"เข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้ง ปัตตานี-ไทยใต้”

ประเด็นจากเสวนา เข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้ง ปัตตานี-ไทยใต้
จัดโดยองค์กร เวทีสันติภาพสร้างสรรค์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
มหาวิทยาลัยลุนด์ สวีเดน 31ส.ค.2013
รายงานโดย ใจ อึ๊งภากรณ์
เวทีเสวนาครั้งนี้มีวิทยากรที่เป็นนักวิชาการคือ Prof. Mason Hoadley, Adam John, ใจ
อึ๊งภากรณ์
Firdaus Abdulsomad และ Tengku Ismail นอกจากนี้มีประชาชนมาเลย์มุสลิมจากพื้นที่ ปัตตานี-ไทยใต้
ร่วมแสดงความเห็น
    
สงครามกลางเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่นี้ดุเดือดมากและมีการล้มตายสูงรองลงมาจากสงครามในซิเรีย
กับ อิรัก รัฐบาลไทยประจำการทหารในพื้นที่คิดเป็นสัดส่วน 45
% ของกำลังพลทั้งหมดในประเทศ
และมีการทุ่มเทงบประมาณเพื่อ “ปราบกองกำลังต่อต้านรัฐ” และเพื่อสร้างสาธารณูปโภคโดยหน่วยงานของทหารเองถึง
160 พันล้านบาท ซึ่งมากกว่ามูลค่าเศรษฐกิจทั้งหมดของสามจังหวัดที่อยู่ในระดับ 120
พันล้าน แต่งบทั้งหมดนี้ไม่ได้ตกอยู่กับคนในพื้นที่ ไม่ได้สร้างงาน ไม่ได้พัฒนาความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่แต่อย่างใด
และที่สำคัญคือไม่ได้สร้างความสงบเลย ตรงกันข้าม
มีผลในการยกระดับความรุนแรงเท่านั้น
     หลายคนพูดถึงการที่รัฐไทยทำให้พื้นที่สาธารณะ
เช่นวัดหรือโรงเรียน กลายเป็นพื้นที่ทหาร องค์กร “แอมเนสตี้อินเตอร์เนชอนเนล” คาดว่าวัดบางแห่งถูกใช้เป็นคุกและมีทรมานนักโทษด้วย
ประชาชนธรรมดารู้สึกกลัวตลอดเวลาที่ออกไปข้างนอก ยิ่งเห็นทหารก็ยิ่งกลัว “กลัวสีเขียว”
คือกลัวทหารเอง โดยเฉพาะทหารพราน และกลัวว่าจะโดนลูกหลงจากฝ่ายกบฏที่โจมตีทหารด้วย
สิ่งเหล่านี้สร้างสภาวะเหมือนกับว่าชาวบ้านติดคุกไม่กล้าออกจากบ้าน
สตรีจำนวนมากต้องรับผิดชอบครอบครัวเพราะฝ่ายชายถูกจับ ถูกฆ่า
หรือต้องไม่ปรากฏตัวในที่สาธารณะ ประมาณ 7000 ครอบครัวได้รับผลกระทบจาก “คดีความมั่นคง”
เด็กก็มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสภาพจิตใจจากความรุนแรงรอบตัว แพทย์รายงานว่ากรณีคนไข้ที่มีอาการ
“ความผิดปกติทางจิตใจภายหลังภยันตราย (
Posttraumatic stress disorder) มีมากขึ้น และเยาวชนไม่น้อยเมื่อถูกถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร”
จะตอบว่า “โตขึ้นอยากฆ่าทหาร”
ผู้เขียน(ใจ อึ๊งภากรณ์) ได้เสนอประเด็นหลักๆ
ต่อเรื่องนี้คือ
1.  การเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง บ่อยครั้งองค์กรเอ็นจีโอมักจะเรียกร้องให้ “ทั้งสองฝ่ายยุติความรุนแรง”
แต่มันเป็นเพียงคำขอนามธรรมโดยไม่วิเคราะห์ว่าต้นกำเนิดความรุนแรงอยู่กับฝ่ายไหน
เพราะความรุนแรงในการเข้ามาครอบครองพื้นที่โดยฝ่ายรัฐไทย การไม่เคารพ
การกดขี่คนในพื้นที่ และการใช้ความรุนแรงในการปรามผู้ประท้วงโดยรัฐไทย
เช่นกรณีตากใบหรือกรณีอื่นๆ เป็นต้นกำเนิดแท้ของปัญหา
และการที่รัฐไทยพยายามเรียกร้องให้ฝ่ายกองกำลังกบฎหยุดจับอาวุธ
เป็นข้อเสนอสองมาตรฐานของฝ่ายที่ถืออาวุธมากที่สุดและก่อเหตุรุนแรงมากที่สุดแต่แรก
ดังนั้นข้อเรียกร้องให้มีการสร้างสันติภาพและยุติความรุนแรง
ต้องพุ่งเป้าไปที่รัฐไทยก่อนอื่น โดยเรียกร้องให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ไปเลย ในขั้นตอนแรกอาจถอนทหารเข้ากรมกองค่ายทหาร
แต่ในขั้นตอนต่อไปต้องถอนออกจาก ปัตตานี-ไทยใต้ ไปเลย
     หลายคนที่ไม่เข้าใจสถานการณ์อาจมองว่าการถอนทหารจะทำให้ประชาชน
“ไทยพุทธ” อยู่ในสภาพอันตราย แต่ในความเป็นจริงกองกำลังกบฎต่อรัฐไทย
ไม่ได้รบกับเพื่อนบ้าน “ไทยพุทธ” เขารบกับเจ้าหน้าที่รัฐไทยต่างหาก มันไม่ใช่สงครามเชื้อชาติหรือสงครามศาสนา
และการมีทหารในพื้นที่ และการแจกอาวุธให้ประชาชนจำนวนมาก ยิ่งสร้างบรรยากาศความรุนแรงมากขึ้น
และเพิ่มอันตรายให้พลเมืองทุกคนไม่ว่าจะเชื้อชาติศาสนาอะไร
2. ทหารไทยคือปัญหาหลักและอุสรรคต่อสันติภาพ
เพราะทหารไทยมีผลประโยชน์ทางการเมืองจากสงครามนี้
หลายคนเข้าใจเรื่องของทหารที่ “ดึงงบประมาณ” ลงมาในพื้นที่
ปัตตานี-ไทยใต้ ผ่านการคอร์รับชั่นและการสร้างสถานการณ์ด้วยวิธีต่างๆ
แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นรองถ้าพูดถึงผลประโยชน์ของทหาร
เพราะผลประโยชน์หลักของทหารไทยในสงคราม ปัตตานี-ไทยใต้ เป็น “ผลประโยชน์ทางการเมือง”
     กองทัพไทยต้องการแทรกแซงการเมืองและสังคมไทยตลอดเวลา
เช่นผ่านการทำรัฐประหาร ผ่านการคุมสื่อและรัฐวิสาหกิจ ผ่านการฆ่าประชาชนแล้วลอยนวลไม่โดนคดี
หรือผ่านการที่นายพลอย่างประยุทธ์คิดว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็นเท่ากับนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชน
แต่การแทรกแซงการเมืองนี้ของทหารขัดต่อหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย
ดังนั้นทหารไทยต้องสร้างและแสวงหาความชอบธรรมจอมปลอมด้วยการอ้างว่าเป็นหน่วยงานหลักในการปกป้องสถาบันและปกป้องไม่ให้รัฐไทยถูกแบ่งแยกตามความต้องการของคนในพื้นที่
     นี่คือสาเหตุที่เราต้องลดบทบาทของทหาร
ทั้งในแง่ปริมาณงบประมาณ บทบาทในสื่อหรือรัฐวิสาหกิจ บทบาททางการเมือง
และบทบาทในการเจรจากับ “บีอาร์เอน” หรือกองกำลังกบฎอื่นๆ
ถ้ารัฐไทยจริงใจในการเจรจาสันติภาพและการใช้ “การเมืองนำทหาร”
รัฐไทยต้องให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนเจรจา
ไม่ใช่ไปยกให้ทหารหรือฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้เจรจา การให้ทหารหรือฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้เจรจา
แปลว่านักการเมืองกลายเป็นลูกน้องของทหารในการกำหนดนโยบายทางการเมือง
     นอกจากนี้การที่พื้นที่ ปัตตานี-ไทยใต้
กลายเป็นแหล่งที่เต็มไปด้วยคนติดอาวุธ
หมายความว่าประชาชนไม่สามารถมีส่วนร่วมในการพูดคุยและกำหนดอนาคตตนเอง
เพราะการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างผู้ที่มีมุมมองที่แตกต่างกันย่อมทำไม่ได้ในสภาพสงคราม
หรือในบรรยากาศความกลัว
    
แน่นอนทหารไทยคงไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนรูปแบบพรมแดนหรือการปกครองอย่างง่ายๆ
แต่ทหารไม่ควรมีอำนาจผูกขาดเรื่องนี้
นอกจากนี้นายทหารบางคนเข้าใจดีว่าการเอาชนะทางทหารย่อมทำไม่ได้
เพราะขบวนการกบฏต่อรัฐไทยมีฐานสนับสนุนในหมู่บ้านต่างๆ
ดังนั้นบางครั้งเราจะเห็นว่านายทหารอย่าง ชวลิต ยงใจยุทธ
ออกมาเสนอเรื่องเขตปกครองพิเศษ
3.
ความเกี่ยวโยงระหว่างการขาดสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในภาคกลาง
ภาคอีสานและภาคเหนือ กับการขาดสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยใน ปัตตานี-ไทยใต้

อุปสรรคหลักของการพัฒนาประชาธิปไตยกับสิทธิเสรีภาพในภาคอื่นๆ
คือทหารที่ทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้องประชาธิปไตย ใช้กฏหมายเผด็จการอย่าง
112 แล้วหลังจากนั้นกดดันให้ตัวเองพ้นโทษทุกครั้ง ดังนั้นจะเห็นว่า “ศัตรู”
ของประชาธิปไตยที่ประชาชนภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ เผชิญหน้าอยู่
คือศัตรูเดียวกันกับที่ประชาชน ปัตตานี-ไทยใต้ เผชิญหน้า
    
กฏหมายความมั่นคงที่สร้างความเจ็บปวดให้กับชาวบ้านภาคใต้ ไม่ต่างจากกฏหมาย
112 ที่ปิดปากและจำคุกคนเสื้อแดง คนเสื้อแดง กับชาวบ้าน ปัตตานี-ไทยใต้
มีผลประโยชน์ร่วมในการลดบทบาทและอิทธิพลของทหารในสังคม
    
นอกจากนี้กรอบคิดชาตินิยมสุดขั้วที่ชนชั้นปกครองไทยพยายามใช้เพื่อฝังหัวประชาชนทั่วประเทศ
เช่นการเคารพธงชาติ และการบังคับสอนประวัติศาสตร์เท็จของฝ่ายชาตินิยมไทย เป็นวิธีการบังคับความจงรักภักดีของประชาชน
และนำไปสู่การดูถูกไม่เคารพคนหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนอีสาน คนบนดอย
ชนชาติกลุ่มน้อย แรงงานข้ามชาติ หรือคนมาเลย์มุสลิม
     ในกรณีคนมาเลย์มุสลิม
การพับนกกระดาษของทักษิณหลังการเข่นฆ่าประชาชนที่ตากใบ หรือการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์อ้างว่า
“คืน” ปืนใหญ่ให้กับปัตตานีโดยส่งปืนจำลองไปแทน
หรือการพูดว่าคนมาเลย์มุสลิมขาดการศึกษา เป็นตัวอย่างที่ดีของการไม่เคารพคนใน ปัตตานี-ไทยใต้
และการบังคับทำลายวัฒนธรรมกับภาษาของเขาก็ยิ่งซ้ำเติม
ในกรณีการกดขี่และห้ามใช้ภาษายะวีในสถานที่ราชการ มันเป็นนโยบายที่โง่เขลา เพราะทำลายความสามารถในการติดต่อกับเพื่อนบ้านที่มาเลเซียกับอินโดนีเซียภายใต้ร่มของอาเซี่ยนอีกด้วย
และเป็นการสวนทางกับแนวโน้มในอารยะประเทศที่เริ่มส่งเสริมการใช้หลากหลายภาษา
     การที่รัฐบาลเพื่อไทยไปจับมือกับทหาร
พร้อมจะไม่เอาโทษกับทหารมือเปื้อนเลือด หักหลังวีรชนเสื้อแดง
และปล่อยให้นักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112 ติดคุกต่อไป
ทำให้การสร้างสันติภาพใน ปัตตานี-ไทยใต้ ยิ่งยากขึ้น เพราะเป็นการก้มหัวให้ทหาร
4. จุดอ่อนขององค์กร “ภาคประชาชน” ต่อการสร้างสันติภาพ
การแก้ปัญหาความรุนแรงใน ปัตตานี-ไทยใต้ เป็นภารกิจของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและองค์กรทางการเมืองรากหญ้า
เราหวังอะไรไม่ได้จากฝ่ายรัฐหรือทหาร
และเราหวังอะไรไม่ได้จากผู้นำประเทศอื่นหรือสหประชาชาติ แต่องค์กรที่อ้างว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของ
“ภาคประชาชน” ในภาคกลาง อีสานและเหนือ โดยเฉพาะ เอ็นจีโอ มีปัญหามาก เพราะองค์กรเหล่านี้ไปทำแนวร่วมกับทหารเผด็จการและฝ่ายเสื้อเหลือง
ที่เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยและสันติภาพในสังคมโดยรวม และใน ปัตตานี-ไทยใต้ อีกด้วย
    
จุดออ่อนอีกอันหนึ่งคือการเน้นการเคลื่อนไหวประเด็นเดียว
ดังนั้นองค์กรหรือขบวนการที่ไม่ไป “จับ” เรื่องภาคใต้
ก็จะไม่สนใจสงครามกลางเมืองที่กำลังเกิดขึ้น
แม้แต่เสื้อแดงก็ไม่สนใจและบางทีไปสนับสนุนทหารกับตำรวจไทยด้วย
     ถ้าจะมีการสร้างสันติภาพใน ปัตตานี-ไทยใต้
ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและองค์กรทางการเมืองที่ก้าวหน้าในภาคอื่น
ต้องแสดงความสมานฉันท์กับผู้ที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับการกดขี่ของรัฐไทยในปัตตานี-ไทยใต้
ต้องมีการเรียกร้องให้ลดบทบาทของทหารในสังคม และให้คนในพื้นที่ ปัตตานี-ไทยใต้
กำหนดอนาคตของตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐไทย
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญไทยควรแก้ในมาตราที่เน้นว่าแบ่งแยกประเทศไม่ได้
หรือมาตราที่เน้นอำนาจเผด็จการรูปแบบต่างๆ
เพื่อให้รัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปเน้นความเป็นประชาธิปไตยโดยอำนาจอยู่ที่ประชาชน
อย่างที่รัฐธรรมนูญแรกสมัยปฏิวัติ ๒๔๗๕ เคยเน้น
5. จุดอ่อนของยุทธศาสตร์การจับอาวุธของฝ่ายกบฏต่อรัฐไทย ถึงแม้ว่าผู้เขียนเห็นใจและเข้าใจคนที่เลือกแนวทางจับอาวุธ
เพื่อสู้กับการกดขี่ของรัฐไทย แต่ยุทธศาสตร์นี้มีจุดอ่อนด้อยมหาศาล เพราะเป็นการปิดพื้นที่เคลื่อนไหวสำหรับขบวนการที่ไม่อยากจับอาวุธ
และเป็นการปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวทางสู่สังคมใหม่โดยประชาชนจำนวนมาก การปิดพื้นที่ดังกล่าวมาจากสภาพสงครามที่เกิดขึ้น
    
ยิ่งกว่านั้นยุทธวิธีการใช้กองกำลังกระจายที่ดูเหมือนไม่มีศูนย์กลาง
เพื่อให้ทหารและรัฐไทยต้องสู้กับ “ผี” มีข้อเสียทางการเมืองมากมาย
เพราะในสภาพที่มีการยิงกันและวางระเบิด แต่ไม่มีใครออกมาโฆษณารับผิดชอบ
เป็นโอกาสทองสำรับวิธีรบแบบสกปรกของรัฐไทย เราทราบดีว่ารัฐไทยใช้หน่วยงานสังหารวิสามัญตลอดเวลา
และใช้โจรหรือทหารนอกเครื่องแบบ
แต่เมื่อฝ่ายกองกำลังกบฏต่อรัฐไทยไม่ยอมประกาศอย่างชัดเจนว่าเป้าหมายของเขาจะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่รัฐ
และเมื่อไม่มีการออกมารับผิดชอบต่อปฏิบัติการของกองกำลังแต่ละครั้งอย่างชัดเจน
ฝ่ายรัฐไทยสามารถสร้างภาพว่า “โจรไม่ทราบฝ่าย”
ไปเที่ยวฆ่าชาวบ้านอิสลามและพุทธโดยไม่เลือกหน้า วิธีการปิดลับและรบแบบ “ผี” นี้
ทำให้ประชาชนทุกฝ่ายสับสนและเกรงกลัว มันไม่ช่วยในการสร้างมวลชน
หรือในการเรียกร้องให้ประชาชนภาคอื่นๆ เข้ามาสมานฉันท์แต่อย่างใด
มันมีบทเรียนเรื่องนี้จากการสู้รบของ “ไออาร์เอ” ในไอร์แลนด์
หรือของขบวนการอิสรภาพในอาเจห์กับทีมอร์
6. ขบวนการต้านรัฐไทยใน ปัตตานี-ไทยใต้ ควรสร้างพรรคมวลชนที่ทำงานอย่างเปิดเผย ทั้งนี้เพื่อสร้างฐานในหมู่ประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน
เพื่อเสนอนโยบายการเมือง เศรษฐกิจและสังคม สำหรับประชาชนทุกเชื้อชาติหรือศาสนา
และเพื่อเรียกร้องให้มีการลงประชามติเรื่องการปกครอง
ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเขตปกครองพิเศษ หรือต้องการแยกรัฐออกไปเลย หรือต้องการอยู่ต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
    
พรรคมวลชนแบบนี้สามารถรณรงค์ขอความสมานฉันท์จากประชาชนในภาคอื่นๆ
ได้อีกด้วย และสามาระทำแนวร่วมกับกลุ่มที่ถูกกดขี่หรือด้อยโอกาสกลุ่มอื่นๆ ตัวอย่างที่ดีคือพรรคการเมืองถูกกฏหมายของฝ่ายจับอาวุธในไอร์แลนด์
อาเจห์ หรือในแข้วนบาสค์ระหว่างสเปนกับฝรั่งเศส
     ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือในทุกกรณีที่มีสงครามกลางเมืองเพื่อแบ่งแยกดินแดน
ฝ่ายจับอาวุธกับฝ่ายทหารของรัฐไม่สามารถเอาชนะกันได้
และการแก้ปัญหาย่อมอยู่ที่กระบวนการทางการเมืองที่โปร่งใส
สรุป

คนที่กบฏต่อรัฐไทย และผู้ที่รักเสรีภาพและความเป็นธรรมในภาคอื่น
ควรเน้นกระบวนการทางการเมืองแบบมวลชน
เพื่อเรียกร้องให้มีการถอนทหารออกไปและลดอิทธิพลของทหารในสังคมทั่วประเทศ
เราต้องร่วมกันเรียกร้องให้มีการจัดประชามติเรื่องรูปแบบการปกครองสำหรับประชาชนในพื้นที่
เราต้องไม่ยึดติดกับกรอบพรมแดนตามความคิดชาตินิยมสุดขั้ว
และเราต้องเน้นว่ารัฐไทยกับกองกำลังรัฐไทยเป็นผู้สร้างความรุนแรงและปัญหาแต่แรก
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s