มองการเมือง (ถอยหลัง) ของชนชั้นนำผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม ตอนที่ 2

มองการเมือง (ถอยหลัง) ของชนชั้นนำผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม ตอนที่ 2

พจนา วลัย
องค์กรเลี้ยวซ้าย
25 พ.ย. 56
   
และแล้ว “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ….” ฉบับวรชัย เหมะ ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ถูกเล่นแร่แปรธาตุในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว  ตามที่ได้มีการวิเคราะห์กันในหมู่นักเคลื่อนไหวว่า ร่างฯ ฉบับนี้มีเจตนาซ่อนเร้น คลุมเครือเรื่องการนิรโทษกรรมฆาตกรที่สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553  เพราะในที่สุดได้มีการยัดไส้ให้ร่างฯ ล้างผิดให้แก่ทหารที่ฆ่าประชาชน แกนนำทั้งเหลืองแดง ตลอดจนถึงอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร  ยกเว้นแต่นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ม. 112   ทว่ายังถูกเรียกว่าเป็นร่างฯ ฉบับเหมาเข่ง

กล่าวคือ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2556 คณะกรรมาธิการฯ มีมติให้ความเห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ดังกล่าวด้วยคะแนน 20 ต่อ 7 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง   และเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 56  สภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่านร่างพรบ.นิรโทษกรรมฯ ในวาระ 3 ด้วยมติ 310 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 เสียง และส่งให้วุฒิสภาพิจารณากลั่นกรองต่อไป  (เว็บไซด์มติชน. ฉลุย! สภาฯ ผ่านวาระ 3 นิรโทษกรรม “สุดซอย-เหมาเข่ง” ด้วยคะแนน 310 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง. 1 พ.ย. 56. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1383242242&grpid=00&catid=&subcatid= )

จากนั้นวันที่ 11 พ.ย. วุฒิสภานำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไปพิจารณา และที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ 141 เสียง ไม่รับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ซึ่งส.ว.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับเหมาเข่ง  และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ความขัดแย้งทางการเมืองยุติลง    อีกด้านหนึ่ง พรรคเพื่อไทยได้แถลงยืนยันก่อนแล้วว่า หากวุฒิสภามีมติยับยั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคจะไม่หยิบยกร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่ และจะให้ส.ส.ถอนร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมและร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง รวม 6 ฉบับ ที่ค้างอยู่ในสภาให้หมด (เว็บไซด์ประชาไท.  เพื่อไทยถอยสุดซอย – ถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทุกฉบับ. 6 พ.ย. 56. http://prachatai.com/journal/2013/11/49626 )  ซึ่งเท่ากับว่า จะยังไม่มีการปล่อยนักโทษการเมือง หลังจากที่รอคอยความยุติธรรมมานานกว่าสามปีแล้ว   พรรคได้ให้เหตุผลว่า ต้องการสร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ และเชิญชวนภาคการเมือง เศรษฐกิจและสังคม และประชาชน เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น หาทางสร้างความสามัคคีปรองดองในเวทีสภาปฏิรูปการเมืองที่นายกรัฐมนตรีกำลังดำเนินการอยู่

ผู้เขียนไม่เชื่อว่าจะปรองดองแล้วยุติความขัดแย้งทางการเมืองได้จริง  เพราะ  1) ความยุติธรรมยังไม่บังเกิดแก่ผู้ถูกกระทำหลังการรัฐประหาร ถูกเลือกปฏิบัติจากระบบศาลสองมาตรฐาน ทหารที่ใช้ความรุนแรงทางการเมืองไม่ถูกนำมาลงโทษ  2) พื้นที่อุดมการณ์ประชาธิปไตยยังไม่ถูกรื้อฟื้น ก.ม.หมิ่นฯ 112 ยังคงถูกบังคับใช้ภายใต้รัฐบาลที่เชิดชูกันนักหนาว่ามาจากการเลือกตั้ง   นักโทษการเมืองก็ถูกใช้ต่อรองทางการเมือง ปรองดองกับเผด็จการ   3) ฝ่ายเผด็จการสนับสนุนรัฐประหารต้องการผูกขาดอำนาจและความศรัทธาไว้แต่เพียงฝ่ายเดียว เพื่อรักษาผลประโยชน์ คงสภาพสังคมเดิมไว้ (status quo)    ทำให้นับวันพรรคเพื่อไทย และแกนนำหัวขบวนเสื้อแดง กองเชียร์ของพรรค จะทำผิดพลาดมากขึ้นทุกที จนถูกคนเสื้อแดงที่เป็นอิสระทางความคิดบางกลุ่มประณามว่า หักหลังประชาชนที่ร่วมต่อสู้กับพรรค ต้านอำมาตย์ที่โค่นล้มระบบเลือกตั้ง

นอกเหนือจากความผิดพลาดที่พรรคเพื่อไทยเสนอพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯฉบับเหมาเข่งเข้าสู่สภา และการไม่มีนโยบายรื้อฟื้นประชาธิปไตยที่ถูกทหารแทรกแซงกลับคืนสู่สังคม  ยังประสบปัญหาจากการใช้แนวนโยบายประชานิยม ที่กำลังเดินไปสู่ทางตัน คือรายได้ งบประมาณของรัฐจำกัดมากขึ้น  ไม่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนเท่าที่ควร เพราะมีปัญหาในทางปฏิบัติมาก อีกทั้งความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจยังดำรงอยู่

ผู้เขียนต้องการนำเสนอข้อผิดพลาดของรัฐบาลและหัวขบวนเสื้อแดง ปัญหาสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน และทางออกสำหรับขบวนการเสื้อแดง ให้หลุดพ้นจากการเมืองที่ช่วงชิงอำนาจ ทำรัฐประหาร กดขี่ประชาชนโดยพวกชนชั้นนำ

ข้อผิดพลาดของพรรคเพื่อไทย

1.    การยกโทษให้แก่ฆาตกร ฆ่าประชาชนผู้ชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 ในขณะที่คนพวกนี้ไม่รู้สึกรู้สาอะไร
2.    การคงกฎหมายเผด็จการ ก.ม.อาญามาตรา 112 และทอดทิ้งนักโทษคดีนี้ไม่ให้รับความยุติธรรม แม้แต่สิทธิในการประกันตัว
3.    การคำนึงถึงผลประโยชน์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มากกว่าหลักสิทธิเสรีภาพของนักโทษการเมืองและความยุติธรรม โดยใช้อุบายเอาเสรีภาพของนักโทษแลกกับการกลับมาของทักษิณ ปรองดองทำแนวร่วมกับฆาตกร และคณะผู้ก่อการรัฐประหาร เพื่อให้รัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไป

ข้อผิดพลาดของแกนนำเสื้อแดง คือการไม่ทำอะไรเพื่อรื้อฟื้นประชาธิปไตยอย่างจริงจัง กล่อมเกลาให้มวลชนเป็นกองเชียร์ให้พรรคเพื่อไทยมากกว่าสร้างความเป็นอิสระทางความคิดและมีวาระการเมืองเป็นของตัวเอง  ซ้ำล่าสุดโจมตีกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม 53 ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับวรชัยตั้งแต่แรก ด้วยท่าทีที่ลดทอนความน่าเชื่อถือของร่างฯนี้ เช่น หาว่าจะทำให้นักโทษการเมืองถูกขังต่อไปบ้าง (เว็บไซด์ ข่าวรัฐสภาถึงประชาชน. เปิดร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับญาติผู้สูญเสียสลายชุมนุม เม.ย. – พ.ค. 53.  http://news.parliament.go.th/program/scoop/1464.html )  ไม่ได้นิรโทษผู้ที่ต้องคดีอยู่ในเรือนจำโดยเฉพาะคดีเผาทำลายทรัพย์สิน และคดีอาญาร้ายแรงต่างๆ มากกว่ามีท่าทีหนุนหลักการเอาผิดคนสั่งฆ่าและฆ่าประชาชน และหลักสิทธิในการประกันตัวนักโทษการเมือง

และแล้ว วาทกรรมคนดีมีศีลธรรม รักชาติรักแผ่นดิน รักพระมหากษัตริย์ของพรรคประชาธิปัตย์และพวกเสื้อเหลืองก็หวนคืนสู่การเมืองบนท้องถนน (ราชดำเนิน) ในฐานะที่ถูกรัฐบาลกระทำ จากร่างพ.ร.บ.เหมาเข่ง ล้างผิดให้ทักษิณ คนโกงชาติ และมีผู้ชุมนุมมาร่วมแสดงพลังนับแสน เมื่อวันที่ 24 พ.ย. จากการถูกยกระดับมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ 31 ต.ค.  โดยชูธงล้มรัฐบาล ขจัดตระกูลชินวัตรออกไปจากการเมือง เพราะเป็นต้นตอของความชั่วร้ายทั้งหมด  โดยอ้างตรรกะเผด็จการรัฐสภาเหมือนเช่นก่อนการรัฐประหารปี 49 คือ ระบอบทักษิณทำให้ระบบรัฐสภาเป็นเพียงตรายางของนายทุน ให้เข้ามามีอำนาจโดยผ่านการเลือกตั้งที่ทุจริต ซื้อเสียง สภากลายเป็นสิ่งไม่ดี ทำให้เกิดเผด็จการรัฐสภา เกิดสภาทาส เป็นศูนย์รวมอำนาจของระบอบทักษิณ คุกคามศาล ใช้คนยากจนเป็นเครื่องมือ กดขี่ขูดรีด   จึงนำไปสู่การเรียกร้องปฏิรูปประเทศไทย เชิดชูการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยสมบูรณ์แบบ (จากนั้นก็กลายเป็นการเชิดชูระบอบการปกครองด้วยกษัตริย์)  และได้ลงชื่อถอดถอนส.ส. 310 คน ประกาศขอให้มีการนัดหยุดงาน ต่อต้านสินค้าของเครือข่ายชินวัตร  (เว็บไซด์ Oknationblog.  เทพเทือกยกระดับม็อบเรือนล้าน : คำปราศรัยสุเทพ เทือกสุบรรณ คำต่อคำประกาศยกระดับ. 15 พฤศจิกายน 2556. http://www.oknation.net/blog/political79-2/2013/11/15/entry-2 )

ส่วนปฏิกิริยาตอบโต้ของรัฐบาลและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คือการเรียกหาพลังคนเสื้อแดง คานอำนาจกับพวกประชาธิปัตย์ ด้วยวาทกรรมต่อต้านการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ รักษารัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มาจากการเลือกตั้ง  การแก้ไขก.ม.ร.ธ.น.เป็นอำนาจของรัฐสภา เพราะรัฐสภามาจากอำนาจของประชาชน จะต้องไม่มีอำนาจนอกระบบ มือที่มองไม่เห็นเข้ามาแทรกแซงอีกครั้ง  และปฏิเสธคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้การแก้ไขที่มาและคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา ที่ให้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเป็นโมฆะ เพราะขัดกับร.ธ.น.มาตรา 68 เข้าข่ายการล้มล้างการปกครอง  (ตามคำร้องของ 4 คณะบุคคล โปรดดู น.ส.พ.ไทยรัฐ.  เปิดคำวินิจฉัยประวัติศาสตร์(ฉบับเต็ม) แก้รธน.ที่มาส.ว. ขัด ม.68.  25 พ.ย. 56.  http://www.thairath.co.th/content/pol/384202 )

การเมืองถอยหลังของชนชั้นนำไทย

การเมืองของผู้นำ ชนชั้นนำสองฝ่ายข้างต้นวนเวียนอยู่กับข้อถกเถียงเก่าๆ ช่วงชิงอำนาจรัฐมากกว่าการผลักสังคมไปข้างหน้า พรรคเพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดงไม่จริงใจ คิดภายใต้กรอบเสรีนิยมที่ยื่นเสรีภาพเฉพาะระดับผู้นำ นายทุน   ส่วนพวกประชาธิปัตย์ เสื้อเหลืองที่หนุนรัฐประหารยังมีพลังแต่การเมืองล้าหลังดักดานยิ่งกว่า เนื่องจากยังใช้วาทกรรมรักชาติรักแผ่นดิน ที่ไปด้วยกันได้ดีกับอุดมการณ์ของกลุ่มนักสหภาพแรงงาน นักพัฒนาเอกชนเอ็นจีโอจำนวนมาก  แม้จะมีการเรียกร้องปฏิรูปประเทศไทย แต่ผู้เขียนมองว่าในมุมของพวกประชาธิปัตย์ เป็นแค่ข้ออ้าง เพื่อให้การชุมนุมมีแนวร่วมมากขึ้น  ส่วนมวลชนอาจต้องการปฏิรูปสังคม แต่ให้อยู่ร่วมกันได้กับวัฒนธรรมของฝ่ายขวา  ยินยอมให้แกนนำจากพรรคปชป.นำการชุมนุม  ยอมรับที่จะรักษาก.ม.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพไว้เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม (เว็บไซด์ประชาไท. กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ประกาศสถานการณ์ปฏิวัติประชาชน. 11 พ.ย. 56, http://prachatai.com/journal/2013/11/49788 )  นั่นคือเป็นพวกปฏิรูปที่พร้อมใช้แนวฟาสซิสต์ทำลายประชาธิปไตย

สำหรับขบวนการภาคประชาชนที่สนับสนุนการต่อสู้ตามแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ออกมาต้านนิรโทษกรรมเหมาเข่งที่ล้างผิดให้ทักษิณ มากกว่ากล่าวถึงการเอาคนสั่งฆ่าประชาชนปี 53 มาลงโทษ  แม้จะมีสอดแทรกประเด็นปัญหาสิทธิเสรีภาพของแรงงาน แต่พูดภายใต้กรอบอุดมการณ์ฝ่ายขวา ดังเห็นจากแถลงการณ์ของสรส.  (สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) แถลงการณ์ฉบับที่ 4 เรื่อง ร่วมสำแดงพลังเปลี่ยนแปลงประเทศไทย. ที่มา เว็บไซด์ สรส. http://www.thaiserc.com/ ) ที่ต้องการปฏิรูปประเทศที่ให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพมีส่วนร่วมตามสัดส่วน  พร้อมกับยอมรับเรื่องระบบสรรหาส.ว.ตามคำตัดสินของศาลร.ธ.น. (เครื่องมือรับใช้ผู้ก่อการรัฐประหาร 49)  การเคลื่อนไหวของแรงงานกลุ่มนี้ วนเวียนอยู่กับฐานคิดจุดยืนเดิม มุ่งเอาชนะทุนทักษิณอย่างเดียวโดยไม่สนใจกติกาประชาธิปไตย

กรอบคิดของฝ่ายขวากำลังโกหกคำโตว่าจะสามารถปฏิรูปประเทศไทยได้ เพราะ

1.    ไม่มีข้อเสนอรูปธรรมว่าจะปฏิรูปอะไร อย่างไร ให้ประชาชนมีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากขึ้น
2.    ถ้ามี ประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายของประเทศ ควบคุมตรวจสอบการทำงานของรัฐ ตัวแทนของตนได้อย่างไร หากไม่มีอำนาจอยู่ในมือ เช่น อำนาจศาล ตุลาการที่ยังไม่สามารถเลือกตั้ง ตรวจสอบ ถอดถอนได้ แล้วจะเรียกได้อย่างไรว่า อำนาจตุลาการคืออำนาจอธิปไตยอำนาจหนึ่งของประชาชน ตามที่พร่ำสอนกันในสถาบันการศึกษา  องค์กรอิสระ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาที่ผ่านมาก็เลือกปฏิบัติกับคนเสื้อแดง ผู้ต่อต้านรัฐประหาร องค์กรสิทธิมนุษยชนสองมาตรฐาน จึงไม่มีความเชื่อมั่นที่คนยากจน ผู้ใช้แรงงานจะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้เสมอหน้ากับผู้มีอำนาจรัฐและทุนทุกกลุ่มทุกฝ่าย
3.    คำว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เอาเข้าใจจริงมีผลประโยชน์เดียวกันกับประชาชนหรือไม่  ความมั่งคั่งของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาจากอะไร ศาสนาสอนให้เรามีสิทธิเสรีภาพได้จริงหรือ ชาติที่ว่าหากเป็นของประชาชน แล้วทำไมยังยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ทหาร ศาสนา ไสยศาสตร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้
4.    การส่งเสริมสิทธิในการชุมนุม รวมตัว เพิ่มอำนาจในการเจรจาต่อรองของแรงงานไม่สามารถเข้าถึงได้จริงภายใต้รัฐเผด็จการอำนาจนิยม หรือภายใต้การบริหารของพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด ที่คอยเป่าหูสาธารณชนอยู่ตลอดเกี่ยวกับเผด็จการรัฐสภา  วาทกรรมที่ทำลายระบบการเลือกตั้ง ในขณะที่ตัวเองขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยการเข้าข้างเผด็จการทหารและมือเปื้อนเลือด  ทั้งไม่มีข้อเสนอปรับปรุงระบบเลือกตั้งให้โปร่งใส ขจัดคอรัปชั่นออกไป และส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครองสู่ประชาชนในท้องถิ่น  ฉะนั้นการพูดถึงปัญหาคอรัปชั่นที่ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมจึงเป็นเรื่องโกหก
5.    ประวัติศาสตร์การเมืองในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย และในอดีตของไทย แรงงาน คนยากจนต่อต้านเผด็จการทหาร ที่คอรัปชั่นอำนาจและผลประโยชน์ของประชาชน  เพราะวัฒนธรรมทหารนิยมที่โน้มเอียงใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตใดๆ ได้
6.    การทำลายเสรีภาพในการถกเถียงความคิดทางการเมืองที่ก้าวหน้า ไม่อนุญาตให้ประชาชนมีอำนาจที่สมบูรณ์ ด้วยกฎหมายเผด็จการปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน  ฉะนั้นหากจะสู้เรื่องประเด็นแรงงาน ต้องยอมรับกรอบชาตินิยม ปิดปากตัวเองไม่วิจารณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และทหารใช่หรือไม่  ต้องตกเป็นทาส เป็นกบเลือกนายเช่นนั้นหรือ แล้วเมื่อไรมวลชนจะมีความคิดก้าวหน้า แข่งขันการเมืองของพวกชนชั้นปกครอง และเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างที่ต้องการ

ดังนั้น การเมืองของฝ่ายขวา ที่จ้องขจัดระบอบทักษิณก็ได้เข้าทำลายระบบประชาธิปไตยไปพร้อมๆ กัน  ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศจึงไม่ได้ประโยชน์จากการเมืองของพวกล้าหลังนี้

ทางออก : ไปให้ไกลกว่ากรอบคิดเสรีนิยมและประชานิยม

เนื่องจากผู้เขียนไม่ได้คาดหวังอะไรจากพรรคเพื่อไทย แต่คาดหวังให้ขบวนการเสื้อแดงเอาชนะฝ่ายเผด็จการอำมาตย์ และเอาชนะใจมวลชนมากขึ้น  ฉะนั้น จึงควรแก้ไขข้อผิดพลาดดังที่กล่าวมา ไม่ให้ถูกฝ่ายตรงข้ามฉุดกระชากการเมืองไทยให้ถอยหลัง นำพาประชาชนลงเหว   ต้องมุ่งทำงานปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองวัฒนธรรม ไปให้ไกลกว่ากรอบคิดเสรีนิยมและประชานิยม สู่ทิศทางการสร้างรัฐสวัสดิการ

ทั้งนี้ นโยบายประชานิยมของรัฐบาลเริ่มส่อแววถึงทางตัน ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่สามารถกระจายปัจจัย ทรัพยากร ความมั่งคั่งอย่างยุติธรรม ไม่ช่วยลดปัญหาการคอรัปชั่น  และแนวเสรีนิยม (มือใครยาวสาวได้สาวเอา) ที่ปัญญาชนและนักการเมืองกระแสหลักเชียร์อยู่ไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยให้ประชาชนมีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ

แน่นอน รัฐต้องมีหน้าที่ดูแลประชาชน คนยากจน ผู้ใช้แรงงาน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี แต่จากการอ่านบทวิเคราะห์เรื่องนโยบายประชานิยม และติดตามบางโครงการ เช่น โครงการรับจำนำข้าว เงินเดือนป.ตรี 15,000 ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 มองว่า ประเด็นปัญหาหลักคือ ประชาชนยังยากจนอยู่ รายได้และสวัสดิการต่ำ คุณภาพชีวิตไม่ดีขึ้น ทำงานหนักแต่ไม่มีหลักประกัน ตกงานง่าย เพราะรัฐไม่มีรายได้พอที่จะดูแลประชาชน ทั้งๆ ที่เงินมีเยอะ และประเทศไทยไม่ใช่ประเทศยากจน

ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวล่าสุด ที่ชาวนายังไม่ได้รับเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งผู้เขียนมองว่า ไม่ใช่ปัญหาการขาดทุนสองแสนล้านบาท อย่างที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ยกมาเป็นข้อวิจารณ์หลัก เพราะสนใจแต่เรื่องปัญหาวินัยการคลัง การแทรกแซงกลไกตลาดราคาข้าว เกิดปัญหาระบายข้าวในราคาที่ต่ำและทำให้รัฐขาดทุน  (นิพนธ์  พัวพงศกร. 27 มิ.ย. 56 ปัญหาจากการล่มสลายของโครงการรับจำนำข้าว. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. http://tdri.or.th/tdri-insight/rice-pledging-scheme-problem-nipon/ )   ผู้เขียนกลับมองว่า จะทำอย่างไรให้การช่วยเหลืออุดหนุนของรัฐมีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือชาวนายากจนมากกว่านี้ เพื่อความมั่นคงของชาวนารายย่อย  ซึ่งองค์กรเลี้ยวซ้ายได้มีข้อเสนอแก้ปัญหาผู้ผลิตให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และแก้ปัญหาผู้บริโภคให้สามารถซื้อข้าวในราคาถูก  ด้วยการให้รัฐรับซื้อข้าวราคาแพงจากชาวนา และขายข้าวราคาถูกให้แก่ผู้บริโภค ในส่วนต่างนั้นรัฐก็นำเงินภาษีที่เก็บในอัตราก้าวหน้าจากคนรวยมากๆ  โดยเฉพาะพวกโรงสี พ่อค้าส่งออกข้าว ในอัตราสูงพิเศษมาอุดหนุน หรือไปลดงบประมาณอื่นๆ ที่สิ้นเปลือง เช่นงบประมาณทหาร และงบพิธีกรรมต่างๆ (อ่านเพิ่มเติมใน วัฒนะ วรรณ. 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556. ลดเงินจำนำข้าว ความอัปลักษณ์ของพวกคลั่งกลไกตลาด. เว็บไซด์องค์กรเลี้ยวซ้าย http://turnleftthai.blogspot.com/2013/07/blog-post_11.html )

การเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า บทพิสูจน์ความรักต่อประชาชน

ขบวนการคนเสื้อแดงจะต้องพิสูจน์ว่าผู้นำของตัวเองรักประชาชนจริงหรือไม่  แรงงานก็ต้องพิสูจน์เช่นกันว่า ผู้นำแรงงานมีวิสัยทัศน์และความจริงใจในการสร้างผลประโยชน์ทางชนชั้นและประชาธิปไตยของแรงงานหรือไม่  เพราะการเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้าจะต้องไม่มีข้อยกเว้นให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่นเดียวกันกับระบบในอังกฤษ  และเพิ่มอัตราการเก็บภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและรายได้นิติบุคคลจากคนรวยมากๆ  เพราะคนรวยจำนวน 20% ของประชากรทั้งหมดในประเทศมีรายได้เท่ากับ 50%-60% ของจีดีพี มีบัญชีเงินฝากธนาคาร ถือครองที่ดินจำนวนมาก ซื้อขายที่ดินเก็งกำไร เล่นหุ้น  ระดับผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นบริษัทมีรายได้มากกว่าพนักงาน 60-100 เท่า  แต่การจัดเก็บรายได้โดยภาพรวมของไทยอยู่ในระดับต่ำ อยู่ที่ร้อยละ19 ต่อ GDP ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่มอาเซี่ยน  และค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว   ฉะนั้นหากเพิ่มฐานการเก็บภาษีทรัพย์สินจากคนรวยจำนวนสามแสนกว่าคน จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่ำร้อยละ 22 ของจีดีพี

ทว่า รัฐบาลกลับดันนโยบายลดอัตราภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเพื่อนำเงินไปใช้บริโภคมากขึ้น หลังจากที่ลดภาษีรายได้นิติบุคคลให้บริษัทเพื่อจูงใจนักลงทุน  โดยหวังว่าเมื่อคนมีรายได้มากขึ้น ก็ใช้จ่ายมากขึ้น และหวังว่าการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะช่วยดึงดูดผู้มีรายได้ให้เข้าสู่ระบบฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามากขึ้น (ปัจจุบันมีผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในระบบประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้น) ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพื่อใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศได้มากขึ้น (เว็บไซด์ อาร์วายทีไนน์. รายงานภาวะเศรษฐกิจรายวันประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556, http://www.ryt9.com/s/mof/1781630 )   แต่รัฐบาลไม่มีนโยบายเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ใช้แรงงานให้เพียงพอต่อการค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก และเพิ่มหลักประกันความมั่นคงตั้งแต่เกิดจนตาย  เช่น จัดสวัสดิการเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี เงินบำนาญให้แก่ประชาชนอย่างถ้วนหน้า  ซึ่งเท่ากับว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะตกเป็นภาระของปัจเจก /ครอบครัวแบบตัวใครตัวมัน   เมื่อรัฐบาลไม่ได้รักไม่ได้จริงใจต่อประชาชน ฉะนั้นจึงเป็นภารกิจของคนเสื้อแดง ผู้รักประชาธิปไตยที่จะทวงคืนความยุติธรรม สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นจริง

                                  —————————————————-

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s