40ปี รัฐประหารนองเลือดที่ชิลี

40ปี รัฐประหารนองเลือดที่ชิลี
ใจ อึ๊งภากรณ์



๑๑
กันยาในความทรงจำของคนสมัยนี้อาจหมายถึงการถล่มตึกเวอร์ลเทรดที่นครนิวยอร์ค
แต่ในความทรงจำของนักสังคมนิยมทั่วโลก
มันเป็นวันที่ทหารชาติชั่วก่อรัฐประหารล้มรัฐบาลสังคมนิยมประชาธิปไตย ของ ประธานาธิบดี
ซาลวาดอร์ อเยนเด้ ที่ประเทศชิลี
     ผมกล้าฟันธงว่าทหาร ที่นำโดยนายพล พิโนเช
เป็นทหารชาติชั่ว เพราะมันทิ้งระเบิดทำเนียบประธานาธิบดี มีการฆ่าอเยนเด้
แล้วกวาดต้อนนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย นักศึกษา
และนักสหภาพแรงงานทั่วประเทศมาขังไว้ในสนามกิฬา หลังจากนั้นมีการฆ่าทิ้งจนเลือดนองแผ่นดิน
ที่ไม่ฆ่าทันทีก็ทรมาณ ทั้งหญิงและชาย มีการใช้กระแสไฟฟ้า บุหรี่ ไม้กระบอง
และการข่มขืนเป็นระบบ ความป่าเถื่อนทั้งหลายนับไม่ถ้วน
     นักร้องสังคมนิยมชื่อ วิคเตอร์ ฮารา ถูกจับ
ทหารทุบนิ้วมือพังหมดเพื่อไม่ให้เล่นกิตาร์ต่อไปได้ แล้วในที่สุดก็ฆ่าทิ้ง ท่านสามารถฟังเพลงและการประกาศนโยบายของเขาได้ที่นี่
 (
http://www.youtube.com/watch?v=en8yqVxuT-U ) วิคเตอร์ฮารา
มักแต่งเพลงเกี่ยวกับเกษตรกร กรรมาชีพ และคนจน เขาเลยต้องถูกฆ่าทิ้ง
     ในหนังสือ Of Love and Shadows ที่เขียนโดย อิสาเบล อเยนเด้ นักเขียนชื่อดังและหลานสาวของอดีตประธานาธิบดี
อเยนเด้ มีการกล่าวถึงความรักระหว่างหนุ่มสาวท่ามกลางวิกฤตการเมือง อิสาเบล
อเยนเด้ ต้องหนีออกนอกประเทศหลังรัฐประหาร
     ที่ยุโรปหลังการทำรัฐประหาร
เรามักจะพบอดีตนักโทษการเมืองที่รอดตัวหนีออกมาได้ หลายคนมีรอยแผลจากการถูกทรมาณ
มันทำให้ลืมเหตุการณ์ที่ชิลียาก
     คนที่โดนฆ่า โดนทรมาณ ไม่ใช่แค่ชาวชิลี
ในหนังเรื่อง
Missing นักแสดง แจ๊ก เลมอน เล่นบทพ่อของนักศึกษาอเมริกันที่หายไปหลังการทำรัฐประหาร
ตอนแรกเขารำคาญการเมืองของลูกชาย แต่หลังจากที่ต้องไปใช้เวลาค้นหาศพ
ในขณะที่สถานทูตสหรัฐไม่ช่วยเลย เขาเปลี่ยนจุดยืน แพทย์สตรีจากอังกฤษที่สนับสนุนรัฐบาลอเยนเด้ก็โดนข่มขืน
แต่รัฐบาลสหรัฐกับอังกฤษเป็นผู้หนุนหลังพวกนายพลเผด็จการ ซีไอเอ ช่วยวางแผนร่วมกับทหารชีลี
และรัฐบาลอังกฤษขายอาวุธให้ ยี่สิบปีหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีแทชเชอร์
ของอังกฤษช่วยปกป้องนายพล พิโนเช อาชญากรมือเปื้อนเลือด เวลามีผู้พิพากษาจากสเปนออกหมายจับข้ามพรมแดนในฐานที่
พิโนเช ละเมิดสิทธิมนุษยชน
 “อังกฤษแห่งอเมริกาใต้
ประเทศชิลีเป็นประเทศที่มีฉายาว่าเป็น
อังกฤษแห่งอเมริกาใต้
ทั้งนี้เพราะเคยมีระบบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมที่มั่นคงมาร้อยกว่าปี แต่เป็นประชาธิปไตยที่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองของนายทุนและเจ้าของที่ดินรายใหญ่
ซึ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยสูงมาก ต่อมาในปีค.ศ.
1970 ประธานาธิบดี
ซาลวาดอร์ อเยนเด้ แห่งพรรคสังคมนิยมประชาธิไตย ชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ซึ่งสร้างความไม่พอใจและความหวาดกลัวในกลุ่มอำนาจเก่า
    
พรรคสังคมนิยมชิลีเป็นพรรคของกรรมาชีพที่พยายามเปลี่ยนสังคมโดยสันติวิธี
พรรคนี้พยายามอาศัยกลไกรัฐสภาในระบบประชาธิปไตยทุนนิยม เพื่อหวังครองอำนาจรัฐ
และเมื่อพรรคสังคมนิยมชนะการเลือกตั้ง
ใครๆก็เชื่อว่าคงจะสร้างสังคมนิยมได้โดยสันติวิธี หลายคนเรียก อเยนเด้ ว่าเป็น
“มาร์คซิสต์” และมักจะพูดด้วยความปลื้มว่าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ “พิสูจน์”
ว่านักสังคมนิยมไม่ต้องปฏิวัติล้มระบบอีกแล้ว
พรรคสังคมนิยมชนะการเลือกตั้งในกระแสการต่อสู้
เราต้องเข้าใจว่าชัยชนะของพรรคสังคมนิยมชิลีเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการต่อสู้ของคนชั้นล่างที่ดุเดือด
ก่อนวันเลือกตั้งมีการนัดหยุดงาน
5295 ครั้ง และเกษตรกรกับคนยากจนได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วย
     หลังจากที่ได้รับชัยชนะ ประธานาธิบดี อเยนเด้
ประกาศว่า
เราจะทำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อสร้างระบบสังคมนิยมนอกจากนี้เขาสัญญาว่าจะปฏิรูปที่ดินและเอาบริษัทเอกชนชั้นนำ
150
บริษัทมาเป็นของรัฐ แต่เขาเตือนต่อไปว่าทุกส่วนของสังคมจะต้องร่วมมือกัน
และชนชั้นกรรมาชีพจะต้องเสียสละเพื่อสร้างแนวร่วมกับนายทุน โดยการสลายการเคลื่อนไหว
และลดข้อเรียกร้อง เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นนายทุนจะไม่ร่วมมือ พูดง่ายๆ
เขาพูดเอาใจคนชั้นล่าง แต่พยายามยุติการเคลื่อนไหวนอกรัฐสภา
ซึ่งถือว่าเป็นการสลายพลังหลักที่จะปกป้องรัฐบาลและผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
     ในปีแรกของรัฐบาลใหม่
รายได้จริงของกรรมาชีพเพิ่มขึ้น จำนวนคนตกงานลดลง โรงงาน
90 แห่ง
และที่ดิน
30%
ของประเทศถูกนำมาเป็นของรัฐ และเศรษฐกิจขยายตัวอย่างน่าชื่นชม
     สิ่งที่รัฐบาลใหม่สามารถทำเพื่อกรรมาชีพชิลี
ไม่ได้อาศัยการล้มระบบทุนแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามก็ต้องนับว่ายังเป็นประโยชน์กับคนธรรมดามากพอสมควร แต่มาตรการ
ค่อยเป็นค่อยไปของรัฐบาล อเยนเด้
ไม่เป็นที่พอใจกับนายทุนเลย ฉะนั้นนายทุนชิลีพยายามทำลายเศรษฐกิจด้วยการถอนทุนหรือหยุดการลงทุน
และนายทุนสหรัฐพยายามห้ามไม่ให้ชิลีกู้เงินจากต่างประเทศด้วย
ในขณะเดียวกันสหรัฐยังส่งเงินช่วยนายทหารในกองทัพชิลี
อเยนเด้
ประนีประนอมกับทุน
เนื่องจาก อเยนเด้
ไม่ต้องการปฏิวัติยกเลิกระบบทุนนิยม
ในที่สุดเขาต้องเลือกยอมประนีประนอมกับเงื่อนไขของนายทุน ในขั้นตอนแรกก็มีการชะลอมาตรการที่เป็นประโยชน์กับกรรมาชีพ
ต่อจากนั้นก็มีการเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายทหารและตำรวจในการ
รักษาความสงบ
    
แต่การประนีประนอมของรัฐบาลต่อฝ่ายทุนมิได้ทำให้นายทุนร่วมมือมากขึ้นแต่อย่างใด
ยิ่งยอมแค่ไหนฝ่ายอำนาจเก่ายิ่งเรียกร้องมากขึ้น และยิ่งก้าวร้าวมากขึ้น นายทุนเข้าใจดีว่ากรรมาชีพกับนายทุนร่วมมือกันไม่ได้  ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลยอมประนีประนอม
นายทุนกลับมองว่าเป็นการแสดงความอ่อนแอ จึงทำให้ฝ่ายทุนรุกสู้ต่อไปด้วยการ
หยุดงานเช่นไม่ยอมปล่อยรถขนส่งออกไป
ซึ่งมีผลทำให้ประเทศขาดอาหารและสิ่งจำเป็น
เป้าหมายคือการสร้างสถานการณ์เพื่อให้ชนชั้นกลางออกมาประท้วงรัฐบาล
และเพื่อให้ความชอบธรรมกับการก่อรัฐประหาร
คนงานพื้นฐานสร้างสภาคนงาน
คอร์โดเนส์ แต่ อเยนเด้ สั่งสลายพลังคนงาน
กรรมาชีพพื้นฐานในชิลีไม่ได้ยกธงขาวยอมแพ้ง่ายๆ
คนงานพื้นฐานในเขตอุตสาหกรรมต่างๆ ได้รวมตัวกันสร้างสภาคนงานย่านอุตสาหกรรม
คอร์โดเนส์เพื่อประสานงานยึดรถบรรทุกจากนายทุนแล้วนำมาขนส่งสินค้าเอง
ในที่สุดคนงานได้รับชัยชนะ
         แต่แทนที่ประธานาธิบดี อเยนเด้
จะสนับสนุนการกระทำของกรรมาชีพพื้นฐาน เขากลับมองว่าเป็นการสร้างความไม่สงบกับทุนนิยมซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยม
อเยนเด้ จึงสั่งให้ทหารและตำรวจสลายสภาคนงาน
และการกระทำครั้งนั้นได้รับความเห็นชอบจากพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลินของประเทศชิลีที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย
     เราต้องเข้าใจว่าพรรคคอมิวนิสต์สายสตาลินทั่วโลก
กลายเป็นพรรคที่ต้องการประนีประนอมข้ามชนชั้นกับนายทุน และเลิกเป็นพรรคปฏิวัติ
ซึ่งเห็นได้ชัดในกรณีอิตาลี่ และอินโดนีเซียในยุคนั้น
ประเทศเข้าสู่วิกฤต
หลังจากนั้นชิลีก็เข้าสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ร้ายแรงขึ้นเป็นลำดับ
ทุกครั้งที่ฝ่ายทุนพยายามยึดอำนาจโดยอาศัยกองทัพ คนงานพื้นฐานและนายทหารชั้นล่างบางคนจะออกมาปกป้องรัฐบาลและเรียกร้องให้รัฐบาลแจกอาวุธให้คนงาน
แต่รัฐบาลไม่ยอมฟังเพราะมัวแต่ประนีประนอมกับนายทุนและนายทหารชั้นผู้ใหญ่
มีการเชิญนายพล พิโนเช เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรีอีกด้วย
!!
     ในที่สุด ในวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๑๖
กองทัพชิลี นำโดยนายพล พิโนเช ก็ทำรัฐประหารยึดอำนาจ
ไทย : ๑๔
ตุลาคม ๒๕๑๖
ใครๆ
ที่อ่านบทความนี้น่าจะคิดออกว่าสถานการณ์ในชิลีมีส่วนคล้ายบางอย่างกับสังคมไทยในอดีตและปัจจุบัน
และมันคงมีบทเรียนสากลหลายบทที่เรานำมาเสริมความรู้ของเราในการเคลื่อนไหวได้
     ประมาณสองอาทิตย์หลังจากที่รัฐบาล อเยนเด้
ถูกทำลายในชิลี นักศึกษาและกรรมกรไทยได้ลุกขึ้นทำลายระบบเผด็จการทหารของ ถนอม ประภาส
ณรงค์ และหลังจากนั้นเราก็มีระบบประชาธิปไตยทุนนิยม แต่ในขณะเดียวกัน นายทุนและอำนาจเก่าในไทยก็ไม่พอใจในสิทธิเสรีภาพและข้อเรียกร้องต่างๆ
นาๆ ของนักศึกษา กรรมาชีพ และชาวนาในช่วงนั้น โดยเฉพาะในเรื่องการยกธงสังคมนิยมขึ้นมาเป็นธงนำของฝ่ายเรา
นายทุนและทหารจึงวางแผนทำลายประชาธิปไตยด้วยความเหี้ยมโหดในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
เหมือนกับที่นายทุนชิลีเคยทำเมื่อสามปีก่อน
อินโดนีเซีย: 8 ปีก่อน
ในอินโดนีเซียสมัยประธานาธิบดีแนวชาตินิยม
ซุการ์โน พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย
ซึ่งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกรองจากรัสเซียหรือจีน ทำแนวร่วมข้ามชนชั้นกับ
ซุการ์โน โดยการกล่อมให้กรรมาชีพและเกษตรกรเลิกชุมนุมนัดหยุดงาน
และให้ลดข้อเรียกร้อง ในช่วงนั้นเศรษฐกิจอินโดนีเซียเข้าสู่วิกฤตร้ายแรง
เพราะถูกปิดกั้นจากสหรัฐ ท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวาย นายพล ซุฮาร์โต้ ก็ทำรัฐประหารนองเลือด
มีการจับคอมมิวนิสต์ไปฆ่าทิ้งหนึ่งล้านคน
     ที่น่าสนใจคือ แปดปีหลังจากเหตุการณ์นั้นในอินโดนีเซีย
ตามเมืองต่างๆ ในชิลี มีคนมาเขียนสโลแกนตามกำแพง เตือนความจำฝ่ายซ้ายว่า
“อย่าลืมจากาตาร์ อินโดนีเซีย” ซึ่งหมายความว่าถ้าฝ่ายซ้ายยิ่งประนีประนอม
ฝ่ายตรงข้ามจะได้ใจและในที่สุดทำรัฐประหารฆ่าพวกเราทิ้ง
บทเรียนจากรัฐประหาร
บทเรียนจากรัฐประหารชิลีคือ
ชนชั้นนายทุนจะไม่มีวันยอมยกผลประโยชน์ให้ชนชั้นกรรมาชีพและเคารพประชาธิปไตย
แต่จะใช้ความรุนแรงปกป้องผลประโยชน์ชนชั้นตนเองตลอด ฉะนั้นสังคมนิยมเกิดขึ้นโดยสันติวิธีผ่านรัฐสภาไม่ได้
ต้องมีการปฏิวัติของมวลชนนำโดยกรรมาชีพ
ในชิลีเราเห็นหน่ออ่อนของการปฏิวัติดังกล่าวเมื่อมีการสร้างสภาประสานงานของกรรมาชีพ
แต่มันถูกทำลายโดยพรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็นแนวสังคมนิยมสันติวิธี
     บทเรียนอีกอันหนึ่งจากชิลีคือ
ทหารเผด็จการฝ่ายขวาอย่าง พิโนเช และทหารของไทยเอง
มักนิยมชื่นชมในนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด ที่ให้ประโยชน์กับกลุ่มทุนเป็นหลัก
ในกรณีชิลี
มีการเชิญนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมขวาจัดสุดขั้วมาออกแบบนโยบายของรัฐบาลทหาร ในกรณีไทย
ทหารนำแนวเสรีนิยมกลไกตลาดมาลงในรัฐธรรมนูญปี ๕๐
ชิลีทุกวันนี้
ในรอบสองปีที่ผ่านมานักศึกษาชิลีออกมาประท้วงรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
ข้อเรียกร้องหลักคือนักศึกษาต้องการให้รัฐเข้ามามีบทบาทหลักในระบบการศึกษา
ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายเอกชนที่แสวงหากำไรมาครอบงำระบบ ซึ่งบทบาทของเอกชนในการศึกษาของชิลีนี้เป็นผลพวงแย่ๆ
จากรัฐประหารของ พิโนเช
     พิโนเช เป็นประธานาธิบดีเผด็จการนานถึง 16 ปี หลังจากนั้นมีประธานาธิบดีพรรคฝ่ายขวาสองคน
กว่าจะมีประธานาธิบดีพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งต้องรออีกสิบปี
แต่นโยบายของพรรคสังคมนิยมก็เปลี่ยนไปยอมรับกลไกตลาดเสรีของกลุ่มทุน
การประท้วงของนักศึกษาจึงเป็นการแสดงความไม่พอใจกับรัฐบาลทุกพรรคและความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ภายใต้นโยบายเสรีนิยมตั้งแต่ยุคเผด็จการ พิโนเช

ดูภาพถ่ายจากยุคนั้นได้ที่นี่
http://www.flickr.com/photos/marcelo_montecino/sets/99847/

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s