-แดง ซึ่งมีพนักงานหญิงที่ตั้งครรภ์รวมอยู่ด้วย และต้องการลุกออกไปแต่ไม่ได้รับอนุญาต บริษัทกักบริเวณพนักงานเป็นเวลาถึง 8 ช.ม.

จากนั้น ในเวลา 16.00 น. ผู้บริหารได้ออกมาประกาศเกี่ยวกับข้อเสนอที่ค้างอยู่ 2 ข้อดังข้างต้นว่า 1) การปรับคนงานเหมาค่าแรงให้เป็นพนักงานประจำ กำลังดำเนินการอยู่โดยการไล่เช็คอายุงานของแต่ละคนแล้วเรียกมาประเมินและปรับให้เร็วที่สุด 2) การปรับค่าจ้างตามอายุงาน จะรอดูผลประกอบการก่อนสัก 3-4 เดือนถ้าผลประกอบการดีขึ้นจะทำการปรับเงินขึ้นให้

เมื่อประกาศเสร็จ ผู้บริหารก็ประกาศเลิกจ้างพนักงานด้วยวาจาทันทีจำนวน 129 คน พนักงานจึงถามกลับไปว่าทำไมไม่ประกาศผลการเจรจาสองข้อนี้ตั้งแต่เช้า และทำไมต้องเลิกจ้างประธานสหภาพแรงงาน เขาไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่ทำหน้าที่ตั้งคำถามเรื่องข้อเรียกร้องในฐานะผู้แทนการเจรจาของคนงาน  ผู้บริหารไม่ตอบคำถามและหันหลังเดินจากไป

ในวันถัดมา ผู้บริหารได้ออกประกาศเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรจำนวน 90 คน และสั่งพักงานคณะกรรมการลูกจ้าง 8 คน (ซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน) เห็นได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามในการทำลายการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วม ซึ่งเป็นสิทธิแรงงานพื้นฐานที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว OECD ให้การรับรอง

สหภาพแรงงานอิเลคโทรลักซ์ ประเทศไทยจึงต่อสู้กลับเข้าทำงาน และยังได้ประสานงานให้สหภาพแรงงานจากประเทศสวีเดนและสหภาพแรงงานสากลทำการประท้วงกดดันให้บริษัทรับพนักงานทั้งหมดรวมถึงคณะกรรมการสหภาพแรงงานกลับเข้าทำงาน  จนวันที่ 26 ก.พ. ได้มีการตกลงกันระหว่าง IF Metall สหภาพแรงงานจากสวีเดนและผู้บริหารของบริษัทที่จังหวัดระยอง บริษัทตกลงจะรับพนักงานทุกคนกลับในสภาพการจ้างเดิมโดยให้มาลงชื่อแจ้งความจำนงกลับเข้าทำงานภายใน 14 วันนับตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.เป็นต้นไป

ต่อมาวันที่ 5 มี.ค. สหภาพแรงงานได้ยื่นหนังสือขอกลับเข้าทำงานพร้อมเซ็นชื่อกำกับที่บริษัท แต่บริษัทไม่ยอมรับหนังสือ ทั้งใช้วิธีส่งจดหมายถึงพนักงานรายบุคคลให้มาแจ้งความจำนงภายในวันที่ 22 มีนาคมและแจ้งเงื่อนไขการกลับเข้าทำงานการทดลองงานใหม่ 119 วัน และนับอายุงานใหม่ และแจ้งพนักงานรายบุคคลว่าบริษัทขอสงวนสิทธิ์การรับกลับคณะกรรมการสหภาพแรงงาน  ต่อมาวันที่ 7 มี.ค. คณะอนุกรรมาธิการด้านแรงงาน สภาผู้แทนราษฎรได้เชิญฝ่ายบริษัท สหภาพแรงงาน และผู้แทนสำนักงานแรงงานจังหวัดระยองและส่วนกลางเข้าชี้แจงปัญหาการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่นายณกฤศ โกไศยกานนท์ ตัวแทนฝ่ายบริหารกลับอ้างว่า ไม่เคยทราบว่ามีการเจรจาตกลงกันในวันที่ 26 ก.พ.  และแจ้งว่าบริษัทกำลังเดินเรื่องขออำนาจศาลแรงงานเลิกจ้างคณะกรรมการลูกจ้าง

ด้วยเหตุนี้ สหภาพแรงงานจึงได้ขอยื่นกลับเข้าทำงานอีกครั้งต่อหน้าตัวแทนฝ่ายรัฐบาล (รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) ในวันนัดเจรจาวันที่ 14 มี.ค. และขอให้บริษัทพิจารณายกเลิกเงื่อนไขที่พนักงานต้องทำสัญญาจ้างใหม่ นับอายุงานใหม่และทดลองงาน  และในวันถัดมา บริษัทให้คำตอบยืนยันตามเงื่อนไขของบริษัทและขออำนาจศาลเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง สหภาพแรงงานประกาศยืนยันให้บริษัทรับกลับพนักงานทั้งหมดรวมถึงคณะกรรมการสหภาพแรงงานตามข้อตกลงที่ผู้บริหารบริษัทอีเล็คโทลักซ์สำนักงานใหญ่และผู้บริหารประเทศไทยได้ทำไว้สหภาพแรงงานอุตสาหกรรม IF METALL ของสวีเดน

การกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานของบริษัท คือ

1.พฤติกรรมการล้มล้างสหภาพแรงงานของผู้บริหารบริษัทอีเล็คโทรลักซ์ ประเทศไทย หลังจากการทำข้อตกลงกับ IF METALL ยืนยันรับกลับสมาชิกและคณะกรรมการสหภาพแรงงานทั้งหมดเข้าทำงาน สภาพการจ้างเดิม ผู้บริหารบริษัทในประเทศไทยใช้อำนาจตามอำเภอใจ ล้มข้อตกลงที่ทำกับผู้แทนสหภาพแรงงานอีเลคโทรลักซ์ สวีเดน, IF METALL และ IndustriALL Global Union

2.พฤติกรรมการละเมิดมาตรฐานแรงงานสากล ILO  87 และ 98 และมาตรฐานจรรยาบรรณแรงงานกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งสวีเดนเป็นสมาชิก เรื่องการเคารพสิทธิการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วมของคนงานในเรื่องต่างๆ ที่กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนงาน

3.การกักขังหน่วงเหนี่ยวสมาชิกสหภาพแรงงานและคณะกรรมการสหภาพแรงงานอีเล็คโทรลักซ์ การเลิกจ้างประธานสหภาพแรงงานเมื่อวันที่ 11 มกราคม ในขณะที่เขากำลังทำหน้าที่ตัวแทนคนงานในการเจรจาและการตั้งคำถามกับบริษัทเรื่องการพิจารณาข้อเรียกร้องของพนักงานเรื่องการบรรจุพนักงานเหมาค่าแรงที่ทำงานหนักและรับเพียงค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่มีสวัสดิการ ให้เป็นพนักงานประจำของบริษัทเพื่อความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ตลอดจนการปรับค่าจ้างตามอายุงานของพนักงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อพนักงานที่ทำงานให้กับบริษัทมาหลายปี

4.การประกาศเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานด้วยวาจาจำนวน 129 คน อย่างไม่เป็นธรรมในวันที่ 11 ม.ค. ภายหลังการกักขังหน่วงเหนี่ยวพวกเขาเป็นเวลาหลายชั่วโมง

จากลำดับเหตุการณ์โดยสรุปและการละเมิดสิทธิแรงงานข้างต้น พบเห็นได้ทั่วไปและเกิดขึ้นซ้ำซากในสังคมไทย ภายใต้โครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรมและภายใต้กลไกการคุ้มครองสิทธิของรัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ อีกทั้งกรอบคิดทางการเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองไม่เป็นคุณแก่ประชาชนคนส่วนใหญ่ เห็นได้จากการไร้บทบาทในการดูแลคุ้มครองแรงงาน ให้เป็นเพียงฝ่ายไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทั้งๆที่บริษัทละเมิดสิทธิอย่างเห็นได้ชัด  และไม่สามารถบังคับนายจ้างให้ปฏิบัติตามกฎหมายใดๆ ได้   ตัวแทนฝ่ายรัฐมีวิธีคิดที่อะลุ่มอะหล่วยกับฝ่ายนายจ้างด้วยการให้ฝ่ายลูกจ้างเจรจาภายใต้เงื่อนไขถึง 8 ข้อของนายจ้าง ซ้ำยังไปช่วยรักษาสิทธิ์ของฝ่ายนายจ้างที่ขออำนาจศาลเลิกจ้างคณะกรรมการสหภาพแรงงานอีกด้วย   ทั้งๆที่นายจ้างเป็นฝ่ายเริ่มต้นละเมิดก่อน และละเมิดซ้ำสองกรณีที่ไม่ยอมทำตามข้อตกลงกับสหภาพแรงงานจากสวีเดนให้รับพนักงานกลับเข้าทำงาน   ถือได้ว่าตัวแทนภาครัฐไม่ได้ช่วยปกป้องและยกระดับสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด

บทเรียนจากอดีตมาจากหลายๆ กรณี เมื่อนายจ้างขออนุญาตศาลเลิกจ้างคณะกรรมการสหภาพแรงงาน ให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ศาลกลับทำหน้าที่ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ซ้ำกดดันให้กรรมการรับเงินค่าชดเชยจากบริษัท ด้วยแนวคิดที่ว่า “เมื่อทะเลาะกันแล้ว ก็ไม่รู้จะอยู่ด้วยกันไปทำไม สู้ไปหางานใหม่ทำดีกว่า” ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ช่วยซ้ำเติมคนงานมากกว่า

แม้จะเกิดกรณีที่คนงานชนะคดีความนายจ้าง แต่ในทางปฏิบัติหลายครั้งบริษัทไม่นำกรรมการสหภาพแรงงานกลับเข้าทำงาน ให้อยู่ข้างนอกแต่ให้เงินเดือน  หรือกรณีที่นำกลับตามศาลสั่ง หรือตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (กลไกตัดสินข้อพิพาทแรงงานกับนายจ้างของกระทรวงแรงงาน) ก็โยกย้ายตำแหน่งงาน สร้างแรงกดดัน ปรับสภาพการจ้างใหม่ที่ทำให้คนงานเสียประโยชน์  เป็นต้น

ฉะนั้น จึงไม่มีหลักประกันใดๆ ในการรักษาสถานะการจ้างงานให้มั่นคง และไม่มีหลักประกันที่คนงานจะชนะตลอดรอดฝั่ง  สิ่งที่ช่วยให้สร้างความมั่นใจและหลักประกันของการต่อสู้ (ในเชิงหลักการ) คือ การมีขบวนการแรงงานที่เข้มแข็งที่ติดตามแก้ไขปัญหาจนถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นจำนวนสมาชิกก็จะลดน้อยลง และบั่นทอนกำลังใจของสมาชิกได้ หากมีการพ่ายแพ้ซ้ำซาก นอกจากนี้ต้องเน้นการเคลื่อนไหวกดดัน รณรงค์มากกว่าการล็อบบี้เจ้าหน้าที่รัฐด้วยหัวขบวนเพียงไม่กี่คน หรืออาศัยกลไกที่มีอยู่ หรือผลักให้ไปสู่การขึ้นศาล ซึ่งทำให้คนงานเสียประโยชน์มากกว่า และควรแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น หลายกรณีปัญหาสามารถยกระดับไปสู่ระดับนโยบายของขบวนการแรงงาน เช่น การมีสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมมากกว่าแบบสถานประกอบการเพื่อลดปัญหาการทำลายสหภาพแรงงานโดยง่าย การยกเลิกการจดทะเบียนของสหภาพแรงงาน  การมีสหภาพแรงงานอิสระ ซึ่งเคยมีการเสนอ แต่ยังไม่มีการผลักดันเท่าที่ควร

Advertisements

ฆาตกร

ในระบบทุนนิยม การฆ่าคนในสงครามกลายเป็นเรื่อง “เกียรติ” เป็นเรื่องของ “วีรชน” ทั้งๆ ที่ในรูปธรรมสงครามมันมีแต่ความป่าเถื่อนจนทหารผ่านศึกส่วนใหญ่รู้สึกว่าตนเองต้องฝันร้ายตลอดชีวิต หรือมีผลกระทบทางจิตใจ และในสงครามทหารถูกหล่อหลอมให้เป็นปีศาจร้ายที่ข่มขืนผู้หญิงและฆ่าเด็กไปด้วย

โดย ลั่นทมขาว

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนักปฏิวัติสังคมนิยมจากสก็อตแลนด์ถูกจับโดยรัฐบาลอังกฤษภายใต้ข้อหา “ชวนทหารอังกฤษให้กบฏต่อชาติ” เนื่องจากเขาไปแจกใบปลิวเรียกร้องให้กรรมาชีพปฏิเสธที่จะร่วมสงคราม เพราะจะเป็นฆ่ากันเองระหว่างกรรมาชีพอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และเยอรมัน
   
ในห้องศาล จอห์น มะคลีน เลือกที่จะไม่ใช้ทนาย และใช้สิทธิในการอภิปราย เขาขึ้นต้นการอภิปรายด้วยคำพูดว่า “ผมไม่ได้มายืนในศาลครั้งนี้ในฐานะจำเลย ผมมายืนในฐานะผู้กล่าวหาระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นระบบที่เปรอะเปื้อนเลือดจากหัวจรดเท้า”
   
คำปราศัยของ จอห์น มะคลีน คือจุดเริ่มต้นที่ดีของการวิเคราะห์ฆาตกรตามแนวคิดของลัทธิมาร์คซ์ เพราะระบบทุนนิยมเปรอะเปื้อนเลือดจากหัวจรดเท้าจริง ในสงครามต่างๆ ชนชั้นกรรมาชีพถูกเกณฑ์และปลุกระดมภายใต้การคลั่งชาติให้ไปฆ่ากันเอง และทั้งๆ ที่มีการพูดโกหกว่าเป็นสงครามเพื่อเสรีภาพ แท้จริงแล้วทุกสงครามของทุนนิยม เป็นสงครามเพื่อกอบโกยกำไร และเพื่อเอาชนะนายทุนชาติอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่ง มันเป็นสงครามที่ทหารกรรมาชีพเป็นเหยื่อ เพื่อให้นายทุนชาติหนึ่งสามารถกดขี่ขูดรีดกรรมาชีพทั่วโลก
   

แต่ถ้าเราลองสังเกตดู เราจะเห็นว่าชนชั้นปกครองในทุกประเทศ ชอบด่าฝ่ายประชาชนเวลาลุกฮือเพื่อประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และความเท่าเทียม ว่าเราเป็นพวก “รุนแรง” หรือ “หัวรุนแรง” เสมอ

   
ในระบบทุนนิยม การฆ่าคนในสงครามกลายเป็นเรื่อง “เกียรติ” เป็นเรื่องของ “วีรชน” ทั้งๆ ที่ในรูปธรรมสงครามมันมีแต่ความป่าเถื่อนจนทหารผ่านศึกส่วนใหญ่รู้สึกว่าตนเองต้องฝันร้ายตลอดชีวิต หรือมีผลกระทบทางจิตใจ และในสงครามทหารถูกหล่อหลอมให้เป็นปีศาจร้ายที่ข่มขืนผู้หญิงและฆ่าเด็กไปด้วย แต่ในความเป็นจริงปีศาจร้ายตัวจริง หรือฆาตกร คือนักการเมืองหรือผู้นำที่นั่งอยู่ในห้องสบายๆ และส่งทหารหนุ่มไปตาย
   
ในระบบทุนนิยม การฆ่ากรรมาชีพเพื่อกำไร ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ในโรงงานนรก เรือประมงล่ม โรงไฟฟ้าระเบิด หรือโรคเรื้อรังในปอดหรือมะเร็งที่มาจากสภาพการทำงาน ถือว่าเป็นแค่ “อุบัติเหตุ” ทั้งๆ ที่ใครๆ รู้ว่ามันเกิดจากการเร่งหากำไรและการตัดค่าใช้จ่ายของนายทุน พูดง่ายๆ นายทุนคือฆาตกรตัวจริง แต่เขาจะไม่ถูกลงโทษตามความร้ายแรงของอาชญากรรม
   
ในระบบทุนนิยม เวลาทหารยิงประชาชนที่ออกมาประท้วงเรียกร้องเสรีภาพ สื่อกระแสหลักของนายทุนจะพยายามปั้นข่าวว่าผู้ประท้วงใช้ความรุนแรง ทั้งๆ ที่ไม่มีอาวุธ และทหารฆาตกรจะกลายเป็นผู้รักษาความสงบ
   
ในระบบทุนนิยมเวลานักการเมืองประกาศทำ “สงครามยาเสพติด” ไม่ว่าจะในไทยหรือเมคซิโก และประชาชนถูกฆ่าโดยไม่นำมาพิสูจน์ความผิดในศาล สื่อกระแสหลักจะชมนักการเมืองฆาตกรเหล่านั้น
   
เรื่องของการฆ่าคนแยกออกจากเรื่องความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นไม่ได้เลย
   
แม้แต่เรื่องการฆ่ากันเองของคนธรรมดาในชีวิตประจำวันก็ถูกบิดเบือนจากทุนนิยมและสังคมชนชั้น บ่อยครั้งการฆ่ากันระหว่างคนในครอบครัวเดียวกัน หรือคนที่รู้จักกัน มาจากความเครียดในปัญหาชีวิต ความเครียดอาจนำไปสู่การดื่ม ซึ่งยิ่งทำให้คนขาดสติ มันมาจากความกดดันในสถาบันครอบครัวด้วย ที่บ่อยครั้งทำให้คนอยู่ด้วยกันเวลาหมดรัก หรืออยู่ด้วยกันเพราะสาเหตุทางเศรษฐกิจแทนความรัก การฆ่ากันมาจากการปล้นทรัพย์ด้วย ซึ่งการปล้นขโมยมีปัจจัยจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความยากจน แต่คนที่ถูกปล้นมักเป็นคนจน เพราะปล้นง่ายกว่าคนรวยที่มีรั้วสูงและระบบป้องกัน
   

ส่วนใหญ่เวลาคนจนฆ่าคนในชีวิตประจำวัน จะถูกจับ และอาจถูกประหารชีวิต แต่เวลาลูกนักการเมืองที่มีอิทธิพลยิงคนอื่นตาย เขาจะลอยนวล

   
นักมาร์คซิสต์คัดค้านโทษประหาร เพราะมันเป็นแค่การฆ่าประชาชนอีกคนหนึ่งเพื่อการสำเร็จความใคร่และการแก้แค้นของสังคม แต่การแก้แค้นแบบนั้นเป็นความคิดล้าหลังต่ำช้าที่สุดที่ชนชั้นปกครองป้อนให้เราเชื่อ การแก้แค้นไม่นำไปสู่การคืนชีพของผู้ถูกฆ่า โทษประหารไม่นำไปสู่การลดอาชญากรรมแต่อย่างใด และบ่อยครั้งผู้ถูกประหารเป็นคนบริสุทธิ์ที่ศาลพิพากษาผิด
   
ในสังคมนิยมเราคงไม่สามารถกำจัดการฆ่ากันเองของคนตามอารมณ์ร้อนแรงได้หมด แต่เราลดการฆ่าในสงคราม การฆ่าที่มาจากเผด็จการ และการฆ่ากรรมาชีพในสถานที่ทำงานได้ และเราจะพยายามลดความเครียดต่างๆ นาๆ ในชีวิตประจำวันด้วย

ความอบอุ่นในโลกที่ไร้หัวใจ

ศาสนาเป็นสิ่งหนึ่งที่ชดเชยอารมณ์มนุษย์ เช่น การทำให้คนจนรู้สึกว่าตนเองเท่าเทียมกันกับคนรวย โดยมอมเมาว่า จะรวยจะจนก็มีสิทธิขึ้นสวรรค์เหมือนกัน สวรรค์นั้นซื้อไม่ได้ด้วยเงิน แต่คุณงามความดีทำไว้ก่อนตายต่างหากที่จะนำเราไปสวรรค์ได้ หรือประมาณว่าความรวยความจนเป็นเรื่องของโชคชะตา

โดย ฮิปโป

ทัศนะของชาวมาร์คซิสต์ ที่ว่าด้วยเรื่องศาสนา นั้นมองศาสนาเป็นเพียงปรัชญาอย่างหนึ่งของมนุษย์ ศาสนาไม่เกิดก่อนมนุษย์ เพราะมนุษย์สร้างศาสนาขึ้นเพื่อเป็นเกราะป้องกันความทุกข์ ไม่ว่าจะทางอารมณ์ หรือทางร่างกายก็ตาม และเป็นแนวทางในการอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิด ในตอนที่มนุษย์ยังไม่รู้จักวิทยาศาสตร์

ตามความหมายของคำว่า ศาสนา (Religion) โดยสรุปแล้วหมายถึง ความสัมพันธ์ของสิ่งสองสิ่ง ความศรัทธาต่อสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ เป็นความสัมพันธ์กันทางวิญญาณจิตระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และแสดงออกความเชื่อต่อสิ่งเหล่านั้นเป็นรูปแบบพิธีกรรม และเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นโดยพระเจ้า ดังนั้นรากเหง้าของศาสนาจึงเป็นเรื่องของเทววิทยาล้วนๆ

เทววิทยาเป็นเบื้องต้นของกำเนิดศาสนา เนื่องจากเป็นสิ่งแรกที่มนุษย์ใช้เพื่อชดเชยอารมณ์ ที่เกิดจากความกลัว ความไม่เข้าใจในสิ่งที่ปรากฏ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกินว่ามนุษย์สมัยนั้น จะหาคำตอบได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ในระยะแรกของการเกิดศาสนาพวกเทวนิยมนั้น มนุษย์ให้ความสำคัญและบูชาธรรมชาติรอบตัว ที่มีอิทธิพลในการให้คุณให้โทษต่อการดำรงชีวิต อย่างเช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ ดวงอาทิตย์ สัตว์ต่างๆ เป็นต้น มนุษย์แสดงเคารพต่อธรรมชาติรอบตัวผ่านทางพิธีกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเซ่นไหว้หรือการสร้างรูปเคารพ เพื่อแสดงความเคารพต่อสภาวะสิ่งเหนือธรรมชาติ นี่คือมูลเหตุแห่งการเกิดศาสนา จากนั้นศาสนาก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบ ตามวิถีชีวิตและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของมนุษย์

ในเวลานี้คำอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ หรือปรากฎการณ์ทางสังคมนั้น ไม่สามารถนำคำตอบโดยใช้หลักการทางเทววิทยามาอธิบายได้อีกต่อไป เพราะวิทยาศาสตร์เป็นผู้ให้คนตอบในสิ่งต่างๆที่มนุษย์อยากรู้ไว้หมดแล้ว ถ้าถามว่าเหตุใดศาสนาถึงยังคงอยู่ได้ คำตอบคือมนุษย์ยังคงต้องการเกราะป้องกันความทุกข์ยากอยู่ และศาสนาเป็นสิ่งหนึ่งที่ชดเชยอารมณ์มนุษย์ เช่น การทำให้คนจนรู้สึกว่าตนเองเท่าเทียมกันกับคนรวย โดยมอมเมาว่า จะรวยจะจนก็มีสิทธิขึ้นสวรรค์เหมือนกัน สวรรค์นั้นซื้อไม่ได้ด้วยเงิน แต่คุณงามความดีทำไว้ก่อนตายต่างหากที่จะนำเราไปสวรรค์ได้ หรือประมาณว่าความรวยความจนเป็นเรื่องของโชคชะตา การชดเชยอารมณ์ด้วยความคิดแบบนี้ เป็นการลดทอนกำลังในการต่อสู้เพื่อปากท้องที่ดีขึ้นในโลกจริง และเป็นการเบี่ยงเบนให้มนุษย์คาดหวังกับความสุขในโลกหลังความตาย

ในโลกแห่งเป็นจริง มนุษย์ทำงานเพื่อต่อลมหายใจของตัวเองไปวันๆ คนยากจนมักถูกสอนให้ถ่อมตน และยอมรับกับชะตากรรมบนโลกด้วยความอดทน เพื่อผลตอบแทนในชีวิตหลังความตาย ส่วนคนร่ำรวย ที่เสวยสุขอยู่บนความหยาดเหงื่อแรงงานของคนจน ก็จะถูกสอนให้ซื้อตั๋วราคาถูกเพื่อเข้าสวรรค์ โดยการโยนเศษเนื้อให้คนยากจนกิน แนวทางของศาสนาไม่มีคำสอนใดที่กล่าวไว้ว่า ชนชั้นผู้กดขี่จงสามัคคีกันปลอดแอกความทุกข์ยาก มนุษย์จึงยังคงอยู่กับการขูดรีดของระบบทุน

ดังนั้นแล้ว ศาสนาจึงเปรียบเสมือนการถอนลมหายใจของมวลมนุษย์ผู้ถูกกดขี่ ในโลกแห่งคำสอนของศาสนา มักบอกให้เราปล่อยวางหรือสันติสุข แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างนั้น เป็นเพียงทางออกในระดับปัจเจก ซึ่งไม่มีทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในสังคมของโลกจริงได้ เนื่องจากว่าไม่ได้เป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิทางสังคม แต่เป็นการต่อสู้กับความเจ็บปวดภายในของจิตใจบุคคลเท่านั้น ดังคำกล่าวของมาร์คซ์ที่ว่า “ศาสนาคือความอบอุ่นในโลกที่ไร้หัวใจ”                      

เอกสารอ้างอิง
ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ 2545 : อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ เล่ม 2 , ชมรมหนังสือประธิปไตยแรงงาน

สหพันธ์สิ่งทอฯ ออกแถลงการณ์ วันกรรมกรสากล 2013 "สังคมไทยต้องมีรัฐสวัสดิการ"

ภาพ: คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข กำลังปราศัยในงานของ กลุ่มกรรมกรแดง เพื่อประชาธิปไตย  (30 ม.ค. 53)

สร้างรัฐสวัสดิการมาตรฐานเดียว ตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น เรียนฟรีทุกระดับ  โรงพยาบาลประกันสังคม รักษาฟรีทุกโรค สร้างระบบค่าจ้างที่เป็นธรรม หลักประกันที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ด้วยการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า

ด้วยวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันกรรมกรสากล หรือ May Day สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย (ส.พ.ท.) ร่วมกับองค์กรต่างๆ ได้กำหนดจัดงานวันกรรมกรสากลเหมือนเช่นทุกๆ ปี เพื่อร่วมรำลึกถึงวันที่กรรมกรทั่วโลกลุกขึ้นสู้เพื่อชีวิตใหม่ ต่อต้านการบังคับข่มขู่ และการกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบ ให้คนหลุดพ้นจากความหิวโหย ความยากแค้นและไร้ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ถึงแม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรรมกรและประชาชนผู้รักความเป็นธรรมได้ต่อสู้มาอย่างต่อเนื่อง แต่หาได้หลุดพ้นจากความหิวโหย การกดขี่ ขูดรีด หรือมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าเดิมไม่  อันเนื่องมาจากว่าพวกเรายังไม่สามารถหลุดพ้นจากกรอบของระบบทุนนิยมได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในปัจจุบันการกดขี่ขูดรีดจากระบบทุนนิยมยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จากสถานการณ์ทางการเมืองในอดีต ชนชั้นปกครอง ได้ใช้กำลังความรุนแรง และปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมหลายครั้ง เช่น การรัฐประหาร 2490 การรัฐประหาร 2501 เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 การรัฐประหาร 2549 การปราบปรามประชาชน เดือนเมษายน 2552 และการปรามปราบประชาชนครั้งใหญ่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

ปัจจุบันความขัดแย้งในสังคมไทยเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับทุนผูกขาดอนุรักษ์นิยม เนื่องจากกลุ่มทุนเหล่านี้ ต้องการทำลายขบวนการ การรวมตัวของประชาชนคนเสื้อแดง ไม่ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำจัดขบวนการประชาธิปไตยของประชาชน

ฉะนั้นสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย (ส.พ.ท.) ร่วมกับองค์กรต่างๆ จึงได้กำหนดจัดงานวันกรรมกรสากลในวันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2556  เพื่อรำลึกถึงวีรชนทั่วโลกที่ลุกขึ้นมาต่อสู้และจัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น  ซึ่งมีประเด็นในการรณรงค์ดังนี้

สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประมุขฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตยที่แท้จริง

ให้สัตยาบันอนุสัญญา องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87,98,183

นิรโทษกรรมให้แก่นักโทษการเมือง

สตรีมีสิทธิทำแท้งเมื่อไม่พร้อมมีบุตร

สร้างรัฐสวัสดิการมาตรฐานเดียว ตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น เรียนฟรีทุกระดับ  โรงพยาบาลประกันสังคม รักษาฟรีทุกโรค สร้างระบบค่าจ้างที่เป็นธรรม หลักประกันที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ด้วยการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า

สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย (ส.พ.ท.) ร่วมกับองค์กรต่างๆ ต้องการให้รัฐบาลรีบดำเนินการโดยเร่งด่วน

ด้วยความสมานฉันท์
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ(TWFT)
กลุ่มสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเบอร์ล่า (LUBG)
องค์การแรงงานเพื่อประชาธิปไตย(WOD)
โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย (TLC)
1 พฤษภาคม 2556

พระวิหาร…ของข้าใครอย่าแตะ

เกิดใน
สมัยอุบัติ เป็นรัฐชาติ            เราถูกวาด
ความคิด ติดกับหัว
ต้นตระกูล
ไทยเอ๋ย ไม่เคยกลัว        ท่านเหี้ยมหัก ปักรั้ว ป้องแผ่นดิน
เมื่อชาติใหญ่
รานรุก บุกถึงที่           เอาปืนชี้ เขตป่า ภูผาหิน
พระวิหาร
จึงสับสน เมื่อยลยิน          ว่าแหว่งวิ่น เวิ้งหาย ทลายลง….
มาบัดนี้ประเทศไทยเราใหญ่แล้ว     จะเอาแก้วเอาเพชรเสร็จประสงค์
แสนเสียดาย
อำนาจ อันทรนง          จะปักตรึง
ขึงตรง เอาตามใจ
สากลนิยมหรือ…ไม่รู้จัก                    ไม่ใช่หลัก
ของเรา เราไม่ใฝ่
โลกจะหมุน
ก้าวย่าง ไปทางใด        เราเป็นเพียงคนไทยไทยเท่านั้น
กูไม่ได้
กูไม่ให้ พวกมึงได้               พวกมึงได้ กูต้องตาย เป็นแม่นมั่น
มึงไม่ได้
นั่นแหละ ที่สำคัญ              มึงไม่ได้
ก็แล้วกัน แค่นั้นเอยฯ
ร้อยกรองโดย 
วันลา วันวิไล
23
เม.ย. 2556

วันสำคัญเดือนพฤษภา วันสว่างคาตา ( ตอนที่ 1 )

วันสำคัญเดือนพฤษภา วันสว่างคาตา ( ตอนที่ 1 )  โดย ยังดี โดมพระจันทร์
              เดือนพฤษภานี้มีวันสำคัญไล่เรียงกันไปอยู่หลายวัน วันเหล่านี้มีสิ่งที่ร่วมกันคือเป็นวันประวัติศาสตร์หรือวันในอดีตที่ถูกบิดเบือนไปจากวันที่ควรจะเป็น เช่น 1 พฤษภา วันกรรมกรสากล 5 พฤษภา วันจิตร ภูมิศักดิ์ 11 พฤษภา วันปรีดี พนมยงค์ 17 พฤษภา วันพฤษภาทมิฬ และ วันที่ 19 พฤษภา วันตาสว่าง แต่ละวันมีบันทึกเรื่องราวที่น่าสนใจให้เราท่านมาช่วยกันติดตาม


1 พฤษภา วันกรรมกรสากล วันนี้ถูกเปลี่ยนเป็นวันแรงงานแห่งชาติ 


             วันกรรมกรสากล หรือ วันเมย์เดย์ (May Day) มีจุดกำเนิดมาจากการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพในยุโรปและอเมริกา ในยุคของการปฏิวัติจากสังคมเกษตรไปสู่สังคมอุตสาหกรรมส่งผลให้ผู้คนอพยพไปเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรม และถูกกดขี่ขูดรีดจากนายทุน ถูกบังคับใช้งานเยี่ยงทาส ทำงานหนัก 14-16 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่มีวันหยุด ไม่มีทั้งสวัสดิการและมาตรฐานคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงาน สภาพดังกล่าว เป็นสาเหตุให้กรรมกรผู้ใช้แรงงานเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ และลุกลามไปหลายประเทศทั้งในยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2429 คนงานแห่งเมืองชิคาโก ประเทศอเมริกา ได้นัดหยุดงานครั้งใหญ่และจัดการชุมนุมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องระบบสามแปด คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง รัฐนายทุนได้ใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง ต่อมาสหพันธ์คนงานแห่งอเมริกาซึ่งได้รับอิทธิพลแนวคิดสังคมนิยมก็ได้ฟื้นการต่อสู้เรียกร้องระบบสามแปดอีกครั้งหนึ่งโดยมีมติให้เดินขบวนทั่วประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2433 เรียกร้องให้ลดชั่วโมงทำงานตามที่สหพันธ์คนงานแห่งอเมริกาได้กำหนดไว้ และได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันกรรมกรสากล เป็นสัญลักษณ์แห่งการสามัคคีต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชนชั้นกรรมกร ซึ่งกรรมกรทั่วโลกจะจัดให้มีการชุมนุมเดินขบวน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยจากการกดขี่ขูดรีดของทุนนิยม
               สำหรับประเทศไทยเคยมีการจัดงานวันกรรมกรสากลอย่างเปิดเผยครั้งแรก ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2489 ที่สนามหน้าสำนักงานสมาคมไตรจักร์ (สามล้อ) พระราชวังอุทยานสราญรมย์ มีผู้เข้าร่วมประมาณสามพันคน และปีต่อมามีการชุมนุมวันกรรมกรสากลที่ท้องสนามหลวง ภายใต้คำขวัญ “ กรรมกรทั้งหลาย จงสามัคคีกัน” แต่หลังการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 รัฐบาลเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ได้ห้ามจัดงานวันกรรมกรสากลอย่างเด็ดขาด จนกระทั่งในปี 2499 กรรมกร 16 หน่วย รวมตัวกันเป็นขบวนการเพื่อรณรงค์ให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายรับรองสิทธิด้านต่างๆ และเคลื่อนไหวให้มีการจัดงานวันกรรมกรสากลขึ้นอีก ผลการเจรจาต่อรองกับรัฐบาล ทำให้กรรมกรจำต้องยอมรับเงื่อนไขให้เปลี่ยนชื่อ วันกรรมกรสากล เป็น วันแรงงานแห่งชาติ การควบคุมแทรกแซงโดยรัฐบาลเผด็จการทำให้วันกรรมกรสากลถูกแทรกแซงตลอดมา ( ข้อมูลจากกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=750


• ขบวนการขวาพิฆาตซ้าย และสังหารหมู่กดการต่อสู้ของกรรมกร


                ในการรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ชนชั้นปกครองรวมหัวกันสร้างขบวนการขวาพิฆาตซ้าย และสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะนายทหาร 3 เหล่าทัพและอธิบดีกรมตำรวจ นำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช โดยใช้ชื่อว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ออกประกาศคณะปฏิรูปออกมาหลายฉบับ โดยมากมีเนื้อหาควบคุมเพื่อสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย และตั้งให้ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายทหารในคณะปฏิรูปการปกครองได้เปลี่ยนสถานะของตัวเองเป็น สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน มีสมาชิก 340 คน ทำหน้าที่เหมือนรัฐสภาและฝ่ายนิติบัญญัติ ให้การสนับสนุนรัฐบาลนายธานินทร์ โดยที่คณะรัฐบาลนายธานินทร์มีคณะรัฐมนตรีเพียง 17 คนเท่านั้น และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็คือ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ นั่นเอง ซึ่งนายธานินทร์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่อมาว่า รัฐบาลเสมือนหอยที่อยู่ในเปลือก โดยมีนัยถึงเป็นรัฐบาลที่มีคณะนายทหารคอยให้ความคุ้มกัน จึงได้รับฉายาว่า รัฐบาลหอย รัฐบาลคณะนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ดำเนินนโยบายทางการเมืองอย่างขวาตกขอบ มีการจับกุมและทำร้ายผู้ที่สงสัยว่าอาจกระทำการเป็นคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง โดยอาศัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2519 มาตราที่ 21 จึงทำให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสูงสุด การจัดกิจกรรมในวันแรงงานแห่งชาติในปี 2520 จึงต้องงดไป

การดำเนินงานของคณะรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ประสบกับปัญหาตลอดด้วยนโยบายขวาตกขอบที่โลกไม่ยอมรับ ในที่สุดคณะนายทหารในสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดินชุดเดิมที่นำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ จึงกระทำการรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 และแต่งตั้ง พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน สถานการณ์ต่างๆจึงเปลียนไปมีการผ่อนคลายทางการเมืองมากขึ้น จากรูปแบบการปราบปรามฝ่ายก้าวหน้ามาเป็นการหลอกลวง รัฐบาลเกรียงศักดิ์อาศัยการสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำกรรมกร ได้ดึงเอาผู้นำบางส่วนมาหนุนอำนาจรัฐ รูปแบบการจัดงานวันกรรมกรนับแต่ยุคนี้จึงกลายเป็นการผลักดันของรัฐบาล และกระทรวงแรงงาน โดยเชิญหัวหน้ารัฐบาลหรือตัวแทนมาร่วมเป็นประธานจัดงาน เพื่อควมคุมการเคลื่อนไหวของกรรมกร โดยเน้นกิจกรรมบันเทิงสนุกสนานแข่งกัฬา เตะตะกร้อ แจกถุงยางอนามัย ฯลฯ ภายหลังการเลือกตั้งปี 2522 แนวทางการสร้างความปรองดองที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ใช้ได้ผลคือ คำสั่ง 66/2523 ปรากฏเป็นผลงานทางการเมืองชิ้นสำคัญ นักศึกษา ประชาชน และผู้นำแรงงานที่เคยหลบหนี และเข้าไปต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในเขตป่าเขาต่างทะยอยกลับสู่เมือง รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งขณะนั้นได้มาเป็นประธานในงานวันกรรมกรที่ท้องสนามหลวง

• การจัดงานวันกรรมกรกลับถูกจำกัดให้อยู่แค่ในพื้นที่สนามกีฬา

                ในปีที่มีการรัฐประหารปี 2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล ซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็น นายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า มีการโกงกินคอร์รัปชั่นอย่างหนักในรัฐบาล และรัฐบาลแทรกแซงสถาบันทหาร วันที่ 26 กุมภาพันธ์ รสช.มีคำสั่งให้บรรดาผู้นำสหภาพแรงงานเข้ารายงานตัวที่หอประชุมกองทัพบก เพื่อ แถลงนโยบายและเหตุผลในการยึดอำนาจ โดยมีพลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นผู้ชี้แจง เขาพูดเอาใจกรรมกรว่า “ทุกข์ของกรรมกรถือเป็นทุกข์ของทหาร” แต่การจัดงานวันกรรมกรกลับถูกจำกัดให้อยู่แค่ในพื้นที่สนามกีฬาไทย- ญี่ปุ่นดินแดง แถมมีรถโคชมาคอยรับส่งเพื่อไม่ให้เดินขบวน เสรีภาพถูกปล้น ผู้กรรมกรถูกคุกคาม ห้ามพูดห้ามแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะสำหรับทนง โพธิอ่านผู้นำกรรมกรคนสำคัญ เมื่อ รสช. ประกาศจะยกเลิก
สหภาพแรงงานของคนงานรัฐวิสาหกิจ
ทนงได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “ถ้าคณะ รสช.ยังยืนยันจะดำเนินการในเรื่องนี้
ไม่เฉพาะคนงานในสหภาพรัฐวิสาหกิจเท่านั้นที่จะเคลื่อนไหว
แต่ผู้ใช้แรงงานทุกระดับคงคัดค้านแน่” เขาประณามการประกาศใช้กฎอัยการศึกว่า
เป็นการปิดหูปิดตาประชาชน
ทนงได้เรียกประชุมสภาแรงงานแห่งประเทศไทยเพื่อพิจารณามาตรการตอบโต้คณะ
รสช.ในประเด็นแยกรัฐวิสาหกิจออกจากกฎหมายแรงงาน ภายหลังการประชุมเขาได้แสดงทัศนะอย่างแข็งกร้าวต่อคณะ
รสช.ว่า
“ทหารกำลังสร้างปัญหาให้กับกรรมกรด้วยการยุบสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจและออกประกาศ
รสช. ฉบับที่
54 และขอฝากเตื่อนถึงบิ๊กจ๊อด อย่านึกว่าเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้วจะทำอะไรก็ได้
ต้องฟังเสียงประชาชนบ้าง เวลานี้ทหารทำให้กรรมกรเป็นทุกข์
ดังนั้นควรทำอะไรให้รอบคอบ วันนี้สามช่า วันหน้าอาจไม่มีแผ่นดินอยู่
”  
การเคลื่อนไหวของทนงจึงได้รับการตอบสนองจากขบวนการแรงงานสากลอย่างกว้างขวาง ในฐานะตัวเชื่อมระหว่างขบวนการแรงงานไทยกับขบวนการแรงงานสากล ทำให้ทนงถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ วันที่ 14 มิถุนายน 2534 สภาแรงงานแห่งประเทศไทยภายใต้การนำของทนงได้จัดการประชุมใหญ่กลางท้องสนามหลวงเย้ยอำนาจ รสช.เรียกร้องให้คืนสหภาพแรงงานให้คนงานรัฐวิสาหกิจและยกเลิกประกาศ รสช.ฉบับ 54 แล้ววันที่ 19 มิถุนายน 2534 เขาก็ได้ถูกทำให้หายตัวไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอย จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นหรือได้ข่าวที่แท้จริงเกี่ยวกับทนงอีกเลย ( ข้อมูลจากประชาไท http://prachatai.com/journal/2006/06/8720 )




               แม้จะมีรัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบ เต็มใบ วันนี้ก็ยังคงถูกซ่อนเร้นจากความเป็นสากล ทั้งเนื้อหา และรูปแบบของการจัดงานยังคงถูกควบคุมโดยรัฐบาล และบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการจัดงาน กรรมกรแทนที่จะภูมิใจในชนชั้นตน ในฐานะผู้สร้างโลก กลับปฏิเสธคำๆนี้ เลี่ยงไปใช้ว่า ผู้ใช้แรงงานแทน ไม่เท่านั้นยิ่งในยุคหลังรัฐประหาร 2549 ยุคที่สีเหลืองเฟื่องฟู ยุคที่รัฐบาลอำมาตย์เข่นฆ่าพี่น้องประชาชนบนท้องถนน ปล้นประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคม ยุคที่พี่น้องเราต้องถูกคุมขังจองจำด้วยข้อหาลมๆแล้งๆ กรรมกรยุคนี้ต้องสวมใส่เสื้อสีเหลืองเอาใจอำมาตย์ในการเคลื่อนขบวนวันเมย์เดย์ กรรมกรต้องใส่เสื้อสีชมพูกันสลอนในรัฐบาลที่แต่งตั้งมาโดยทหาร กรรมกรไทยต้องนำวันอันเป็นสากลไปผูกติดกับการยกย่องประมุขของประเทศ แทนการยกย่องกรรมกรผู้ใช้แรงงานด้วยกัน การรัฐประหารแต่ละครั้งทำให้ขบวนการกรรมกรหดเล็กลงๆ กรรมกรไม่มีศีกดิ์ศรีแม้แต่จะกำหนดวันของตนเอง

คงมีแต่พลังคนเสื้อแดงที่มีดวงตาสว่างไสวจะช่วยกันชุบชีวิต ฟื้นคืนการต่อสู้ร่วมกับกรรมกรฝ่ายก้าวหน้าให้วันกรรมกรกลับมามีคุณค่าและความหมายอีกครั้ง เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผดุงความยุติธรรม และรังสรรค์วัฒนธรรมของชาวกรรมาชีพต่อไป วันที่ 1 พฤษภานี้ขอเชิญกรรมกรแดงผู้รักประชาธิปไตยไปร่วมกันเดินขบวน แปดโมงเช้าที่ลานพระรูป
( พบกับเรื่องราวของ วันที่ 5 พฤษภา วันจิตร
ภูมิศักดิ์ วันที่
11 พฤษภา วันปรีดี พนมยงค์ 17 พฤษภา วันพฤษภาทมิฬ
 วันที่ 19 พฤษภา
วันตาสว่าง ในนสพ.เลี้ยวซ้าย เดือนถัดไป )

ข้อสังเกต: เพื่อการอภิวัฒน์ระบบการศึกษา

การแข่งขันเพื่อความมั่งคั่งของตนไม่ได้เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการแล้ว ย่อมมีผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะย่อมมีส่วนน้อยดังเห็นจากสภาพเศรษฐกิจที่มีคนรวยเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นเอง ขณะที่คนยากจนมีมากกว่าสามพันล้านคน[๑๑] จึงเป็นที่ต้องคิดว่าจะหันเหจากการแข่งขันด้วยค่านิยมอย่างนี้ได้อย่างไร 

โดย เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล
สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย

ในช่วงขณะนี้กระแสเรื่องการเปลี่ยนแปลงศึกษามีความเข้มข้น และเป็นที่จับตาในสังคมอย่างมากทีเดียว การตื่นตัวของสังคมครั้งใหญ่ที่หันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทางกระทรวงศึกษาธิการของไทยมีการแก้ไขกฎระเบียบเรื่องทรงผม[๑] การลดคาบเรียน[๒] และมีการออกแบบทำหลักสูตรใหม่ในเวลา 6 เดือน[๓] เป็นต้น TDRI ออกมาเสนอแผนปฏิรูประบบการศึกษา[๔] นอกจากนี้ก็มีเวทีคุยเรื่องการศึกษาเกิดขึ้นอย่างมากมาย

ในส่วนตัวของผู้เขียนแล้วก็มีความสนใจใคร่ที่จะเสนอเป็นข้อสังเกตเพื่อเป็นแนวทางในการอภิวัฒน์การศึกษา ในฐานะที่เป็นผู้เขียนเป็นนักเรียนคนหนึ่งซึ่งกำลังดำเนินต่อไปในระบบการศึกษาไทย ซึ่งมีความดีใจที่เกิดการตื่นตัวเรื่องการศึกษาอย่างมากมาย แต่ดูจะจำกัดไปในทาง “ห้องเรียน” หรือ “ภายในโรงเรียน” เท่านั้น โดยลืมไปในเรื่องสภาพสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ชีวิตจริงหรือเรียกสั้นๆว่าสภาพแวดล้อม ซึ่งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แยกขาดจากกันไม่ได้ การเรียนในห้องเรียนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต และการดำรงชีวิตเป็นผลจากการศึกษา

อีกนัยหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองการปกครองและระบบเศรษฐกิจกับระบบการศึกษาภายในสังคมเดียวกันมิได้เป็นไปในลักษณะเป็นเส้นตรงทางเดียว ( Corresponding Principles) แต่เป็นความสัมพันธ์ในลักษณะวิภาษวิธี (Dialectic Relationship)[๕] การเปลี่ยนแปลงจึงต้องดำเนินไปพร้อมกันและไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง เพราะ ทั้งสองส่งผลต่อกัน

เมื่อเราพิจารณาดูแล้วสภาพแวดล้อมที่ปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนนั้นก็สำคัญไม่แพ้กันเลย เราจำเป็นต้องตั้งคำถามเหล่านี้ 1) ครอบครัว – มีเวลาและเอาใจใส่ลูกของตนแค่ไหน มีรายได้-รายจ่ายที่เพียงพอหรือไม่ พ่อแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันหรือไม่ 2) ผู้สอน – มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพหรือไม่ มีชั่วโมงการสอนที่มากเกินไปหรือไม่ ตำแหน่งวิทยฐานะหนักใจหรือไม่ 3) ตัวผู้เรียนเอง – มีเวลาที่จะอยู่กับตัวเองหรือไม่ ปฏิสัมพันธ์ที่เห็นได้ชัดนี้มีผลต่อกระบวนการเรียนรู้และสภาพจิตใจของนักเรียน นอกจากนี้ยังมีปัญหานักเรียนนอกระบบ ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จากการเก็บสถิติ การขึ้นทะเบียนเด็กใหม่เข้าสู่ระบบด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่6 พบว่า เด็กนักเรียนที่เข้าเรียน ป.1 ตั้งแต่ปี 2544 จำนวน 1,073,212 คน อัตราการคงอยู่ของเด็ก ป.1 เมื่อเลื่อนชั้นถึง ป.6 ในปี 2549เหลือเพียง 974,265 คน พบว่า ช่วงเวลานี้เด็กมีอัตราคงอยู่ถึง 90.75% ออกกลางคัน 98,947คน และเมื่อเด็กเข้าสู่ระดับชั้น ม.ต้น อัตราคงอยู่ 873,970 คน หรือ 93.13%

ในปี 2552 มีนักเรียนออกกลางคัน 100,295 คน และอัตราการคงอยู่ชั้น ม.ปลาย เหลือเพียง 643,821 คน หรือ 93.04% มีนักเรียนออกกลางคันในช่วงนี้ถึง 230,149 คน รวมแล้วอัตราคงของของนักเรียนทั้ง 12 ปี พบว่า มีนักเรียนที่หลุดออกนอกระบบ 429,391 คน หรือ 59.99% ซึ่งในจำนวนตัวเลขนี้ยังไม่รวมโรงเรียนที่อยู่ในการดูแลของสังกัดอื่น
     
“จากสถิติอัตราการคงอยู่ของนักเรียนทั้งช่วงชั้น พบว่า สูงขึ้นจาก 90 % เป็น 95% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงขึ้น และพบว่า จำนวนที่เด็กออกกลางคันลดลงในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูจำนวนนักเรียนที่ออกกลางคัน พบว่า จำนวนที่ออกการคันก็ยังเป็นหลักแสน เพราะมีการสะสมมาหลายปี ดังนั้น คิดว่าประเด็นนี้ทุกฝ่ายต้องมาร่วมมือกันป้องกันและแก้ไข” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว[๖]

เหตุการณ์ดังกล่าวโยงกับสภาพแวดล้อมเชิงประจักษ์และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ จากค่าสัมประสิทธิ์จีนี(Gini coefficient) ซึ่งมีค่าระหว่าง 0 ถึง 1 ถ้าค่าดัชนีใกล้ 0 คือความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ต่ำ ตรงกันข้าม ถ้าค่าสัมประสิทธิ์ไปทาง 1 คือความเหลื่อมล้ำในทางการกระจายรายได้สูง จากข้อมูลภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำทุก 2ปี พบว่าระหว่าง พ.ศ.2529-2549 ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ในสังคมไทยอยู่ในระดับสูงมาตลอด คืออยู่ในระดับ 0.48 ถึง 0.53 ปี 2550 ค่าดัชนีความเหลื่อมล้ำอยู่ที่ 0.5 [๗]

ถ้าเราพิจารณาแล้ว การปฏิรูปการศึกษาจะไม่มีทางสำเร็จเลยถ้าปัญหาในทางสภาพแวดล้อมเชิงประจักษ์และเชิงโครงสร้างไม่ได้รับการแก้ไข หลักสูตรที่ทันสมัยแต่คุณภาพชีวิตของประชากรไม่ได้ดีขึ้นไปด้วยเลย ในส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเช่นกัน ริชาร์ด วิลกิลสัน(Richard Wilkinson) และเคท พิคเกตต์ (Kate Pickett) เขียนไว้ในหนังสือชื่อความ (ไม่)เท่าเทียม(The Spirit Level)[๘] ของเขา เรามักจะคิดกันไปเองว่า ความปรารถนาที่จะยกระดับมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ในสาขาอย่างเช่นการศึกษานั้นเป็นคนละเรื่องกับความปรารถนาที่จะลดระดับความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาภายในสังคม แต่ความจริงอาจเกือบตรงกันข้าม

ดูเหมือนว่าการยกมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาให้สูงขึ้นจะต้องอาศัยการลดทอนความลาดชันทางสังคมของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในแต่ละประเทศ โดยเราพิจารณาคะแนน PISA ของประเทศต่างๆ[๙] เราจะเห็นได้ชัดเจน ในหนังสืออ้างถึงงานวิจัยของนักระบาดวิทยา อาร์จูแมน สิดดีฆี(Arjumand Siddiqi)กับเพื่อนร่วมงานพิจารณาความลาดชันทางสังคมในทักษะการรู้หนังสือของเด็กวัย 15ปี โดยใช้ข้อมูลจาก PISA ปี2000 พวกเขาพบว่าเด็กในประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการมายาวนานมีทักษะดีกว่า และรายงานว่าประเทศที่ได้คะแนนเฉลียสูงกว่าคือประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมของทักษะการอ่านน้อยกว่า[๑๐] ดังนั้น ประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์สูงจะมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจหรือค่าสัมประสิทธิ์จีนิต่ำ เรียกได้ว่า ระบบเศรษฐกิจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ทักษะการเรียนรู้แทบทุกด้านเลย

ระบบวัฒนธรรมก็เป็นส่วนสำคัญ ในวัฒนธรรมของเรานั้นมีความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบผู้ใหญ่ผู้น้อยอยู่มาก ย่อมพัฒนาไปสู่ความงอกงามยาก เพราะมีการห้ามตั้งคำถามและตรวจสอบ โดยอิงไปกับไสยเวทและราชาชาตินิยมด้วยแล้วย่อมน่ากลัวอย่างยิ่งถ้าไม่ทะลุทะลวงและทำลายมายาภาพอันเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาการศึกษา อีกส่วนหนึ่งวัฒนธรรมของเราและเศรษฐกิจเป็นไปในทางระบบทุนนิยม (สะสมทุน กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล) ซึ่งมีข้อเสียเช่น เน้นการแข่งขัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา ผลกำไรสูงสุดเหนืออื่นใด เป็นต้น

การแข่งขันเพื่อความมั่งคั่งของตนไม่ได้เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการแล้ว ย่อมมีผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะย่อมมีส่วนน้อยดังเห็นจากสภาพเศรษฐกิจที่มีคนรวยเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นเอง ขณะที่คนยากจนมีมากกว่าสามพันล้านคน[๑๑] จึงเป็นที่ต้องคิดว่าจะหันเหจากการแข่งขันด้วยค่านิยมอย่างนี้ได้อย่างไร

การไปสู่การแข่งขันแบบมีมนุษยธรรมหรือการร่วมมือกันแทนได้อย่างไร การแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศและรับใช้สังคมได้อย่างไร ถ้าระบบเศรษฐกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย อาจมีข้อถกเถียงว่าการไม่แข่งขันหรือแข่งขันแบบน้อยลงนักเรียนจะมีแรงกระตุ้นเรียนได้อย่างไร ก็ขอให้ฟังคำของ อดัม เคิร์น นักการศึกษาและสันติศึกษา อาจจะมีการโต้แย้งในที่นี้ได้ว่า การศึกษาที่ขาดการแข่งขัน อาจจะทำให้ผู้ศึกษาปล่อยปละละเลย ไม่เอาใจใส่ต่อการเรียน ซึ่งก็คงมีส่วนจริงอยู่บ้างที่ความต้องการจะประสบความสำเร็จ และความกลัวต่อความล้มเหลว อาจจะเป็นสิ่งเร้า ที่กระตุ้นให้มนุษย์มีความพากเพียรพยายาม

แต่เราก็รู้กันดีว่าการงานที่มีคุณค่ามากๆนั้น จะได้มาจากการงานที่เกิดจากความสนใจ คือผู้ทำพอใจที่ได้ทำงานนั้นๆและเราก็รู้เป็นอย่างดีด้วยว่า ไม่มีอะไรจะทำลายความสนใจของเด็กได้ดีกว่าการเคี่ยวเข็ญเด็กอย่างไม่เหมาะสมกับธรรมชาติของเขา[๑๒]

การเรียนการสอนจึงต้องเป็นไปในรูปแบบที่ก้าวพ้นห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ซึ่งแนวคิดการศึกษาที่เห็นด้วยกับทัศนะนี้ก็มีมากมาย และเกิดเป็นรูปธรรมแล้วอาทิ 21stSkill[๑๓] ที่เมืองไทยกำลังเห่ออยู่ หรือแนวคิดสายอื่นที่น่าสนใจเช่น วอลดอร์ฟ[๑๔] และการศึกษาสร้างคุณค่า(Soka Education)[๑๕] เป็นต้น

ในส่วนสำคัญคือวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ที่กล่าวไปแล้วนั้นก็จะต้องมีอยู่ตลอดเวลา Teach Less Learn more นั้นดี แต่ประเทศต้นแบบของแนวคิดนี้ ก็มีแค่พรรคเดียวที่ปกครอง การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเรื่องคนไม่เห็นด้วยก็มีมาก[๑๖] แสดงว่าการเรียนรู้ถูกจำกัดในกรอบ เพื่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเท่านั้น

แต่ของเรานั้นจะต้องเป็นการเรียนรู้ที่มีความเท่าทัน การตระหนักรู้ในภาวะวิกฤติทางนิเวศที่กำลังเกิดขึ้น อาเซียนด้วยแล้วผลกระทบของ AECที่มีต่อเราและสิ่งแวดล้อม ต่อคนอื่นจะเป็นอย่างไร ก็ควรจะมีการเรียนการสอนมากกว่าบูชาตลาดงานอย่างเดียว คือต้องมีความเข้าใจและตื่นรู้ในสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่อยุติธรรมและรุนแรงทั้งภายในประเทศและในโลก

อีกนัยหนึ่งก็ดังที่ อุทัย ดุลยเกษม กล่าว ระบบคุณค่าและการพัฒนาบุคลิกภาพให้บัณฑิตมีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการจัดตั้งและการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ กล่าวคือ เพื่อสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการและเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม มิใช่เพื่อการผลิตแรงงานชั้นสูงเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจการตลาดเพียงอย่างเดียว[๑๗] (ในส่วนนี้ที่เป็นเป้าหมายทางอุดมคติของ ผู้เขียนเสนอไว้ในบทความ “ อภิวัฒน์ระบบการศึกษาไทย เพื่อพ้นจากการศึกษาแบบอัปรีย์ไป จัญไรมา” ซึ่งตีพิมพ์ลงในจุลสารปรีดี เมื่อปีที่แล้ว[๑๘])

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เพื่อเสนอว่าการแก้ไขหรือปฏิรูปการศึกษาอย่างเดียวไม่พอที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาอย่างลึกซึ้งครบถ้วน ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ โดยวัฒนธรรมนั้นก็เป็นไปทางการวิพากษ์วิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้ ในทางเศรษฐกิจก็จะต้องลดความเหลื่อมล้ำพัฒนาไปในแนวทางรัฐสวัสดิการที่เป็นหลักประกันคุณภาพชีวิตให้แก่ทุกคน หรือที่ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เสนอมาแต่เมื่อ 3 ทศวรรษที่แล้ว “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”[๑๙] นั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องไม่มาจากผู้เชี่ยวชาญ พวกข้าราชการชั้นสูง หรือรัฐมนตรี แบบ “บนลงล่าง” อย่างเดียวซึ่งการเดินตามวิธีนี้ไม่ยั่งยืนอย่างแน่นอน! แต่ต้องจากกลุ่มคนทุกระดับในสังคม ซึ่งนับว่าน่าสนใจที่มีกลุ่มสนใจเรื่องการศึกษามากขึ้น(ในส่วนเฉพาะของนักเรียน) เช่น สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย[๒๐] , กลุ่มแนวคิดเสรีปฏิวัติการศึกษา เป็นต้น และในหมู่โรงเรียนทางเลือกเองก็ดี หรือกลุ่มมหาลัยเถื่อน ล่าสุดก็จะมีการรวมกลุ่มเป็นสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาวิชาชีพครูขึ้นมาอีก ในส่วนของแรงงาน ครู ผู้ปกครอง และองค์กรเอกชนต่างๆก็ดี ต่างสนใจต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ เราจำเป็นต้องมารวมพลังกันและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องรัฐสวัสดิการ ผลักดันให้มีรัฐสวัสดิการ ซึ่งคือการเรียนรู้ตลอดชีวิตของพลเมือง และการเรียนในสถาบันการศึกษา ไปพร้อมๆกัน อาจไม่เรียกว่าปฏิรูปแต่เรียกว่าอภิวัฒน์เลยก็ว่าได้

บรรณานุกรม (ในส่วนอินเทอร์เน็ตเข้าถึง 28 – 3 – 56)

๑) เฮ!’ศธ.’ปรับระเบียบทรงผมนร.ใหม่ (http://www.komchadluek.net/ detail/20130109/149050/เฮ!ศธ.ปรับระเบียบทรงผมนร.ใหม่.html#.UVLA_Rdno0W) 
๒) เล็งหารือ ร.ร.ปรับจำนวนคาบเรียนต่อวัน (http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000100912)
๓) “ภาวิช”ขอแค่6เดือนทำหลักสูตรใหม่ (http://www.thaipost.net/news/110313/70685)
๔) ทีดีอาร์ไอเสนอแผนปฏิรูปการศึกษาครบวงจร (http://tdri.or.th/priority-research/educationreform)
๕) อุทัย ดุลยเกษม , การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่13 การศึกษากับการสร้างสังคมสันติประชาธรรม น.45, 2556 
๖) อึ้ง! ยอดเด็กนอกระบบศึกษามากถึง 4 แสนคน เหตุยากจน (http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000012511)
๗) ชาย โพธิสิตา และคณะ , ฝ่าวิกฤติ “ความเป็นธรรม”นำสังคมสู่สุขภาวะ น.30-31, 2553 
๘) มีความน่าสนใจมากในหนังสือเล่มนี้ ดู ริชาร์ด วิลกิลสัน , สฤณี อาชวานันทกุล แปล, ความ (ไม่) เท่าเทียม, open world 2555
๙) ดู บทที่ 8 น.146-163 ริชาร์ด วิลกิลสัน , สฤณี อาชวานันทกุล แปล, ความ (ไม่) เท่าเทียม, open worlds 2555
๑๐) อ้างแล้ว , น.154
๑๑) ดูรายละเอียด http://www.globalissues.org/article/26/poverty-facts-and-stats
๑๒) อดัม เคิร์น , การศึกษาเพื่อความเป็นไท, มูลนิธิเด็ก
๑๓) ดู เจม เบเลนกา , ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21, open worlds 2555
๑๔) ดู http://en.wikipedia.org/wiki/Waldorf_education
๑๕) ดู http://www.joseitoda.org/education/soka_edu
๑๖) ดู http://en.wikipedia.org/wiki/Human_rights_in_Singapore#Freedom_of_expression_and_association 
๑๗) อุทัย ดุลยเกษม , อ้างแล้ว, น.72
๑๘) ดูบทความของผู้เขียน จุลสารปรีดี ปีที่2 (2555) ฉบับสันติภาพและรัฐสวัสดิการ    น.33-46
๑๙) ดู http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/social_welfare/05.html
๒๐) แถลงการณ์ก่อตั้งสมาพันธ์นักเรียนฯ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1352873734&grpid=03&catid=03      ติดตามความเคลื่อนไหวhttps://www.facebook.com/Thailandstudentmovement
• กลุ่มที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ http://www.thaisocialhealth.net/ เครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม