40ปี 14ตุลา อุดมการณ์สังคมนิยมหายไปไหน???

40ปี 14ตุลา อุดมการณ์สังคมนิยมหายไปไหน???
โดยยังดี โดมพระจันทร์

ปลายตุลาคมซึ่งเป็นเดือนแห่งการฉลองวาระ
40
ปี 14 ตุลา กลับเป็นเวลาที่พรรคเพื่อไทยจะผลัก
พรบ.นิรโทษกรรมไปสุดซอย เพื่อไม่เอาผิดกับฆาตกร และผู้สั่งการทุกคน
การดำเนินการเช่นนี้ก็เช่นเดียวกับการเชิญสมัคร สุนทรเวชมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ผู้มีอำนาจสูงสุดของพรรคนี้ไม่ต้องคำนึงว่า ญาติวีรชน คนเดือนตุลาและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฆ่านักศึกษาอย่างป่าเถื่อนครั้งนั้นจะคิดอย่างไร
เช่นเดียวกับที่ไม่สนใจว่าญาติวีรชนพฤษภา
53 และมวลชนคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมต่อสู้จะคิดอะไร
เขาคิดแบบชนชั้นนำว่าพวกนี้เป็นแค่คนกลุ่มน้อย เป็นคนกลุ่มน้อยจริงหรือเปล่า? เป็นฝ่ายที่แก้แค้นไม่เลิก?
หรือกลุ่มที่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างออกไป เป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพาพรรคนายทุนตลอดไป
จริงหรือไม่? ….
·      

            คนเดือนตุลาซึ่งพ่ายแพ้พร้อมกับพรรคคอมมิวนิสต์
กลับมีบทบาทอันสำคัญในทางการเมืองและสังคม

ในช่วงที่มีการจัดงาน 40
ปี 14 ตุลาที่ผ่านมา มีงานวิจัย
และบทวิเคราะห์วิจารณ์ของนักวิชาการออกมาจำนวนหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับคนเดือนตุลา
และ อุดมการณ์สังคมนิยม ประจักษ์ ก้องกีรติปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ที่ศึกษาเรื่องขบวนการนักศึกษาในช่วง
14 ตุลาคม 2516 ที่ทำไว้ก่อนหน้าว่า มรดกของ 14 ตุลาที่ทิ้งไว้ให้สังคมไทยประการสำคัญที่สุดคือ
“มรดกในแง่อุดมการณ์” โดยเฉพาะอุดมการณ์ที่เรียกว่า
ราชาชาตินิยมประชาธิปไตย
โดยขบวนการ14 ตุลา นักศึกษาประชาชนนั้นไม่ได้มีเอกภาพทางความคิด  แต่มีอุดมการณ์ความคิดหลายชุด ตั้งแต่ซ้ายใหม่
สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ เสรีนิยมประชาธิปไตย และอุดมการณ์กษัตริย์นิยม แต่มีจุดร่วมกันในเรื่องการโค่นล้มเผด็จการทหาร  ระยะ 5 ปีที่ผ่านมา
คนเดือนตุลาแตกออกเป็นสองฝ่าย หลายคน เช่น ธีรยุทธ บุญมี  สุรชัย จันทิมาธร พลเดช ปิ่นประทีป ประสาร
มฤคพิทักษ์ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย ประยูร อัครบวร อยู่ฝ่ายเสื้อเหลือง อีกฝ่ายหนึ่ง
เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง สุธรรม แสงประทุม เหวง โตจิระการ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
อดิศร เพียงเกษ และ วิสา คัญทัพ ยืนอยู่กับฝ่ายทักษิณ และสนับสนุนคนเสื้อแดง

กนกรัตน์ เลิศชูสกุลศึกษาวิจัยเรื่องคนเดือนตุลาและอุดมการณ์ของพวกเขาในเรื่อง
การเติบโตของคนเดือนตุลา:
อำนาจและความขัดแย้งของอดีตนักกิจกรรมปีกซ้ายในการเมืองไทยสมัยใหม่
” (The
Rise of the Octobrists: Power and Conflict among Former Left Wing Student
Activists in Contemporary Thai Politics) เสนอต่อวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน
 กนกรัตน์อธิบายว่ากลุ่มคนเดือนตุลาเริ่มมีบทบาททางสังคมและการเมืองอย่างชัดเจนตั้งแต่หลัง
พ.ศ.2530 โดยมีบทบาททั้งในภาคการเมืองรัฐสภา ภาคธุรกิจ และภาคสังคม
และมีกลุ่มคนเดือนตุลาบางส่วนกลับเข้ามามีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เช่น
กรณีพฤษภาประชาธรรม2535
ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของกลุ่มชนชั้นกลางในเมือง และนำมาสู่การผลักดันการปฏิรูปการเมืองในช่วงที่พรรคไทยรักไทยเริ่มก่อร่างสร้างพรรค
พอดี กลุ่มคนเดือนตุลาเข้าร่วมผลักดันพร้อมกับการฟอกตัวให้เป็นคนดีของสังคม
เป็นเหยื่อความรุนแรงในเหตุการณ์
6 ตุลาที่น่าเห็นใจในการจัดงานรำลึก
20 ปี 6 ตุลา ดังนั้นเพียง 4 ปีจากวันนั้นพรรคไทยรักไทยก็ครองเสียงในสภาจนสามารถตั้งรัฐบาลได้
ที่กล่าวมานี้  การจัดงานรำลึก
20 ปี 6
ตุลาได้กลายเป็นหมุดหมายของความพยายามที่คนเดือนตุลาส่วนใหญ่ฉีกตัวจากอุดมการณ์สังคมนิยมและประกาศว่าสิ้นศรัธาต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
การเข้าป่าจับอาวุธ เป็นความจำเป็นทางการเมือง เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สร้างภาพให้วีรชนวันนั้นต่อสู้เพิ่อประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการเท่านั้น

กนกรัตน์สรุปว่าที่คนเดือนตุลาพ่ายแพ้พร้อมกับพรรคคอมมิวนิสต์
แต่ยังกลับมาสร้างที่ยืนในสังคมและมีบทบาทสำคัญทางการเมืองและสังคมได้
เพราะคนเดือนตุลามีความสามารถพิเศษ ที่คนกลุ่มอื่นไม่มี
และเป็นที่ต้องการของกลุ่มพลังทั้งหลาย นั่นคือ คนเดือนตุลาเป็นนักกิจกรรมที่เคี่ยวกรำท่ามกลางการต่อสู้มาก่อน
และเข้าใจการเมืองของชนชั้นนำดี ร่วมงานกับคนยากจนที่เป็นรากหญ้าได้ คนเดือนตุลาจึงเข้าไปมีบทบาทในพรรคการเมืองทุกพรรค
ในวงการสื่อมวลชน หรือแม้แต่การเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยก็เช่นกัน คนเดือนตุลากลายเป็นนักวิชาการชั้นแนวหน้า
หน้าที่และบทบาทของคนเดือนตุลาจึงกลายเป็นข้อต่อสำคัญอันหนึ่งระหว่างภาครัฐ
ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชนและประชาชนชั้นล่าง กลายเป็นเครือข่ายทางสังคม ที่แม้อุดมการณ์จะไม่ชัดเจนแต่ก็รวมตัวอย่างหลวมๆ

·      ทำไมปีกซ้ายของคนเดือนตุลาจึงหยุดฝัน
หรือกลัวว่าจะเป็นแค่ฝันกลางวัน

ล่าสุดเสกสรรค์
ประเสริฐกุลอดีตผู้นำนักศึกษายุค
14 ตุลา
พูดในงานรำลึก
40 ปี 14 ตุลา ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์
อ้างความห่วงใยเรื่องคนจน เรื่องช่องว่างทางชนชั้น การเกิดของชนชั้นใหม่อย่างที่นักวิชาการหลายคนเคยพูดมาแล้ว  และมาประกาศยอมรับสนับสนุนคนเสื้อแดง
และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจนได้เสียงปรบมือเกรียวกราวเพราะคนฟังไม่คาดว่าจะออกจากปากของเขาที่เงียบงันมานาน
แต่สรุปท้ายปาฐกถาว่าเขายังคงย้ำว่า “ยังไงเราก็ต้องอยู่กับระบบเสรีนิยมและรักษาระบบนี้ไว้….”  ยิ่งกว่านั้นเรื่องแตะต้องโครงสร้างหรือสถาบันไม่ควรทำ
นั่นหมายความว่าความใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ไม่ต้องไปคิดถึง


ขณะที่นักวิชาการฝ่ายซ้ายอย่างใจ
อึ๊งภากรณ์กล่าวไว้ว่า “ สังคมนิยมเป็นประชาธิปไตยที่กว้างกว่าระบบปัจจุบัน
เพราะเรื่องของการผลิตทรัพยากรและทรัพย์สินต่างๆ ถูกกำหนดขึ้นมาโดยคนส่วนใหญ่
นอกจากนี้การใช้มูลค่าส่วนเกินในการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต
ก็มาจากปรึกษาหารือกันในลักษณะประชาธิปไตย ฉะนั้นด้วยแนวคิดแบบสังคมนิยม
เราสามารถจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและอำนาจได้
รวมไปถึงปัญหาเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย เช่น การกดขี่ผู้หญิง
พวกรักร่วมเพศ หรือชนกลุ่มน้อย เป็นต้น”
เช่นนี้แล้วทำไมอดีตนักกิจกรรม
14
ตุลาเหล่านี้จึงไม่ตั้งเป้าสังคมไทยให้ก้าวไกลไปถึงสังคมนิยม
ทำไมหยุดฝัน หรือกลัวว่าจะเป็นแค่ฝันกลางวัน

คนเดือนตุลาส่วนข้างมากหรือเกือบร้อยละเก้าสิบคิดว่าสังคมนิยมล้มเหลวไปหมดแล้ว
ตายไปพร้อมกับการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินเมื่อปี
2532  ก่อนอื่นต้องมาวิเคราะห์ประเทศที่ล้มไปใช่สังคมนิยมหรือไม่?  รัฐสังคมนิยมจำนวนมากไม่ใช่สังคมนิยมจริง มันคือทุนนิยมโดยรัฐหรือเป็นเผด็จการ
ฉะนั้นเมื่อระบอบสังคมนิยมจอมปลอมล้มเหลวไปก็เป็นเรื่องน่ายินดี ทุนนิยมโดยรัฐกับสังคมนิยมแตกต่างกันอย่างไร? ทุนนิยมโดยรัฐเป็นระบบที่เกิดขึ้นจากปัญหาในช่วงการปฏิวัติรัสเซียประมาณปี
1925-1927
ผู้ชนะคือฝ่ายของสตาลินซึ่งต้องการสร้างประเทศรัสเซียให้กลับขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง
ทั้งนี้โดยการกดขี่ประชาชนของตน ระบบดังกล่าวถูกถ่ายทอดในรูปแบบต่างๆกัน
ผ่านความคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย แท้จริงแล้วระบบทุนนิยมโดยรัฐไม่ได้แตกต่างจากระบบทุนนิยมตลาดเสรีสักเท่าไร
ในลักษณะที่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนในการกำหนดอะไรมากมาย
ทั้งยังถูกขูดรีดในบางครั้ง ทุนนิยมโดยรัฐจึงแย่กว่าทุนนิยมตลาดเสรีด้วยซ้ำ
เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจในการกำหนดอนาคต
และสังคมก็ไม่ใช่สังคมที่สร้างขึ้นมาเพื่อคนส่วนใหญ่ ไม่ได้ทำลายความเหลื่อมล้ำ
ไม่ได้สร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับประชาชน ฉะนั้นทุนนิยมโดยรัฐจึงแตกต่างจากสังคมนิยมมาก

·      มีความพยายามที่จะสร้างสังคมนิยมเพื่อโลกใบใหม่ตลอดเวลา

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
ความพยายามสร้างสังคมนิยมปรากฏให้เห็นตั้งแต่ก่อนปี 1917 ในรัสเซีย
จากนั้นเป็นต้นมาการต่อสู้ก็เกิดขึ้นทั่วโลก มีทั้งช่วงที่ลุกสู้และช่วงที่ซบเซา
ช่วงที่ลุกสู้ของบ้านเราก็เช่นในช่วง 14 ตุลา 2516 จากนั้นก็ซบเซาไปหลังจากถูกปราบปรามอย่างหนักในเหตุการณ์
6
ตุลา 2519  รัฐไทยฉวยโอกาสที่กระบวนการนักศึกษาอ่อนแอ และนักสังคมนิยมถูกปราบปราม
มากล่อมเกลาให้เยาวชนรุ่นต่อมาลุ่มหลงกับประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนหรือ ปกปิด เกิดผลผลิตคนรุ่นใหม่ที่รักเจ้า
เชิดชูอำนาจนิยม แม้กระทั่งเชียร์การทำรัฐประหาร แต่ตอนนี้ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
ในตูนีเซีย ตุรกี อียิปต์…การฟื้นตัวของกระบวนการแรงงานในหลายๆ ประเทศ
รวมทั้งการฟื้นฟูแนวคิดสังคมนิยมในหลายๆ ประเทศ  

พลังสำคัญคือกระแสของคนหนุ่มสาว
หรือกระแสที่ต้องการจะสร้างโลกใบใหม่ที่ปราศจากสิ่งที่ชั่วร้าย จากโลกในอดีตและปัจจุบัน
ขณะที่คนเดือนตุลาหลายคนอย่าง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ชอบบ่นว่าหนุ่มสาวไทยไม่สนใจสังคม
เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทยตั้งแต่ยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา เหตุการณ์ 14
ตุลา เป็นประวัติศาสตร์ที่สลับซับซ้อน
กระแสสังคมนิยมซึ่งต้องจบลงด้วยการนองเลือดในสมัย 6 ตุลา2519 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยล่มสลาย
กระแสการต่อสู้ยุคนั้นจึงจบลง แต่กระแสดังกล่าวไม่ได้หายไป ยังขึ้นๆ ลงๆ อยู่
และกระแสการต่อสู้ดังกล่าวไม่ได้เกิดแค่ในประเทศไทยเท่านั้น
มันมีตัวอย่างเชื่อมโยงกันไปทั่วโลก อย่างตอนที่มีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
ในเม็กซิโก อาร์เจนตินา หรือประเทศอื่นๆ ก็มีเหตุการณ์คล้ายๆกัน
แต่เมื่อกำแพงเมืองเบอร์ลินถูกทำลายไป คล้ายกับว่ายุคแห่งการต่อสู้ได้ปิดฉากลงแล้ว
แต่จริงๆไม่ใช่เลย การต่อสู้มีขึ้นมีลง ในประเทศไทยเองก็มีการต่อสู้อยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือกรรมกร รู้สึกไม่พอใจในระดับหนึ่ง แต่ความไม่พอใจดังกล่าวไม่ได้ออกมาในรูปแบบของการนัดหยุดงานหรือประท้วงอย่างที่เราเห็นสมัยหลัง
14 ตุลา กระแสการต่อสู้จึงอาจไม่ชัดเจน


การประท้วงการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 และคนเสื้อแดงในเวลาต่อมา เป็นการประท้วงที่มีความหลากหลาย มาจากหลายฝ่าย หลายวัย และหลายประเภท  องค์กรสังคมนิยมหรือกลุ่มพรรคต่างๆ ที่มีอยู่ในโลก
กำลังถูกท้าทาย บางกลุ่มเปิดกว้าง ฟัง และร่วมมือกับคนอื่นได้
การใช้แนวสังคมนิยมมาร์คซิสต์ต้องไม่ปิดกั้น
กล่าวคือมีวิธีการที่จะจัดการกับปัญหาในโลกนี้หลายแบบ และโลกก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 
40 ปี ของเหตุการณ์
14
ตุลา ผ่านมาแล้ว
ต้องรีบปสรุปบทเรียนและก้าวเดินต่อไปโอกาสการทำงานกับมวลชนคนเสื้อแดงกำลังท้าทายฝ่ายซ้ายไทย
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s