ทำไมคนถึงนับถือศาสนา?

ในประเทศไทย คนส่วนใหญ่อาจพูดว่าเป็น “พุทธ” แต่อาจไม่ร่วมพิธีกรรมทางศาสนาบ่อยนัก ศาสนาเริ่มมีความสำคัญในชีวิตคนธรรมดาน้อยลง แต่ยังไม่ลดลงเหมือนประเทศพัฒนาที่มีรัฐสวัสดิการ

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ถ้าเรานำสถิติของการนับถือศาสนาในโลกปัจจุบันมาพิจารณา เราจะเห็นแนวโน้มอันหนึ่งที่สำคัญ นั้นคือการลดลงของสัดส่วนประชาชนที่นับถือศาสนาตามระดับการพัฒนาของประเทศ ดังนั้นประเทศพัฒนาเช่นในยุโรปตะวันตก หรือญี่ปุ่น มีผู้นับถือศาสนาน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด กรณีอังกฤษ ปัจจุบันเกือบจะไม่มีใครเข้าโบสถ์เลย ในขณะที่ระดับการนับถือศาสนาในประเทศยากจนของอัฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา มีมาก บางทีถึง 99% ของประชากร
   
แน่นอนการวัดระดับการนับถือศาสนาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน เพราะแค่ถามว่า “คุณนับถือศาสนาหรือไม่” หรือ “คุณนับถือศาสนาอะไร” อาจได้คำตอบว่าคนนั้นคนนี้นับถือศาสนา แต่จะไม่บอกว่าเขาใช้คำสอนหรือปรัชญาศาสนาในชีวิตประจำวันแค่ไหน และจะไม่บ่งบอกว่าคนคนนั้นร่วมพิธีกรรมทางศาสนามากน้อยแค่ไหนอีกด้วย ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราประเมินได้ว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศพัฒนา อาจไม่ร่วมพิธีกรรมทางศาสนาเลย
   
ทำไมคนในประเทศยากจนถึงนับถือศาสนา? คำตอบไม่ใช่เรื่องการศึกษาหรือ “ความโง่เขลา” หรือเรื่องการเข้าใจวิทยาศาสตร์มากน้อยแค่ไหน คาร์ล มาร์คซ์ เคยอธิบายว่า “ศาสนาคือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ” แต่เป็น “ฝิ่นของประชาชน” ซึ่งหมายความว่ามนุษย์ที่อาศัยในสภาพสังคมที่ไร้หัวใจ มีเหตุผลในการพึ่งพาความอบอุ่นจากศาสนา ทั้งๆ ที่ปรัชญาและคำสอนของศาสนาไม่สามารถอธิบายโลกได้

ใครที่ทราบสภาพชีวิตของคนในประเทศยากจน ที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก และไร้เสถียรภาพ ไร้มาตรฐานชีวิตที่ดี จะเข้าใจเรื่องนี้ทันที เพราะคนที่ไม่มีความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นได้ง่ายๆ จะรู้สึกว่าตนเองอ่อนแอจนไม่สามารถกำหนดอนาคตตนเองได้ เขามักหันมาพึ่งพิงความวิเศษและความอบอุ่นจากศาสนา
   
ศาสนาพุทธในไทยเป็นศาสนาที่นับถือกันในรูปธรรมด้วยหลายรูปแบบ เช่นมีการผสมศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือผสมการนับถือผีสางนางไม้ หรืออาจมีนิกายแปลกๆ ของคนชั้นกลางเป็นต้น อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญของปรัชญาศาสนาพุทธคือการพยายาม “ดับทุกข์” และการ “ทำบุญ” ให้ตนเองหรือคนในครอบครัวในลักษณะปัจเจก คือเป็นวิธีการทนอยู่กับโลกที่เต็มไปด้วยทุกข์และความไม่มั่นคงของชีวิต แต่มันไม่ได้เป็นวิธีที่จะเปลี่ยนสังคมอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์สำหรับคนส่วนใหญ่
   
ในมุมกลับ ประชาชนในประเทศที่พัฒนา โดยเฉพาะในยุโรป มีเสถียรภาพของชีวิต เพราะประเทศเหล่านั้นมีรัฐสวัสดิการที่ดูแลพลเมือง “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ในระบบถ้วนหน้าที่ครบวงจร และเมื่อประชาชนในประเทศแบบนี้มีความมั่นคงในชีวิต เขาจะรู้สึกว่าเขาคุมอนาคตของตนเองได้มากพอสมควร จึงไม่ต้องพึ่งพาความงมงายหรือ “อำนาจจากสวรรค์” ยิ่งกว่านั้นรัฐสวัสดิการที่มีอยู่มาจากการต่อสู้ของมวลชนจำนวนมากในสหภาพแรงงานและพรรคฝ่ายซ้าย มันทำให้เขารู้สึกว่าคนตัวเล็กๆ สามารถเปลี่ยนสังคมได้
   
อย่างไรก็ตาม มีประเทศหนึ่งในหมู่ประเทศที่พัฒนา ที่เป็นกรณีพิเศษ ประเทศนั้นคือสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนผู้นับถือศาสนาสูงพอๆ กับประเทศยากจนอย่างอินเดีย หรือบราซิล เราจะอธิบายได้อย่างไร?
   
นักสังคมศาสตร์หลายคนเสนอคำอธิบายว่า การนับถือศาสนาคริสต์ในอเมริกาสูงเพราะคนผิวขาวในสหรัฐอพยพมาจากหลากหลายประเทศในยุโรป การนับถือศาสนาคริสต์ตามนิกายของครอบครัวตนเอง เป็นวิธีรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมเฉพาะของเขาท่ามกลางความหลากหลายของเชื้อชาติในประเทศใหม่ และยิ่งกว่านั้นสหรัฐอเมริกาเป็นสังคมที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าหลายประเทศในยุโรป และนี่คือสิ่งที่อาจทำให้เกิดสภาพที่ไร้ความมั่นคงในช่วงนั้น เวลาเราดูการนับถือศาสนาคริสต์ในอเมริกา เราจะพบหลายๆ นิกายที่แตกต่างกัน ซึ่งสะท้อยสภาพที่กล่าวถึงไปแล้ว และการที่ประชาชนจำนวนมากหนี้การกดขี่ทางศาสนาของรัฐบาลที่มีต่อคน “นอกรีต” ในประเทศต่างๆ ของยุโรปอีกด้วย
   
อย่างไรก็ตามมันมีอีกสองคำอธิบายที่สำคัญคือ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวในหมู่ประเทศพัฒนา ที่ไม่มีรัฐสวัสดิการ ซึ่งสร้างความไม่มั่นคงในชีวิตกับคนจำนวนมาก และในช่วงสงครามเย็น ที่มีการ “ล่าแม่มด” จับผิดคนที่เป็นคอมมิวนิสต์ หรือคนที่มีความคิดฝ่ายซ้าย โดยวุฒิสมาชิกฝ่ายขวา โจ แมคาร์ที้ เป็นแกนนำ การไม่นับถือศาสนากลายเป็น “บาป” ที่พิสูจน์ว่าคนนั้นเป็น “คอมมิวนิสต์” ที่ “ไม่รักชาติ”
   
แมคาร์ที้ เคยพูดว่า “เรากำลังทำสงครามอันยิ่งใหญ่ระหว่างพวกคอมมิวนิสต์ที่ไม่นับถือศาสนา กับวัฒนธรรมคริสต์เตียนของอเมริกา”
   
นอกจากกรณีสหรัฐอเมริกาแล้ว เราต้องอธิบายอีกสองปรากฏการณ์เกี่ยวกับการนับถือศาสนาในโลกปัจจุบันที่น่าสนใจ คือการขยายตัวของความศรัทธาในศาสนาอิสลามในตะวันออกกลาง จนกลายเป็นกระแส “การเมืองอิสลาม” และผลของการมีรัฐบาลคอมมิวนิสต์ต่อการนับถือศาสนา เช่นในประเทศโปแลนด์ และเวียดนาม

กระแสอิสลามในตะวันออกกลางและอัฟริกาเหนือที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ อัฟกานิสถาน มาลี ลิบเบีย หรือปาเลสไตน์ ไม่ใช่สภาพที่ดำรงอยู่มาตลอดกาล อย่างที่พวกฝ่ายขวาในอเมริกาเสนอ พวกนี้ชอบพูดทำนองว่ามี “การปะทะชนกันระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกกับตะวันออก” โดยที่มีการอ้างว่าวัฒนธรรมอิสลามของตะวันออกต่อต้านความทันสมัยและประชาธิปไตย แต่นักวิชาการฝ่ายขวาอเมริกาชื่อแซมูล ฮันทิงตัน ที่เสนอทฤษฎีนี้เคยให้ความเห็นว่าในยุคการลุกฮือสมัย 1968 “สหรัฐมีประชาธิปไตยมากเกินไป” คือเขาเองไม่เคารพประชาธิปไตยและแน่นอนผู้นำสหรัฐที่ทำสงครามในตะวันออกกลางไม่เคยสนับสนุนประชาธิปไตยในประเทศอื่นๆ เลยเพราะสหรัฐเคยสนับสนุนเผด็จการมูบารัก และเบนอาลีในขณะที่การปฏิวัติล้มเผด็จการในอียิปต์ ตูนีเซีย ลิบเบีย และการต่อสู้กับเผด็จการทั่วตะวันออกกลางทุกวันนี้ พิสูจน์ว่าคนมุสลิมในภูมิภาคนี้ต้องการประชาธิปไตยและพร้อมจะลุกขึ้นสู้เพื่อเป้าหมายดังกล่าว
   
กระแสอิสลามที่ผูกพันกับการเมืองที่เราเห็นในตะวันออกกลาง เป็นกระแสการเมืองที่ต้านจักรวรรดินิยมตะวันตกที่เข้ามาครอบครอง หรือแทรกแซงการเมืองมาตลอด ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเรื่อยมา เช่นยึดครองพื้นที่ที่เคยเป็นอาณาจักรออตตามัน การแบ่งแยกดินแดน การสนับสนุนเผด็จการกษัตริย์ชาร์ในอิหร่าน การสนับสนุนอิสราเอล และการสนับสนุนเผด็จการมูบารัก เป็นต้น มันเป็นกระแสที่ต่อต้านการทำสงครามกับคนในพื้นที่ด้วย เช่นสงครามอีรัก และอัฟกานิสถาน

เป้าหมายของจักรวรรดินิยมคือการพยายามคุมแหล่งน้ำมันของตะวันออกกลาง ในสถานการณ์แบบนี้ ในอดีตคนที่ต้องการต่อสู้เพื่อเอกราชและความเป็นธรรม มักจะหันไปสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย และแนวสังคมนิยมที่เคยเป็นกระแสหลักในอิหร่าน อียิปต์ และที่อื่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตามพรรคฝ่ายซ้าย เช่นพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ หรือผู้นำประเทศที่ประกาศว่าตนเองเป็น “สังคมนิยม” เช่น นะซาในอียิปต์ ค่อยๆ ทำให้ประชาชนผิดหวังและเสื่อมศรัทธา เพราะไม่สร้างสังคมนิยมจริง และจบลงด้วยการเป็นเผด็จการท่ามกลางความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ผลคือในยุคต่อมาคนจำนวนมากเริ่มหันไปถือธงการเมืองอิสลามในการต่อสู้กับจักรวรรดินิยมและเผด็จการ เราเห็นชัดในกรณีอิหร่าน ตุรกี ตูนีเซีย ลิบเบีย และอียิปต์
   
ในกรณีอัฟกานิสถาน การส่งทหารไปรุกรานประเทศนั้นโดยรัสเซีย นำไปสู่การสร้างองค์กร “ทาลิบัน” ในกลุ่มนักศึกษา และแน่นอนจะไม่มีใครศรัทธาใน “สังคมนิยม” ในเมื่อเขาถูกกดขี่รุกรานโดยกองทัพรัสเซียที่ใช้ธงแดง แล้วพอรัสเซียแพ้สงครามและถอนทหารออกไป สหรัฐและอังกฤษก็เข้ามาทำสงครามจนประเทศพังทลายอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เราคงไม่แปลกใจว่าอิสลามเป็นธงนำการต่อสู้เพื่อเอกราช
   
อย่างไรก็ตาม หลังการปฏิวัติในอียิปต์และตูนีเซียที่พึ่งผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้ พรรคมุสลิมถูกตรวจสอบในรูปธรรมเพราะเข้ามาเป็นรัฐบาล และเมื่อพรรคมุสลิมจับมือกับองค์กรอย่าง ไอเอ็มเอฟ ในการใช้นโยบายเสรีนิยม และประนีประนอมกับอำนาจเก่า เช่นทหาร ประชาชนจำนวนมากก็เริ่มไม่พอใจและเป็นโอกาสทองในการฟื้นกระแสสังคมนิยม

สำหรับประเทศที่มีประสบการณ์ของรัฐบาลที่เรียกตัวเองว่า “คอมมิวนิสต์” เมื่อเราเปรียบเทียบประเทศโปแลนด์ ที่มีคนนับถือศาสนาคริสต์จำนวนมากในยุคปัจจุบัน กับประเทศเวียดนามที่สัดส่วนการนับถือศาสนาต่ำ เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองเช่นกัน

ในทั้งสองประเทศเราอาจไม่แปลกใจที่กลุ่มคนหรือองค์กรต่างๆ ที่ต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการคอมมิวนิสต์ หันมาถือธงศาสนาในการต่อสู้ และสิ่งนี้ก็เกิดในกรณีโปแลนด์ โดยที่แกนนำสหภาพแรงงาน “โซลิแดริที้” ที่มีส่วนสำคัญในการล้มเผด็จการชื่นชมในศาสนาคริสต์ แต่มันมากกว่านั้นเพราะรัฐบาลคอมมิวนืสต์โปแลนด์เดิมมีต้นกำเนิดจากชัยชนะของกองทัพรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่สอง และกองทัพรัสเซียเป็นเครื่องมือของสตาลินในการแต่งตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในโปแลนด์และประเทศอื่นในยุโรปตะวันออก แถมรัสเซียมักส่งรถถังไปปราบปรามประชาชนเวลาลุกขึ้นสู้กับเผด็จการในประเทศของตนเองเสมอ ดังนั้นศาสนาคริสต์ในโปแลนด์กลายเป็นสัญญาลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเอกราช ทั้งๆ ที่พวกพระที่คุมสถาบันศาสนา ไม่เคยออกมาต่อสู้อย่างจริงจัง
   
ในประเทศเวียดนาม ศาสนาคริสต์เป็นสิ่งนำเข้าโดยอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส จึงไม่สามารถเป็นธงนำการต่อสู้เพื่อเอกราชได้ และพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามขึ้นมามีอำนาจโดยการต่อสู้ของคนพื้นเมืองกับจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสและอเมริกา ต่างโดยสิ้นเชิงกับโปแลนด์ อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปและประชาชนเริ่มไม่พอใจกับเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างเช่นที่เราเห็นในหมู่กรรมกรโรงงานเวียดนาม ที่กำลังสร้างสหภาพแรงงานอิสระจากรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฏหมาย เขาจะไม่หันมาใช้ธงของศาสนาพุทธ หรือศาสนาเต๋า ซึ่งเป็นสองศาสนาหลักนอกจากศาสนาคริสต์ เพราะมันไม่ใช่อะไรที่รวมศูนย์การต่อสู้ได้ นี่คือสาเหตุที่การนับถือศาสนาในเวียดนามค่อยๆ ลดลงในสังคมสมัยใหม่
   
ในประเทศไทย คนส่วนใหญ่อาจพูดว่าเป็น “พุทธ” แต่อาจไม่ร่วมพิธีกรรมทางศาสนาบ่อยนัก ศาสนาเริ่มมีความสำคัญในชีวิตคนธรรมดาน้อยลง แต่ยังไม่ลดลงเหมือนประเทศพัฒนาที่มีรัฐสวัสดิการ แน่นอนคนจำนวนมากยัง “ทำบุญ” หรือไหว้พระ ไหว้ผีสางนางไม้ หรือไหว้อะไรที่มองว่า “ศักดิ์สิทธิ์” เป้าหมายคือเป็นการพยายามปกป้องตัวเองจากความโชคร้าย เหมือนการซื้อประกัน และศาสนาพุทธไม่ได้เป็นธงนำในการต่อสู้กับเผด็จการปัจจุบัน เพราะชนชั้นปกครองไทยพยายามผูกขาดการใช้ศาสนาพุทธเพื่อให้ความชอบธรรมกับตนเอง กระแสหลักของศาสนาพุทธจึงเชื่อว่าศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัว
   
สรุปแล้วแนวโน้มโดยทั่วไปในโลก คือการลดลงของการนับถือศาสนาเมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างหลักประกันในชีวิตในรูปแบบรัฐสวัสดิการ ในสถานการณ์แบบนี้ประชาชนจำนวนมากมองว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่อธิบายโลกรอบตัวเราได้ดีกว่าศาสนา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าประชาชนในประเทศยากจนไม่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ว่าวิทยาศาสตร์ให้ความอบอุ่นไม่ได้ถ้าสถาพชีวิตเราแย่กว่าจะทนได้ ในขณะเดียวกันประวัติศาสตร์การเมืองในประเทศต่างๆ มีผลต่อการนับถือศาสนาอีกด้วย ซึ่งเพียงแต่พิสูจน์ว่าศาสนากับการเมืองและโลกจริงแห่งวัตถุแยกออกจากกันไม่ได้

ศาสนาไม่เคยสอนให้คนเป็น “คนดี” ผู้นับถือศาสนาที่เป็นคนดีก็มี แต่ผู้ที่เข่นฆ่ากดขี่ขูดรีดประชาชนที่อ้างว่านับถือศาสนาก็มีมากมายเช่นกัน และ “คนดี” ที่ไม่นับถือศาสนาที่ต้องการเห็นสังคมที่เป็นธรรมและสันติภาพทั่วโลกก็มีอีกด้วย
   
ศาสนาอาจเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองเลว ที่ใช้ศาสนากล่อมเกลาประชาชนไม่ให้ลุกขึ้นสู้ หรืออาจเป็นธงนำการต่อสู้ของผู้รักความเป็นธรรมได้ แต่ธงนำอื่นก็มี และสำหรับผู้เขียนธงนำ “สังคมนิยม” เป็นธงนำที่มีประสิทธิภาพมากกว่าศาสนาในการปลดแอกมนุษย์ เพราะสังคมนิยมเน้น “ความสมานฉันท์”ระหว่างเพื่อนมนุษย์ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนสังคม มันเน้นการพึ่งตนเองและการพึ่งพาเพื่อนร่วมโลก แทนการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในฝันหรือวีรชนคนใดคนหนึ่ง
   
เมื่อเราสถาปนาสังคมนิยมทั่วโลก และเรามีหลักประกันความมั่นคงในชีวิตสำหรับทุกคน เราจะไม่ต้องงมงายในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป เราสามารถค้นพบความงดงามของวิทยาศาสตร์และเพื่อมนุษย์ได้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s