ด. “เด็ก”

ในสังคมเกษตรที่ไม่มีสวัสดิการจากการทำงาน เด็กจะมีภาระสำคัญในการดูแลคนชรา แต่เมื่อทุนนิยมขยายตัวมากขึ้น ผู้ใหญ่จะเริ่มมีสวัสดิการที่จะดูแลตัวเองเมื่อเกษียณ บทบาทของเด็กก็เปลี่ยนไปพร้อมกับขนาดของครอบครัวที่เล็กลงด้วย

โดย ลั่นทมขาว

ทัศนะที่คนในสังคมมีต่อเด็ก เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ก่อนระบบอุตสาหกรรมและทุนนิยม เด็กจะไม่ถูกฝึกฝนในโรงเรียนและจะเรียนรู้ท่ามกลางการช่วยเหลือคนในครอบครัวทำงาน โดยมีพ่อแม่ลุงป้าน้าอาหรือพี่คอยให้คำแนะนำ ส่วนใหญ่จะเป็นสังคมเกษตร  ในยุคนั้นการ “เล่น” ไม่ถูกมองว่าสำคัญ ทั้งๆ ที่เด็กคงเล่นในขณะที่ทำงานหรือเรียนรู้
   
ในยุคต้นๆ ของการพัฒนาอุตสาหกรรม ชีวิตของเด็กแย่ลงมาก เพราะจะต้องไปทำงานในโรงงานในสภาพที่ป่าเถื่อน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันตกในศตวรรษที่๑๙ และยังเกิดขึ้นทุกวันนี้ในประเทศยากจน ในไทยก็มีปรากฏการณ์นี้เหลืออยู่บ้าง โดยเฉพาะในหมู่ลูกๆ ของคนรับใช้ตามบ้าน ถ้าเด็กเหล่านั้นเป็นคนจากประเทศเพื่อนบ้าน
   
สาเหตุที่มีการใช้แรงงานเด็กในยุคต้นๆ ของการพัฒนาอุตสาหกรรมก็เพราะแรงงานเด็กราคาถูก และครอบครัวคนจนมีรายได้ไม่พอ ทุกคนในครอบครัวจึงต้องทำงาน ในกรณีสหรัฐอเมริกา การพัฒนาทุนนิยมตอนต้นอาศัยแรงงานทาสอีกด้วย ซึ่งรวมถึงทาสที่เป็นเด็ก ทุกวันนี้ยังมีแรงงานทาสหลงเหลืออยู่บ้างในเอเชียและอัฟริกา แต่จะเป็นทาสที่ถูกขายเพื่อจ่ายหนี้เป็นส่วนใหญ่
   
ในสังคมเกษตรที่ไม่มีสวัสดิการจากการทำงาน เด็กจะมีภาระสำคัญในการดูแลคนชรา แต่เมื่อทุนนิยมขยายตัวมากขึ้น ผู้ใหญ่จะเริ่มมีสวัสดิการที่จะดูแลตัวเองเมื่อเกษียณ บทบาทของเด็กก็เปลี่ยนไปพร้อมกับขนาดของครอบครัวที่เล็กลงด้วย
   
เมื่อทุนนิยมและระบบอุตสาหกรรมพัมนามากขึ้น แรงงานที่ต้องการจะเป็นแรงงานฝีมือมากขึ้น และนอกจากนี้แรงงานต้องมีสุขภาพดีแข็งแรง เหมาะสมกับการทำงาน ดังนั้นเริ่มมีการนำระบบการศึกษาภาคบังคับมากใช้ เริ่มมีการให้ความสำคัญกับสุขภาพและการเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นแรงงานรุ่นต่อไปในอนาคต จึงมีการออกกฏหมายห้ามใช้แรงงานเด็ก และกฏหมายที่บังคับให้เด็กไปโรงเรียน แต่ถ้าเด็กจะได้รับการศึกษา ไม่ต้องทำงาน และมีสุขภาพดี พ่อแม่เขาต้องได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเพื่อเลี้ยงเด็ก และรัฐต้องลงทุนในระบบการศึกษาและระบบสาธารณสุข และสำหรับทุนนิยมมันเป็นการ “ลงทุน” ที่คุ้มค่า เพราะการผลิตจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสร้างมูลค่าต่อหัวคนทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ
   
เวลาเราพิจารณาระบบการศึกษาสำหรับเด็ก เราจะเห็นว่าทุนนิยมขัดแย้งในตัวเอง
   
คือในแง่หนึ่งผู้ที่คุมระบบทุนนิยมต้องการแรงงานที่มีการศึกษาและฝีมือ ซึ่งแปลว่าระบบการศึกษาต้องเน้นการพัฒนาฝีมือ และที่สำคัญต้องเน้นการฝึกฝนให้เด็กคิดเองและแก้ปัญหาหลากหลายได้ ไม่ใช่นำเด็กมาท่องจำทุกอย่างตามวินัยของไม้เรียวครู ซึ่งแปลว่าสัดส่วนเด็กต่อครูในห้องเรียนต้องน้อยลง ต้องสอนโดยให้เด็กเป็นศูนย์กลาง คือเน้นว่าเด็กแต่ละคนมีลักษณะพิเศษของตนเองที่พัฒนาได้ ต้องไม่พัฒนาตามพิมพ์เขียวเดียวกันที่ใช้กับทุกคนต้องให้ความสำคัญกับการ “เล่น” เพื่อเรียนรู้ และเด็กที่ผ่านระบบการศึกษาแบบนี้จะเหมาะสมมากกับเศรษฐกิจและการทำงานสมัยใหม่
   
แต่ในอีกแง่หนึ่งผู้ที่คุมระบบทุนนิยมต้องการประหยัดงบประมาณรัฐ โดยเฉพาะเวลามีวิกฤตเศรษฐกิจที่มาจากการลดลงของกำไรกลุ่มทุน การสอนเด็กแบบที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลางมักใช้งบประมาณสูง ยิ่งกว่านั้นการสอนเด็กให้คิดเองเป็นและแก้ปัญหาเอง ทำให้ประชาชนที่เติบโตจากเด็กรุ่นนั้นถูกควบคุมลำบาก ไม่เชื่อฟังคำสั่งง่ายๆ ถ้าไม่มีเหตุผล ซึ่งระบบการศึกษาในสังคมทุนนิยมมักจะมีเป้าหมายไว้เพื่อกล่อมเกลาให้คนจงรักภักดีต่อผู้มีอำนาจเสมอ นอกจากนี้ถ้าระบบการศึกษามีประสิทธิภาพสูง คนที่จบออกมาจะไม่พอใจในการทำงานซ้ำซาก และจะไม่พอใจเมื่องานฝีมือที่ไม่น่าเบื่อมีน้อยเกินไปจนต้องตกงาน
   
ดังนั้นในระบบทุนนิยมจะมีการจงใจคัดเลือกคน ให้เด็กส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ และให้คนส่วนน้อยเป็นฝ่ายสำเร็จ วิธีที่มักใช้กันคือการสอบ และการสอบไม่ใช่การเลือกคนฉลาดหรือเก่ง เพราะมันมีเงื่อนไขหลายอย่างที่นำไปสู่การสอบผ่านและคะแนนดี ซึ่งถ้าดูในภาพรวมจะเห็นว่าเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะมักผ่านข้อสอบในอัตราสูงกว่าเด็กจากครอบครัวยากจน ในโลกจริงคนที่สอบผ่านและเข้าไปเรียนเป็นหมอได้ ไม่ได้ “ฉลาด” กว่าคนอื่นส่วนใหญ่ เพียงแต่เขามีโอกาสมากกว่าคนอื่น ดังนั้นในสังคมใหม่ที่เป็นสังคมนิยม เราจะยกเลิกการสอบส่วนใหญ่ เราจะใช้ระบบการศึกษาที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เราจะไม่จำกัดการศึกษาไว้แค่ในวัยเด็ก และเราจะยกเลิกความเหลื่อมล้ำทางอำนาจระหว่างเด็กและครู เพื่อให้เด็กเรียนรู้อย่างเสรีจนพัฒนาตนเองได้เต็มที่ในทุกด้าน
   
ในทุนนิยมสมัยนี้ เรายังมองว่าเด็กเป็น “ทรัพย์สิน” ของผู้ใหญ่ คือเราอ้างสิทธิ์ที่จะควบคุมชีวิตเด็ก เราไม่ให้เด็กมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเต็มที่ ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือเลือกวิถีชีวิตอย่างเสรี ดังนั้นภายใต้สังคมนิยม เราจะต้องร่วมกันค้นหาวิธีปลดปล่อยเด็กให้มีเสรีภาพมากขึ้น และสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เคารพเด็กเหมือนเป็นมนุษย์เต็มตัว

Advertisements

ยางพารา ราคาตกต่ำ ความไม่ยุติธรรมของกลไกตลาด

การบริหารของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย กระทำได้เพียงการพยุงราคาไม่ตกต่ำ จนกระทบกับความเดือดร้อนของเกษตรกร เท่านั้น วิธีการหลักๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ก็เอาเงินมารับซื้อยางในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด จะเก็บไว้ หรือขายขาดทุน ก็สุดแท้แต่

โดย วัฒนะ วรรณ

ยางพารา ถือว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ เช่นเดียวกับ น้ำมัน น้ำตาล ข้าว ที่ผลิตจากที่แหล่งไหน ประเทศใด ก็คล้ายกัน ใช้ทดแทนกันได้  ดังนั้น ราคาของยางพารา จึงถูกกำหนด โดยตลาดโลก ซึ่งขึ้นตรงต่อภาวะเศรษฐกิจโลก

เหตุผลที่ราคายางปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้ ก็เป็นผลของการเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจจีน เพราะเป็นผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ขนาดใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะยางพาราเท่านั้นที่ราคาสูงขึ้น ถ่ายหิน น้ำมัน ฯลฯ ก็สูงขึ้นมากเช่นกัน

ส่วนที่ราคาตกเรื่อยมา เกิดขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ รุกรามไปยุโรป กระทบชิ่งไปญี่ปุ่น เรื่อยมาจนถึงจีน ที่ใครๆ เคยบอกว่าจะเป็นหลุมเพาะจากวิกฤตสหรัฐ แต่จีนกับสหรัฐมีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจมาก จึงไม่รอด เศรษฐกิจหดตัวมาต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวภายในระยะเวลาอันใกล้

ราคายางจะถูกหรือว่าแพง ในภาพใหญ่ จึงมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมาก กับฝีมือการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นทักษิณ หรืออภิสิทธิ์ มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะเข้ามารับตำแหน่งในช่วงไหนเท่านั้น ถ้าเข้ามาในช่วงเศรษฐกิจโลกเติบโต ก็จะได้รับอานิสงส์ ทำให้ราคายางสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน ก็อาจจะต้องเผชิญกับการเรียกร้องของเกษตรกร เนื่องด้วยราคาตกต่ำลง

การบริหารของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย กระทำได้เพียงการพยุงราคาไม่ตกต่ำ จนกระทบกับความเดือดร้อนของเกษตรกร เท่านั้น วิธีการหลักๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ก็เอาเงินมารับซื้อยางในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด จะเก็บไว้ หรือขายขาดทุน ก็สุดแท้แต่

คำถามสำคัญคือจะพยุงให้สูง ถึงขนาดไหนถึงเป็นธรรม พี่น้องเกษตรกรจึงจะอยู่ได้ และต้องใช้เงินเท่าไร ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ ต้องคิดประกอบกันในแง่การบริหาร

แต่เกษตรกรปลูกยางนั้นมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับยากจนมีไม่กี่สิบไร จนถึงระดับร่ำรวยมีเป็นพันเป็นหมื่นไร่ ขอบเขตการพยุงราคาควรกินพื้นที่กว้างขนาดไหน นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน นอกจากนี้ก็ยังมีเกษตรกรผู้รับจ้างกรีดยาง ซึ่งได้รับค่าจ้างเป็นส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์จากจำนวนที่กรีดได้ ซึ่งก็ต้องคำนึงอีกด้วย

การจะให้ราคายางกลับตัวไปในช่วงที่สูงมากๆ ในอดีต คงเป็นเรื่องยาก เพราะเศรษฐกิจโลกเจอวิกฤตเรื้อรัง คงไม่หายได้ง่ายๆ ในเร็ววัน และยังมีการแพร่เชื่อไปที่อื่นๆ ด้วย ล่าสุดที่ก็อินเดีย คิวต่อไปก็อาจจะกลุ่ม TIP(ไทย อินโด ฟิลิปปินส์) ในกรณีไทย ที่ผ่านมาส่วนหนึ่งที่ดูจะได้รับผลกระทบไม่มากนักจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ก็น่าจะเป็นมาจากการเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการเพิ่มค่าจ้าง 300 บาท รับจำนำข้าว 15000 บาท รวมถึงการพยายามผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ที่ช่วยสร้างงานภายในประเทศ แต่การเพิ่มกำลังซื้อภายในเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้ หากประเทศสำคัญๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น ยังไม่สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจได้ เนื่องด้วยไทยต้องพึ่งพิงการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเหล่านี้เป็นสำคัญ

ถ้าจะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเฉพาะกรรมาชีพ รับเงินเดือน กับเกษตรกรยากจน เราต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการกระจายรายได้ ให้ดีกว่านี้ เพราะถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อไร ผู้ได้รับผลกระทบหนักสุดก็จะเป็นกรรมาชีพ ส่วนคนร่ำรวยอาจจะจนลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเดือดร้อนไม่มีข้าวกิน ไม่มีบ้านอยู่ ยังสามารถใช้ชีวิตสุขสบายได้ตามปกติ

ต้องมีการเก็บภาษีรายได้ในอัตราที่สูงมากๆ สำหรับคนร่ำรวยมากๆ เพื่อนำเงินมาจัดสรรสร้างระบบสวัสดิการ เพื่อดูแลทุกคนในรัฐ เป็นเกาะป้องกัน ความลำบากเดือดร้อนที่อาจจะมาเยือนเมื่อไรก็ได้ จำเป็นที่ผู้รักความเป็นธรรมจะต้องร่วมมือกัน ตั้งคำถามของโครงสร้างความเหลื่อมล้ำในปัจจุบัน เพื่อผลักดันสังคมไปข้างหน้า หาแนวทางออกร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

สงครามกลางเมืองที่ปัตานี และทางออกสู่สันติภาพ

โดย  ใจ อึ๊งภากรณ์
บทความนี้เป็นความพยายามที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ในสงครามกลางเมืองที่
“ปัตานี-ภาคใต้”
แต่จะเน้นการวิเคราะห์จากมุมมองผู้ถูกกดขี่ที่กำลังเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความยุติธรรม
และสิทธิที่จะกำหนดการปกครองของตนเอง
บทความนี้ต่างจากบทความของนักวิชาการกระแสหลัก
ที่ต้องการเขียนในกรอบที่ยอมรับลักษณะของพรมแดนรัฐไทยปัจจุบัน
และยอมรับอำนาจของรัฐไทยและทหารเหนือประชาชน ผู้เขียนไม่ได้หวังเขียนเพื่อเปลี่ยนใจพวกนายพลหรือนักการเมือง
แต่เขียนเพราะหวังว่าประชาชนธรรมดา ที่รักความเป็นธรรมและต้องการปฏิรูปให้สังคมก้าวหน้า
จะได้อ่านและนำไปคิด ถกเถียง และปฏิบัติต่อ
     สงครามในปัตานีเป็นสงครามร้ายแรง ตัวเลขของ กอ.รมน.
ระบุว่าระหว่างวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ มีคนเสียชีวิตในสงครามกลางเมืองนี้
5,105 คน และบาดเจ็บ 9,372 น่าสังเกตว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตเป็นคนมาเลย์มุสลิม
ซึ่งทำให้เราเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทย ไม่ว่าจะสวมเครื่องแบบหรือนอกเครื่องแบบ
เป็นผู้ฆ่าประชาชนส่วนใหญ่
     ในบทความนี้ผู้เขียนจะใช้คำว่า “ปัตานี”
หรือ “ปัตานี-ภาคใต้”
เพื่อระบุถึงสามจังหวัดที่รัฐไทยยึดครองอยู่และเคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ปัตานีโบราณ
นั้นคือจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส และยะลา
รัฐไทยเป็นอุปสรรคหลักในการสร้างสันติภาพและการกำหนดอนาตเองของคนในพื้นที่
สงครามกลางเมืองปัจจุบันในปัตานีมีรากกำเนิดมาจากการสร้าง
“รัฐชาติไทย” ในรูปแบบ “รัฐทุนนิยม” เป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่๕
ก่อนที่จะมีการรวมศูนย์การปกครองในครั้งนั้น ชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย
มีการปกครองตนเองและการกระจายอำนาจพอสมควร และหลายส่วน เช่นปัตานี เป็นรัฐอิสระ
     การสร้างรัฐสมัยใหม่ในรูปแบบรวมศูนย์
เกิดขึ้นในอาณานิคมตะวันตกด้วย เกิดในยุคที่ทุนนิยมเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมกับการล่าอาณานิคม
จึงมีการสร้างรัฐรวมศูนย์ในมาลายู พม่า อินโดจีน และอินโดนีเซีย โดยอังกฤษ ฝรั่งเศส
และฮอลแลนด์ การยึดพื้นที่ซึ่งในปัจจุบันเป็นประเทศไทยโดยรัฐบาลกรุงเทพฯ
จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเดียวกัน
คือการล่าอาณานิคมและการสร้างรัฐทุนนิยมสมัยใหม่ การบังคับใช้ภาษากลาง
และการส่งเสริมแนวชาตินิยมของส่วนกลาง โดยทำลายวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนพื้นเมือง
เป็นองค์กระกอบสำคัญของกระบวนการสร้างชาตินี้[1]
    
ถึงแม้ว่ารากกำเนิดของปัญหาในปัตานี-ภาคใต้อยู่ที่กระบวนการสร้างรัฐรวมศูนย์ในอดีต
ซึ่งอาศัยข้อตกลงแบ่งดินแดนปัตานีระหว่างกรุงเทพฯ กับลอนดอนในปี ค.ศ. 1909
แต่การที่ความขัดแย้งและความรุนแรงยังดำรงอยู่ทุกวันนี้
ก็เพราะมีการผลิตซ้ำการปราบปราม การกดขี่ และความอยุติธรรม
ที่รัฐไทยกระทำต่อชาวมาเลย์มุสลิมมาตลอด ซึ่งจะลงรายละเอียดเพิ่มในหน้าต่อๆ ไป
สิ่งที่สำคัญคือในยุคสมัยนี้ประชาชนในพื้นที่จำนวนมากไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐไทย
และอยากปลีกตัวออกไป เพราะรัฐไทยยึดครองปัตานีเหมือนอาณานิคม
    
หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมส่วนอื่นของประเทศไทย
เช่นภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่มีขบวนการอิสรภาพที่ต่อสู้เพื่อเอกราช
เรื่องนี้ซับซ้อนและไม่ใช่ว่าคนในพื้นที่เหล่านั้นพึงพอใจกับรัฐไทยไปหมด
แต่คำตอบหนึ่งคือในกรณีภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ
มีการดึงชนชั้นนำในพื้นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง “ไทย”
มีการเคารพวัฒนธรรมบ้าง และไม่มีปัญหาการกดขี่ทางศาสนาเพราะเป็นชาวพุทธ
แต่ในกรณีปัตานีชนชั้นปกครองเก่าถูกเขี่ยออกไปและวัฒนธรรม ศาสนา
และภาษาถูกกดขี่อย่างหนัก
เหมือนกับว่าชนชั้นปกครองไทยต้องการลบทิ้งความเป็นตัวเองของคนในพื้นที่ให้หมดไป
นอกจากนี้ในแง่ของเศรษฐกิจมีการทำให้ประชาชนเป็นคนชายขอบที่เข้าถึงการพัฒนาในส่วนอื่นๆ
ไม่ได้อีกด้วย
    
เราไม่ควรแปลกใจที่ชนชั้นปกครองไทยมีผลประโยชน์โดยตรงที่มาจากการคุมพื้นที่ทั้งหมดที่ปัจจุบันอยู่ในเขตแดนของประเทศ
และพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะปราบผู้ที่อยากแยกออกไปปกครองตนเอง รัฐต่างๆ
ทั่วโลกไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ดำรงอยู่ใน “ระบบรัฐต่างๆ ของโลก”
[2]
และแต่ละรัฐมีความสัมพันธ์กันอย่างไม่เท่าเทียม รัฐที่มีอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจจะกดขี่รัฐที่อ่อนแอกว่า
นี่คือสภาพที่เราเรียกว่า “จักรวรรดินิยม”
     จากงานเขียนของ เลนิน ชื่อ
“รัฐกับการปฏิวัติ” เราเข้าใจได้ว่ารัฐมีไว้เป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองในการกดขี่ควบคุมประชาชนภายในประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นล่าง
เช่นเกษตรกรกับกรรมาชีพ รวมถึงชนชั้นกลางด้วย
     ดังนั้นจะเห็นว่าอำนาจและผลประโยชน์ของรัฐมีทั้งมิติระหว่างประเทศกับภายในประเทศ
รัฐไหนที่ดูอ่อนแอเพราะต้องยอมจำนนต่อผู้ที่อยากแบ่งแยกดินแดนเพื่อปกครองตนเอง
จะเสียเปรียบในการแข่งขันกับรัฐอื่นในโลกหรือในภูมิภาคอาเซี่ยน และเสียเปรียบในการที่จะควบคุมประชาชนทั้งหมดของประเทศอีกด้วย
    
ด้วยเหตุนี้อุปสรรคหลักในการที่ชาวปัตานีจะได้เสรีภาพ
คือรัฐไทยและผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองในรัฐไทย ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราจะเข้าใจได้ว่าการวิงวอนขอความเมตตาจากชนชั้นปกครองไทย
เพื่อสร้างอิสรภาพในปัตตานี ไม่ว่าจะด้วยการแบ่งแยกดินแดน
หรือการปกครองตนเองภายในพรมแดนรัฐชาติไทย ย่อมไม่ประสบผลสำเร็จ
ถ้าเสรีภาพจะบังเกิด จะต้องมีการต่อสู้ แต่การต่อสู้มีหลายแบบ
ไม่ใช่แค่การจับอาวุธ และผู้ที่จะสู้อาจต้องอาศัยแนวร่วมของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนชั้นล่างในพื้นที่อื่นด้วย
     เมื่อการต่อสู้เพื่อเสรีภาพย่อมนำไปสู่การเจรจา
ผู้ที่สำคัญที่สุดในการเจรจาคือผู้ที่ถืออำนาจทางการเมือง
และมีความชอบธรรมในการถืออำนาจทางการเมืองนั้นด้วย พูดง่ายๆ
ปัญหาสงครามในปัตานีต้องเป็นกระบวนการทางการเมือง ไม่ใช่การใช้ทหารโดยรัฐไทย
ทหารจึงไม่ควรมีส่วนในการเจรจาสันติภาพแต่อย่างใด

อ่านต่อได้ที่นี่ https://docs.google.com/file/d/0B8pAI4xnkVDkMGFNZ3VJcmlSVDg/edit?pli=1


[1] ใจ อึ๊งภากรณ์  (๒๕๕๒) “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อถกเถียงทางการเมือง”
WD Press กรุงเทพฯ หน้า 27 อ่านได้ที่ 
http://www.scribd.com/doc/42046714/
และ
ใจ อึ๊งภากรณ์ (๒๕๔๓)
การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์คซ์ ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน
กรุงเทพฯ
[2] Alex
Callinicos (2009) Imperialism and the Global Political Economy. Polity
Press, Cambridge, U.K.

การเกลียด “คนต่าง” ไม่ใช่ธรรมชาติมนุษย์

ในสมัยโรมัน จักรพรรดิจะเป็นคนผิวขาวหรือผิวดำก็ได้ ไม่มีใครคิดมาก คนไทยเองในอดีตก็ไม่เคยสนใจสีผิวหรือแสวงหาครีมที่ทำให้ผิวขาวขึ้นก่อนที่จะมีค่านิยมเหยียดสีผิวเกิดขึ้นในระบบทุนนิยม 

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ความคิดกระแสหลักมักเสนอว่าความขัดแย้งระหว่างชุมชนที่มีวัฒนธรรม ศาสนา หรือภาษาที่แตกต่างกัน เป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” โดยมีการอธิบายว่ามนุษย์ย่อมระแวงหรือเกลียดชังผู้ที่แตกต่าง พวกกระแสหลักเหล่านี้มองว่าความคิดเหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติเป็นเรื่อง “ปกติ” โดยเฉพาะในหมู่คนชั้นล่างหรือคนจนที่ “ขาดการศึกษา” และถ้าจะแก้ปัญหานี้ต้องใช้การศึกษา เพื่อสอนให้คนใจกว้างเปิดรับความแตกต่าง
   
แต่ประวัติศาสตร์โลกไม่เคยรองรับหรือสนับสนุนข้อเสนอนี้แต่อย่างใด ประวัติศาสตร์ทั่วโลกเป็นประวัติศาสตร์ของคนที่อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุขท่ามกลางความหลากหลาย นั้นคือ “ธรรมชาติของมนุษย์” แต่บ่อยครั้ง ในยุคที่มีสังคมชนชั้น ประชาชนจะถูกสอนหรือปลุกระดมให้เกลียดชังดูถูก “คนต่าง” เพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ เพราะผู้มีอำนาจในสังคมชนชั้นที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ย่อมต้องการให้เราหลงเชื่อว่า “เราเป็นพวกเดียวกัน” เช่น “เราเป็นคนไทยด้วยกัน” ไม่ว่าเราจะเป็นคนจน คนรวย ลูกจ้าง นายจ้าง กรรมาชีพ นายทุน หรือนายพล

ในการต่อสู้กับการเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิว เรามองว่าต้องใช้ทัศนะทางชนชั้น เพื่อทำลายความคิดคับแคบของลัทธิชาตินิยม เพื่อสร้างความสมานฉันท์ระหว่างกรรมาชีพ หรือคนทำงาน ข้ามพรมแดน และความแตกต่างทางเชื้อชาติและสีผิว
   
แนวคิดเหยียดเชื้อชาติและสีผิว เป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์คนทำงาน ขัดแย้งกับผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ เพราะเป็นแนวคิดตามสูตร “แบ่งแยกเพื่อปกครอง” ซึ่งเห็นได้ชัดจากการจัดตั้งในสหภาพแรงงาน ถ้าคนงานเชื้อชาติต่างกันไม่ยอมร่วมมือกันในสหภาพแรงงาน ผู้ที่ได้ประโยชน์มีฝ่ายเดียวเท่านั้นคือนายทุน และในภูมิภาคที่มีกระแสเหยียดสีผิวและเชื้อชาติสูง ค่าแรงและสภาพการจ้างงานของคนทำงานทุกคน มักแย่กว่าในที่ที่มีความสามัคคี ตัวอย่างที่ดีคือในรัฐทางใต้ของสหรัฐ ในไอร์แลนด์เหนือ หรือแม้แต่ในไทย
   
การที่มนุษย์คิดว่าตนเป็นพลเมืองชาติอะไร เป็นคนเชื้อชาติใด หรือมีสีผิวแบบไหน เป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาในสังคมชนชั้น โดยเฉพาะระบบทุนนิยม เพราะก่อนยุคทุนนิยมไม่มีรัฐชาติ จึงไม่มีลัทธิชาตินิยม ในอดีตคนอยุธยาหรือลพบุรีจะไม่มองว่าตนเองเป็น “คนไทย” ในอยุธยาเองก็มีการใช้หลายๆ ภาษาพร้อมกัน เจ้าหน้าที่รัฐอยุธยามีทั้งคนไทย คนอิหร่าน คนมาเลย์ คนจีน และคนญี่ปุ่น ทหารที่ปกป้องอยุธยาก็เป็นคนไทยปนกับคนอื่นๆ เช่นคนปอร์ตุเกสเป็นต้น
   
ในสมัยโรมัน จักรพรรดิจะเป็นคนผิวขาวหรือผิวดำก็ได้ ไม่มีใครคิดมาก คนไทยเองในอดีตก็ไม่เคยสนใจสีผิวหรือแสวงหาครีมที่ทำให้ผิวขาวขึ้นก่อนที่จะมีค่านิยมเหยียดสีผิวเกิดขึ้นในระบบทุนนิยม
   
ค่านิยมเหยียดสีผิวเกิดจากการใช้แรงงานทาสผิวดำจากทวีปอัฟริกาในช่วงต้นๆ ของระบบทุนนิยมตะวันตก ความร่ำรวยจำนวนมากในคริสต์ศตวรรษที่ 18 มาจากระบบทาส ซึ่งเป็นระบบที่ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับความคิดเรื่องความเท่าเทียมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นสมัยนั้น นักปรัชญายุค “แสงสว่าง” อาจนั่งดื่มกาแฟและพูดคุยเรื่องเสรีภาพในยุโรป แต่กาแฟ และน้ำตาลที่เขาดื่ม หรือบุหรี่ที่เขาสูบ ล้วนแต่มาจากแรงงานบังคับของทาสผิวดำทั้งสิ้น
   
ในศตวรรษที่ 18 คาดว่ามีการขนทาสจากอัฟริกาไปที่เกาะต่างๆ ในคาริเบี้ยน 1.6 ล้านคน แต่ในยุคปลายศตวรรษมีทาสผิวดำอาศัยอยู่แค่ 6 แสนคน จำนวนที่ลดลงมาจากการล้มตายในสภาพป่าเถื่อนที่สุดในไร่อ้อย และการที่คนค้าทาสมองว่าถ้าทาสหนึ่งในสิบล้มตายขณะที่ขนส่งมาทางเรือ “ก็ไม่ขาดทุน” ในอเมริกาแผ่นดินใหญ่สภาพความเป็นอยู่ของทาสดีกว่าบ้าง แต่ก็ล้มตายจำนวนมากเช่นกัน
   
ก่อนศตวรรษที่ 18 ทาสส่วนใหญ่ในโลกไม่ใช่คนผิวดำ และคำว่า slave (ทาส) ในภาษาอังกฤษมาจากคำว่าเชื้อชาติ “สลาฟ” ในยุโรปกลาง ในขั้นตอนแรกของการบุกเบิกทวีปอเมริกามีการใช้แรงงานเกษตรพันธสัญญาจากยุโรป ที่ต้องทำงานฟรีหลายปี เพื่อคืนเงินค่าเดินทาง แต่ระบบนี้สร้างแรงงานน้อยเกินไป จึงมีการหันมาใช้แรงงานทาสผิวดำที่ถูกจับในทวีปอัฟริกาโดยหัวหน้าเผ่าพื้นเมือง เพื่อขายต่อไปยังพ่อค้าทาสจากยุโรป
   
ในอดีตมนุษย์ไม่เคยให้ความสำคัญกับสีผิว ในอียิปต์หรือโรมคนสีผิวแตกต่างกันมีทั่วไปในทุกระดับของสังคม และในทวีปอเมริกาช่วงแรกๆ มีการสามัคคีกันระหว่างทาสผิวดำและแรงงานพันธสัญญาผิวขาว เพื่อกบฏหรือต่อรองกับเจ้านาย ดังนั้นเริ่มมีการออกกฏไม่ให้คนผิวขาวคบค้าสมาคมกับคนผิวดำ แต่สำคัญกว่านั้นคือข้อแก้ตัวที่นักคิดและนักธุรกิจใช้ เพื่อสร้างความชอบธรรมกับระบบทาส
   

ข้อแก้ตัวอันแรกคือการมองว่าทาสเป็นแค่ทรัพย์สมบัติปัจเจก ดังนั้นคนที่สนับสนุนสิทธิในทรัพย์สมบัติ อย่าง จอห์น ลอค ซึ่งถือหุ้นในบริษัที่ได้ประโยชน์จากการค้าทาส จะมองว่าระบบทาส  “ไม่ผิดศีลธรรม”

   
ข้อแก้ตัวที่สอง คือการเสนอว่าคนผิวดำ “ไม่ใช่มนุษย์” ดังนั้นอุดมการณ์ความเท่าเทียมของมนุษย์ หรือความคิดศาสนาคริสต์ “ไม่ขัดแย้ง” กับระบบทาส นี่คือรากฐานกำเนิดของความคิดที่เหยียดสีผิวหรือเกลียดชังคนผิวคล้ำ และความคิดแบบนี้มีความสำคัญในการสร้างความแตกแยกระหว่างคนธรรมดาผิวขาวกับคนผิวดำ ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อไม่ให้คนชั้นล่างสามัคคีและร่วมต่อสู้กับคนชั้นบน เพราะมีหลายกรณีที่คนผิวขาวธรรมดาพยายามช่วยทาสที่หนีเจ้านาย
   
ถ้าเราเข้าใจที่มาของลัทธิเกลียดชัง “ผิวคล้ำ” เราจะเข้าใจว่าคนไทยที่ไม่ชอบผิวคล้ำๆ ของตนเอง หรือเหยียดคนอัฟริกาเพราะเหตุว่าผิวดำ เป็นคนที่ตกเป็นทาสทางความคิดของกระแสล้าหลังจากตะวันตก
   
ในยุคสมัยนี้ การปลุกระดมให้คนรักชาติและเกลียดชังคนต่างชาติหรือคนต่างสีผิว เป็นวิธีที่จะกล่อมเกลาให้ประชาชนจงรักภักดีต่อชนชั้นปกครอง และการสอนให้คนไทยเกลียดคนพม่า สอนให้คนพม่าที่เป็นพุทธเกลียดคนมุสลิม หรือการสอนให้คนผิวขาวเกลียดคนผิวดำ เป็นวิธีแบ่งแยกชนชั้นกรรมาชีพไม่ให้สามัคคีกันเพื่อต่อสู้กับนายทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างกระแสเกลียดชังศาสนาอิสลามในตะวันตกก็เป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองเช่นกัน เพื่อแสวงหาความชอบธรรมกับสงครามช่วงชิงน้ำมัน การสร้างกระแสเกลียดชังคนเขมรก็มีประโยชน์กับพวกเสื้อเหลืองไทย เพราะเบี่ยงเบนการทำลายประชาธิปไตยของอำมาตย์ หรืออาจกลายเป็นนิยายที่เสนอว่าทหารไทย “ไม่มีวัน” ฆ่าประชาชนไทยที่เป็นเสื้อแดง ดังนั้นคงต้องมีการจ้างทหารเขมรมาแทนเป็นต้น
   
ชาตินิยมไทยเป็นลัทธิการเมืองของพวกเจ้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เพราะกษัตริย์ช่วงนั้นแปรตัวเป็นผู้นำรัฐชาติทุนนิยมไทยเพื่อแข่งกับจักรวรรดินิยมตะวันตก ในความจริง “คนไทย” ส่วนใหญ่ถูกล่ามาขึ้นกับอาณานิคมโดยผู้ปกครองกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นชาวอิสาน ชาวใต้หรือชาวล้านนา ดังนั้นลัทธิชาตินิยมไทย เป็นความคิดปฏิกิริยาล้วนๆ   มันไม่มีองค์ประกอบของการต่อสู้เพื่อ “อิสรภาพ” ของประชาชนเหมือนในกรณีอินโดนีเซียหรือเวียดนามเลย ข้อยกเว้นในเรื่องนี้ คือชาตินิยมของคณะราษฏร์ หลัง ๒๔๗๕ ในช่วงสั้นๆ ก่อนการขึ้นมาของจอมพล ป. ซึ่งพยายามเน้นผลประโยชน์ของคนชั้นล่างด้วย เพราะก่อน ๒๔๗๕ ในยุคกษัตริย์ รัฐบาลยินยอมยกสิทธิพิเศษในไทยให้กับมหาอำนาจตะวันตก
   
ที่ร้ายกว่านั้น ฝ่ายซ้ายไทย โดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์ ขบวนการเอ็นจีโอและแม้แต่ขบวนการเสื้อแดง มักประนีประนอมหรือพยายามใช้ชาตินิยมด้วย ทั้งนี้เพราะหลงเชื่อว่าคนไทยทุกคนมีผลประโยชน์ร่วมกัน ในกรณีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การใช้แนวชาตินิยมไทย มาจากการวิเคราะห์สังคมไทยในทางที่ผิดพลาด ตามแนวลัทธิเหมาซึ่งเสนอว่าประเทศไทยเป็น “กึ่งเมืองขึ้นของสหรัฐ” และ “กึ่งศักดินา” ทั้งๆ ที่ชนชั้นปกครองไทยคุมอำนาจในบ้านเมืองและศักดินาไทยถูกปฏิวัติยกเลิกไปเมื่อรัชกาลที่ ๕ สร้างรัฐใหม่ในระบบทุนนิยม
   
แน่นอนในระบบรัฐของโลกสมัยใหม่ มีรัฐใหญ่ มหาอำนาจ ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและทหารมากกว่ารัฐเล็กๆ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่ารัฐเล็กๆ ตกเป็นกึ่งเมืองขึ้น มันเป็นลักษณะของจักรวรรดินิยมสมัยใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองต่างหาก ถ้าในไทยสมัย ๖ ตุลา มีการเน้นว่าสหรัฐเป็นศัตรูหลัก แทนที่จะมองว่านายทุนไทยเป็นศัตรูหลัก มันเปิดทางให้พรรคคอมมิวนิสต์ทำแนวร่วมกับนายทุน ตามสูตรลัทธิ “สตาลิน-เหมา” ที่ลดความสำคัญของการต่อสู้ทางชนชั้นลง ความคิดแบบนี้วิวัฒนาการมาสู่ขบวนการเสื้อแดง นปช. ที่ทำแนวร่วมกับทักษิณและนายทุนในพรรคเพื่อไทย โดยพยายามอ้างว่าเผด็จการทหารเป็นเผด็จการ “กึ่งศักดินา” อย่าลืมว่า อ. ธิดา และหมอเหวง มาจากพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต
   
ดังนั้นในไทย เมื่อทั้งชนชั้นปกครองและฝ่ายภาคประชาชนที่คัดค้านชนชั้นปกครองต่างใช้ลัทธิชาตินิยม เกือบจะไม่มีการท้าทายลัทธิชาตินิยมเลย ซึ่งช่วยการผูกขาดของลัทธิชาตินิยมชนชั้นปกครองเท่านั้นเอง ไม่เหมือนในประเทศเกาหลีใต้ ประเทศในยุโรปหรือ ญี่ปุ่น ซึ่งมีการมองว่าธงชาติ เพลงชาติ หรือลัทธิชาตินิยม เป็นความคิดของฝ่ายขวาและผู้ที่กดขี่ประชาชน ซึ่งฝ่ายซ้ายจะต้องปฏิเสธต่อต้าน
   
ชาตินิยมทำให้ “ความเป็นไทย” คับแคบและปฏิกิริยา ทำให้มีการมองว่าคนมุสลิม ไม่ใช่ไทย ดังนั้นคนที่ไม่ใช่ไทยไม่ใช่คน ซึ่งปูทางไปสู่อาชญากรรมของรัฐในภาคใต้ เช่นที่ตากใบ หรือนำไปสู่กรณี ๖ ตุลา ที่มีการอ้างว่าคอมมิวนิสต์ไม่ใช่คนไทย และนอกจากนี้มันนำไปสู่การกดขี่ดูถูกคน พม่า  ลาว  เขมร  เวียดนาม หรือคนชาติพันธ์บนดอย
   
บางครั้งหน้ากากชาตินิยมที่สร้างภาพลวงตาว่า “เราเป็นคนไทยด้วยกัน” เริ่มหลุด ตัวอย่างที่ดีคือตอนที่พวกสลิ่มด่าเสื้อแดงว่าเป็น “คนอีสานโง่ที่ชอบกินปลาร้า” ซึ่งทำให้เราเห็นว่าการต่อสู้ที่ท้าทายอำนาจเบื้องบน มักท้าทายลัทธิชาตินิยมได้บ้าง แต่ถ้าองค์กรนำไม่ใช้ประเด็นนี้เพื่อลดอิทธิพลของความคิดล้าหลัง มันก็จะไม่เกิดประโยชน์ในระยะยาว

การต่อสู้เพื่อสังคมใหม่หรือเพื่อสังคมนิยม ต้องอาศัยการรณรงค์ต่อต้านความคิดชาตินิยมหรือความคิดเหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติเสมอ เราจะไม่มองว่าคนผิวดำน่าเกลียดกว่าคนผิวขาวแต่อย่างใด และเราจะไม่นิยมใช้คำที่ดูถูกเชื้อชาติของคนอื่น เช่น “เจ๊ก” “แขก” “แม้ว” “ญวน” “ไอ้มืด” หรือแม้แต่ “ฝรั่ง” คำว่า “ฝรั่ง” มาจากคำว่า “แฟรงค์” ที่ชาวมุสลิมเคยใช้เรียกคนคริสต์จากยุโรปที่เป็นศัตรูของเขาในสงครามครูเซท และมันไม่ต่างจากการเรียกคนไทย คนญี่ปุ่น หรือคนจีนว่า “ไอ้ตาตี๋” โดยพวกเหยียดเชื้อชาติในตะวันตก

วัฒนธรรมไทยๆแบบอำมาตย์ คือ วัฒนธรรม “อีแร้ง”

นายพลระดับสูงของไทยเมื่อเข้าสู่การถกเถียงทางการเมืองประเด็นต่างๆ เวลาจนตรอกใช้เหตุผลสู้ปกป้องการกระทำอันไร้ความชอบธรรมไม่ได้ เช่น กรณีการปราบปรามคนเสื้อแดง ก็เริ่มพองตัวเองขมขู่คนอื่นแบบอันธพาลทันทีไล่คนที่เห็นต่างออกนอกประเทศ น่าสมเพช น่าขยะแขยงเป็นที่สุด

โดย สมุดบันทึกสีแดง

วัฒนธรรมไทยนั้นถ้าใครใจกว้างพอก็มองเห็นว่ามันมีหลายส่วนหลายแง่มุม ทั้งในอดีตและปัจจุบันคนไทยเป็นจำนวนมากอยากเห็นสังคมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและศักดิ์ศรีความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ เช่น คณะราษฎร์ 2475 , อดีตนักศึกษาตุลา คนเหล่านี้จะมีมุมมองและทัศนะคติต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมชาติ แตกต่างออกไปจากบรรดาคนไทยที่คลั่งไทยจัดทั้งหลายที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน พวกคลั่งไทยนี่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสุดฤทธิ์สุดเดช โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เคารพเพื่อนมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงที่เน้นให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน

การที่วัฒนธรรมไทยๆ แบบอำมาตย์กลายมาเป็นกระแสหลักนั้นมันมีปัญหาหลายอย่าง เพราะมันเต็มไปด้วยความก้าวร้าว เสพติดความรุนแรง การกล่าวหาคนอื่นอย่างไรสติ ว่าไม่รักชาติ ฯลฯ ไม่ว่าจะจากคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงๆ เช่น นายพล, อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ในสถาบันระดับสูง พิธีกร ผู้อ่านข่าว การผลิตซ้ำการถูกข่มขืนของนางเอกในนิยายน้ำเน่าก่อนพบรักแท้ หรือ ประชาชนคนธรรมดาที่คลั่งความเป็นไทยแบบอำมาตย์ พฤติกรรมร่วมสมัยที่พวกเราคุ้นเคยกันคือ “การล่าแม่มด” ในโลกไซเบอร์  วัฒนธรรมไทยแบบนี้ ที่ชิงชังบุคคลที่มีความเห็นต่าง แต่ห้มหัวให้กับผู้มีอำนาจ ถูกส่งเสริมโดยอำมาตย์มาอย่างยาวนาน

นายพลระดับสูงของไทยเมื่อเข้าสู่การถกเถียงทางการเมืองประเด็นต่างๆ เวลาจนตรอกใช้เหตุผลสู้ปกป้องการกระทำอันไร้ความชอบธรรมไม่ได้ เช่น กรณีการปราบปรามคนเสื้อแดง ก็เริ่มพองตัวเองขมขู่คนอื่นแบบอันธพาลทันทีไล่คนที่เห็นต่างออกนอกประเทศ น่าสมเพช น่าขยะแขยงเป็นที่สุด พวกนี้กินงบประมาณแผ่นดินจากภาษีประชาชนปีหนึ่งเป็นแสนล้าน แต่เรื่องมันไม่จบเพียงแค่นั้น บรรดาคลั่งไทยตัวเล็กๆ ต่างออกมาเห่าหอนขานรับกันเป็นทอดๆ วัฒนธรรมแบบอันธพาลถูกผลิตซ้ำมาเรื่อยๆตั้งแต่ยอดของสังคมจนสู่ตัวเล็กๆคลั่งชาติของคนไทยบางส่วน เช่น เมื่อพูดถึงประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องพรมแดนกับกัมพูชา ชาวโรฮิงญา ชาวมุสลิม หรือ ถ้อยคำที่เหยียดหยามเชื้อชาติ และ ภูมิภาค เนื้อหาของตัววัฒนธรรมและลักษณะทางการเมืองของมัน นั้นถือได้ว่าปฏิกิริยาที่สุด

การเมืองแบบปฏิกิริยาคือ การเมืองของพวกอนุรักษ์นิยมที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน หรือ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความเป็น “ปฏิกิริยา” คือ อาการตอบสนองต่อขบวนการปฏิรูปที่ก้าวหน้า และการปฏิวัติ พวกปฏิกิริยามองว่าข้อเสนอที่ก้าวหน้าเป็นภัยต่อตนเอง และต้องการที่จะทำลายพลังความสร้างสรรค์ ความสมานฉันท์ หรือกดทับความงดงามดังกล่าวไว้ เพื่อพิทักษ์การเมืองแบบเดิมอนุรักษ์นิยม ตัวอย่างของการเมืองแบบนี้เห็นได้โดยทั่วไปทั้งในปัจจุบันหรือในประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะในพื้นที่ทางการเมืองและแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน

ลาว คำหอม นักเขียนชื่อดังของไทยได้เคยเขียนเรื่องสั้นสะท้อนด้านมืดเกี่ยวกับพฤติกรรมบางส่วนของคนไทยและได้ตั้งคำถามเข้าถึงเนื้อในอย่างถึงแก่น  ต่อคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐไทยที่ว่าคนไทยนั้นอ่อนโยน โอบอ้อมอารี เป็นชาวพุทธ ในซี่รี่ของการชวนเชื่อนี้บางส่วนไปไกลถึงขนาดที่ว่า รอยยิ้มแบบสยามนั้นงดงามดว่าชาติใดในโลก!

ในเรื่องสั้นที่ชื่อว่า “อุบัติโหด” ซึ่งเขียนขึ้นมาในปี พ.ศ. 2512 เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาซึ่งมีพระนั่งรวมมาในรถด้วยคนกลุ่มแรกที่มาเห็นเหตุการณ์นั้นไม่ได้ทำการช่วยเหลือแต่อย่างใด แต่มารื้อดูทรัพย์สินว่ามีอะไรให้ปล้นได้บ้าง มิหนำซ้ำยังฆ่าคนบาดเจ็บที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อชิงทรัพย์ คนกลุ่มที่สองมาก็เช่นเดียวกัน คราวนี้ปล้นพระที่นอนเป็นศพ ผ้าเหลืองและความเป็นพระไม่ได้กระตุกให้คนเหล่านั้นนึกถึงศีลธรรมแต่อย่างใด เมื่อตำรวจมาถึงก็ลังเลว่าจะยิงปืนซ้ำไปที่ศพดีหรือไม่ เพราะมีผลต่อรางวัลนำจับ โดยไม่มีการสืบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุ แต่ว่าหยิบฉวยเรื่องราวต่างๆ มาปั้นขึ้นเพื่อเข้าข้างการกระทำของตัวเอง ลาว คำหอม ได้ฉายภาพทิ้งท้ายบรรยากาศไว้อย่างสะเทือนใจว่า “เวลาผ่านไปคนเริ่มเข้ามามุงดูอุบัติเหตุมากขึ้น เพลงลูกทุ่งครวญเสียงละห้อยแข่งกับรายการปาฐกถาธรรมะจากวิทยุถ่านที่ชาวบ้านถือว่ามาด้วย”

ในปี พ.ศ.2534 ได้มีเหตุการณ์เครืองบินของสายการบินออสเตรเลียประสบอุบัติเหตุตกลงที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งชาวบ้านแถวนั้นได้แห่ไปถึงที่เกิดเหตุอย่างเร็ว แต่ไม่ได้ช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุ แต่ไปปล้นศพ!ขโมยเอาทรัพย์สินสิ่งมีค่าของผู้เสียชีวิตข่าวนี้ตีพิมพ์ไปทั่วโลก คนที่มีจิตสำนึกรักความเป็นธรรมในระดับธรรมดา เห็นข่าวนี้แล้วก็เกิดความอับอายในพฤติกรรมอันอัปยศของเพื่อนร่วมชาติ ทำไมคนบางส่วนในสังคมไทยถึงเป็นแบบนั้น ทำไมมีพฤติกรรมแบบ “อีแร้งรุมทึ้งศพ” ได้ขนาดนั้น ในระดับย่อยๆ เหตการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ เช่น กรณี รถทัวร์คว่ำ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 คนไทยส่วนหนึ่งผู้คุ้มคลั่งอำมาตย์ได้รุมล้อมฆ่านักศึกษาอย่างเลือดเย็น นักศึกษาถูกแขวนคอใต้ต้นมะขามถูกฟาดจนตาย คนไทยส่วนหนึ่งจำนวนมากยืนล้อมดูหัวเราะด้วยความชอบใจ ปรบมือโห่ร้องด้วยความยินดี ป่าเถื่อนที่สุด ความดิบเถื่อนดังกล่าวยังฝังอยู่ในสายเลือดพวกคลั่งไทยจัด เช่น ในเหตุการณ์ราชประสงค์เลือด คนชั้นกลางผู้หิวเลือดได้ส่งเสียงเชียร์ให้ทหารฆ่าคนเสื้อแดง ออกอาการดีใจเมื่อเห็นคนเสื้อแดงตาย ผ่านการอัพเดทสถานะใน Facebook วัฒนธรรมไทยๆ แบบอำมาตย์มันเต็มไปด้วยความพิษในทุกระดับจริงๆ

กรณีที่ “สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักเรียนในระดับมัธยม ที่มีความกล้าหาญออกมาตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ความล้าหลังของระบบการศึกษาไทย การเน้นควบคุมนักเรียนในลักษณะที่ควบคุมกองทหาร กฎระเบียบเรื่องทรงผม การแต่งกาย ลักษณะการเรียนการสอนที่เน้นให้นักเรียนเชื่อฟังมากกว่าส่งเสริมให้มีการคิดเองเป็น

การรณรงค์ดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างน่ายินดี ผ่านการรณรงค์ใน Facebook และออกสื่อโทรทัศน์ ซึ่งด้วยความสำเร็จของตัวมันเองแล้วได้ดึงดูดคนสองประเภทเข้ามา คือ คนที่ชื่นชมและเห็นด้วย และพวกซากเดนผู้คุ้มคลั่งวัฒนธรรมไทยๆ แบบอำมาตย์

กลุ่มปฏิกิริยาเข้าสู่การถกเถียงด้วยมารยาทแบบเดิมๆ คือ มารยาทแบบอันธพาลบวกอีแร้ง พวกนี้มีปัญหาในการถกเถียงผ่านการใช้เหตุมาก เช่น ให้เหตุผลข้างๆ คูๆ เกี่ยวกับภาพที่หลุดออกมาในบางโรงเรียนที่บังคับให้นักเรียนก้มลงกราบครู (ดังรูปภาพ) ว่ามันมีความชอบธรรม เคารพผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่มีความเสียหายแต่อย่างใด ฯลฯ การถกเถียงตอบโต้กับผู้ใหญ่ต่างหากเป็นเรื่องที่รับไม่ได้

ข้อเสนอของ สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย ซึ่งนำโดยนักเรียนระดับมัธยมนั้นเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง และเพื่อปกป้องหน่ออ่อนอันงดงามอันนี้ ผู้ใหญ่ผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลายจะต้องไม่ปล่อยให้พวกคลั่งวัฒนธรรมไทยๆ สายอำมาตย์ มาใช้พฤติกรรมอีแร้งกับเยาวชนของพวกเรา ๆ สนับสนุนพวกเขาในทิศทางที่พวกคุณทำได้ พรรคเพื่อไทยทรยศเราคลั้งแล้วครั้งเล่า พวกวัฒนธรรมไทยๆ แบบอำมาตย์ข่มเหงพวกเราครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เยาวชนของพวกเราได้สร้างความหวังขึ้นมา พวกเขากำลังพยายามวาดให้มันมีพื้นที่ให้ได้ในสังคมไทย เมื่อเมล็ดพืชสีแดงได้งอกขึ้นมาเราต้องป้องป้องให้พวกเขาเติบโตแผร่สยายรากและเงาออกไป โดยพวกเราจะใช้วัฒนธรรมของความสมานฉันท์แบบคนที่มีอารยะแบบที่คนที่มียึดกับหลักการว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาต้องเท่าเทียมกัน

ข้อเสนอในการรณรงค์เพื่อให้ยกเลิกความคลั่งไทย และเรียนรู้ประวัติศาสตร์สากล ของ “สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย” มีความจำเป็นจริง เพราะในงานรับปริญญาของจุฬาลงกรมหาวิทยาลัย ได้วาดภาพของฮิตเลอร์ในบอร์ดขนาดใหญ่เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตจบใหม่และนักศึกษาได้ทำท่าซาลูสแบบนาซี นิสิตจบใหม่จากมหาวิทยาชั้นนำของประเทศไม่มีความรู้เรื่องความเลวร้ายของฮิตเลอร์ มันเป็นเรื่องที่เกินความสามารถของผู้เขียนที่จะเข้าใจว่าทำไมนิสิตจุฬาส่วนหนึ่งถึงเต็มไปด้วยความอวิชา และไร้ซึ่งจริยธรรมสามัญพื้นฐานที่จะเข้าใจความเลวร้ายของฮิตเลอร์ที่กระทำกับชาวยิว ความจริงพื้นฐานอีกอันหนึ่งคือ นาซีเกลียดและอยากกำจัดคนที่ไม่ผิวขาว เช่น คนไทย เป็นต้น

ความจริงอันน่าขยะแขยงอันนี้จะคงอยู่กับสังคมและมันไม่หายไปไหน การคงอยู่ของมันนั้นไม่ได้นอนอยู่นิ่งๆ และไม่ส่งผลต่อพวกเรา เพราะมันเป็นการเน้นย้ำว่าพฤติกรรมแบบอีแร้งของพวกคลั่งไทยมีอยู่เรื่อยๆ คนที่อยากเห็นสังคมไปข้างหน้า และอยากมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่จะกลายเป็นแพะบูชายันญ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทางเลือกมีสองทาง หนึ่งอยู่กับมันให้ได้ สอง ทำลายพฤติกรรมแบบนี้ไปเสีย อย่าให้มันได้มีพื้นที่ยืนในสังคม

ญ. “หญิง”

ภายใต้ระบบการปกครองทางชนชั้น ทรัพย์สินทั้งหมดของชุมชนที่เคยเป็นของส่วนรวม ถูกแบ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ตกในมือของผู้ปกครอง ผู้หญิงถูกบังคับให้อยู่ในระบบครอบครัวที่ชัดเจน เพื่อให้ชายผู้เป็นเจ้าสามารถให้มรดกกับลูกตนเองเท่านั้น

โดย ลั่นทมขาว

เราไม่สามารถสร้างสังคมใหม่แห่งสังคมนิยมได้ ถ้ากรรมาชีพชายและหญิงไม่สามัคคีกัน และถ้าจะเกิดความสามัคคีดังกล่าว ทั้งชายและหญิง แต่โดยเฉพาะผู้ชาย ต้องสลัดความคิดกดขี่หรือดูถูกผู้หญิงออกจากหัว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความดีความชั่วของปัจเจก แต่เป็นเรื่องโครงสร้างสังคม และการต่อสู้ทางชนชั้น

มันไม่ใช่เรื่อง “ธรรมชาติ” ที่มนุษย์จะมากดขี่กัน แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์บางคนสร้างขึ้นมาภายใต้เงื่อนไขสังคมชนชั้นในอดีต เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง

นักมาร์คซิสต์คนสำคัญ ชื่อ เฟรดเดอริค เองเกิลส์ เป็นคนที่ริเริ่มการศึกษาปัญหาการกดขี่ทางเพศอย่างเป็นระบบ ในหนังสือ “กำเนิดครอบครัว ทรัพย์สินเอกชน และรัฐ”  เองเกิลส์ อธิบายว่าแรกเริ่มมนุษย์บุพกาลไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐ และไม่มีครอบครัว คือหญิงชายมีความสัมพันธ์อย่างเสรีตามรสนิยมของแต่ละคน ไม่มีคู่ถาวร ตอนนั้นมนุษย์ไม่มีครอบครัวแต่มีเผ่า และลูกที่เกิดมาจะทราบว่าใครเป็นแม่ แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่สำคัญเพราะเด็กๆ ทุกคนถือว่าเป็นลูกของชุมชน และทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของส่วนรวม แบ่งกันอย่างเสมอภาคเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ในยุคบุพกาลจะมีการเก็บของป่าและล่าสัตว์ สังคมไม่มีส่วนเกินหรือคลังอาหาร วันไหนได้อะไรก็มาแบ่งกันกิน แต่เมื่อมนุษย์รู้จักการเกษตรและเริ่มมีส่วนเกิน จะมีผู้ชายคนหนึ่งตั้งตัวเป็นใหญ่หรือตั้งตัวเป็น “พระ” และจ้างอันธพาลติดอาวุธมาเป็นลูกน้องของตน ประชาชนที่เหลือจะตกเป็นทาสและถูกบังคับให้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งส่วยให้ผู้ปกครอง แต่ในขณะเดียวกัน การจัดระเบียบสังคมใหม่แบบนี้ ให้ประโยชน์กับคนธรรมดาบ้าง เพราะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจากในสมัยบุพกาลเดิม
   
ภายใต้ระบบการปกครองทางชนชั้น ทรัพย์สินทั้งหมดของชุมชนที่เคยเป็นของส่วนรวม ถูกแบ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ตกในมือของผู้ปกครอง ผู้หญิงถูกบังคับให้อยู่ในระบบครอบครัวที่ชัดเจน เพื่อให้ชายผู้เป็นเจ้าสามารถให้มรดกกับลูกตนเองเท่านั้น จะเห็นว่าเริ่มมีการสร้างระเบียบครอบครัวที่ระบุว่าหญิงต้องเลี้ยงลูกเป็นหลักในขณะที่ชายมีบทบาทสาธารณะ และชนชั้นปกครองมักกล่อมเกลาให้ทั้งชายและหญิงยอมรับว่าผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิง และผู้หญิงต้องไม่นอกใจผู้ชาย

นี่คือที่มาของการกดขี่สตรีในสังคมชนชั้น ซึ่งเกิดพร้อมกับระบบการปกครอง กองกำลังอันธพาล และกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ใช้รองรับ “รัฐ” ซึ่งแปลว่าถ้าเราจะจัดการกับความไม่เท่าเทียมทางเพศ เราต้องจัดการกับสังคมชนชั้น และรัฐนายทุนปัจจุบัน
   
แต่เนื่องจากระบบทุนนิยมต้องการให้ผู้หญิงออกไปทำงานในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นทุกวัน และไม่พร้อมจะจ่ายเงินเดือนกับผู้ชายในระดับที่จะเลี้ยงลูกเมียได้ ผู้หญิงจึงได้รับการศึกษามากขึ้น และมีความมั่นใจซึ่งมาจากการที่ออกไปทำงาน มีรายได้ของตนเอง และไม่ต้องพึ่งผู้ชาย ซึ่งมีผลในการพัฒนาความคิดของสตรีเพื่อต่อสู้กับการกดขี่ ดังนั้นระบบทุนนิยมได้สร้างเงื่อนไขให้สตรีออกมาสู้เพื่อปลดแอกตนเองด้วย แต่พร้อมกันนั้นมักมีการเน้นหรือเสริมคุณค่าของ “ครอบครัวจารีต” เพื่อให้ชายกับหญิงสามัคคีกันยาก และเพื่อบังคับให้งานบ้าน และงานเลี้ยงลูกหรือคนชรา ตกอยู่กับผู้หญิง แทนที่จะเป็นภาระของส่วนรวม สรุปแล้วมันเป็นวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายของรัฐนายทุน และลดภาษีที่เก็บจากกลุ่มทุน เพื่อเพิ่มกำไร
   
จะเห็นว่าทุนนิยมเป็นระบบที่ขัดแย้งในตัว เกี่ยวกับสภาพสตรี ทั้งกดขี่และสร้างเงื่อนไขในการต่อสู้พร้อมกัน
   
เราชาวมาร์คซิสต์จะต้องอาศัยการเพิ่มขึ้นของความมั่นใจในหมู่สตรี เพื่อช่วยกันผลักดันการต่อสู้ทางชนชั้น องค์กรจัดตั้งหรือพรรคสังคมนิยมของเรา จะต้องขยันต่อสู้ทางความคิดกับลัทธิศีลธรรมจารีตแบบคับแคบเสมอ เราต้องรณรงค์ให้กรรมาชีพเข้าใจลักษณะการกดขี่ทางเพศ และให้หญิงกับชายสามัคคีกัน พร้อมกันนั้นเราจะต้องต่อสู้เพื่อชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เช่นสิทธิในการทำแท้งเสรี สิทธิที่จะได้เงินเดือนเท่าเทียมกันระหว่างเพศ หรือสิทธิลาคลอด ฯลฯ ซึ่งแยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ แต่ในระยะยาวเราต้องการสลายสถาบันครอบครัวที่กดขี่ผู้หญิง เราต้องการสลายระบบชนชั้น และเราต้องการล้มรัฐนายทุน มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเพศใด จะได้มีเสรีภาพที่จะเลือกวิถีชีวิตตามรสนิยม มีเสรีภาพที่จะรักเพื่อนมนุษย์คนใดก็ได้ตามรสนิยม และมีเสรีภาพที่จะรักและดูแลเด็กๆ ของสังคมทุกคนอย่างอบอุ่น