ผู้หญิง : พลเมืองชั้นสองของสังคมชนชั้น

Normal
0

false
false
false

EN-US
X-NONE
TH

MicrosoftInternetExplorer4

/* Style Definitions */
table.MsoNormalTable
{mso-style-name:ตารางปกติ;
mso-tstyle-rowband-size:0;
mso-tstyle-colband-size:0;
mso-style-noshow:yes;
mso-style-priority:99;
mso-style-qformat:yes;
mso-style-parent:””;
mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt;
mso-para-margin:0cm;
mso-para-margin-bottom:.0001pt;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:10.0pt;
font-family:”Calibri”,”sans-serif”;}

โดย  พจนา วลัย
จากกรณีที่เป็นข่าวใหญ่
2 ข่าวคือ การข่มขืนแล้วฆ่าเด็กอายุ 6 ขวบ
และกรณีมารดาหมอนิ่มจ้างวานฆ่าลูกเขยที่ตบตีลูกสาวของตัวเองมาเป็นเวลานาน
ทำให้เห็นถึงความเรื้อรังของปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อภรรยาและเด็กในสังคมไทย ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก
มีหลายเรื่องที่กดขี่ผู้หญิงให้ต่ำต้อยกว่าผู้ชายและเป็นพลเมืองชั้นสองของสังคม
เช่น การข่มขืน กระทำชำเรา ทำอนาจาร ค้าประเวณี การทำให้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศด้วยภาพลามก
สินค้าโฆษณาดึงดูดด้วยเรื่องเพศและกามารมณ์ พรหมจรรย์และความซื่อสัตย์ของผู้หญิงถูกกำหนดว่าเป็นเรื่องสำคัญในครอบครัว
ในขณะที่สังคมไม่ตำหนิประณามผู้ชายที่มีชู้หรือภรรยามากกว่า
1 คน
การที่หญิงมีชู้กลายเป็นเหตุหย่า แต่ผู้ชายกลับไม่ เด็กหญิงที่แต่งงานขาดโอกาสการศึกษา
ผู้หญิงได้รับการศึกษาต่ำกว่าและทำให้ได้รับค่าจ้างต่ำ การร่วมเพศกับเด็กอายุไม่ถึงสิบห้าถือเป็นความผิดที่สามารถพ้นผิดได้หากมีการแต่งงาน
  (ใน กฎหมายอาญาหมวดที่ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเพศ
มาตรา
277 วรรคท้ายระบุว่า
“ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกระทำโดยบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปีกระทำ
ต่อเด็กซึ่งมีอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นยินยอม
และภายหลังศาลอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ
ถ้าศาลอนุญาตให้สมรสในระหว่างที่ผู้กระทำผิดกำลังรับโทษในความผิดนั้นอยู่ ให้ศาลปล่อยผู้กระทำความผิดนั้นไป”
)
  ผู้หญิงถูกกำหนดให้ต้องดูแลบ้านเลี้ยงลูก
โดยไม่ได้เรียนต่อ ขาดโอกาสได้งานดีๆ ทำ
ปัญหาที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน
ดังเช่นปัญหาการข่มขืนพบว่า
60% เป็นเด็กที่ถูกกระทำมากกว่าผู้หญิง  (40%)  สำหรับผู้หญิงมักถูกกระทำโดยคู่สมรสมากที่สุด (49.25%)  รองลงมาคือแฟน เพื่อน ผู้ดูแล
พ่อ พ่อเลี้ยง ญาติ เพื่อนบ้าน นายจ้าง ครู ตามลำดับ  ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคนใกล้ชิด และสาเหตุมาจากสุรา
ยาเสพติด หึงหวง สุขภาพจิต ตกงาน ฐานะทางเศรษกิจ  (จิตราภา สุนทรพิพิธ.
การกระทำความรุนแรงต่อสตรี. อนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ด้านสิทธิเด็ก
สตรีและความเสมอภาคของบุคคล)
หลายประเทศมองปัญหาความรุนแรงในครอบครัวว่า
เป็นปัญหาระดับโครงสร้างและวิธีคิดของคนในสังคม และไม่มีวันจะแก้ปัญหานี้ได้ ตราบใดที่ยังเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมไม่ได้
ล่าสุดรัฐบาลประเทศอังกฤษถึงกับประกาศนโยบายใหม่ ตั้งใจจะขุดรากถอนโคนปัญหานี้ ด้วยการเริ่มสอนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ
(
gender
equality) กันแบบจริงๆ จังๆ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล เด็กๆ จะถูกสอนว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องเลวร้าย
ไม่ปกติ และไม่ควรต้องทนอยู่กับความรุนแรง (ธัญญา ใจดี.
คลี่กฎหมายข่มขืน :
คุ้มครองเด็กได้จริงหรือ
?.
เว็บไซด์ของมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง, http://www.whaf.or.th/?p=587
)
คณะอนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ด้านสิทธิเด็ก
สตรีและความเสมอภาคของบุคคล สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปว่าความรุนแรงมาจากระบบชายเป็นใหญ่
ในงานสัมมนาเรื่องผู้หญิงถูกทำร้ายที่ชื่อภรรยา เมื่อวันที่
24
ธ.ค.ที่ผ่านมา  แม้จะมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แต่ก็ยังมีผู้เสียหายจากกรณีความรุนแรงเป็นจำนวนมากทุกปี เช่นในปี
54 มีจำนวน  27,000 กว่ากรณี ที่ชี้วัดได้ว่ากลไกของรัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาและคุ้มครองสิทธิเด็กและผู้หญิงได้  วิทยากรบางท่านมองว่า เป็นเรื่องของระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคนในสังคม
ที่ปกครองกันด้วยวัฒนธรรมจารีต และการทำให้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ  ทั้งยอมรับว่าสามีที่เป็นแรงงานคอปกขาวมักถูกกระทำโดยนายจ้างและมาระบายอารมณ์กับภรรยาที่บ้าน
นอกจากทำร้ายร่างกาย
ยังมีการทำร้ายจิตใจด้วยอคติทางเพศ ในหมู่คนที่ถูกทำร้าย
ครึ่งหนึ่งเคยคิดฆ่าตัวตาย และพบว่าผู้หญิงมักทนสามีเพราะถูกสั่งสอนมาว่าต้องอดทน
มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องสังคม ทำให้การปกป้องตัวเองต่ำ
ถูกครอบงำความคิด  บางรายพยายามแยกทาง
แต่ถูกสามีรบกวน ถูกทำร้ายร่างกายซ้ำๆ หลายปี มีความแค้นสะสมและนำไปสู่การแก้แค้นของภรรยา
แต่ยังมีบางรายแยกทางกับสามีได้ และชีวิตดีขึ้น 
จากข้างต้น หากมองในมุมมองชนชั้น จะเห็นว่า  ผู้หญิงถูกกระทำในครอบครัว สถานที่ทำงาน
สื่อโฆษณาและชุมชนโดยรวมที่เป็นระบบสังคมชนชั้น กำหนดหน้าที่และบทบาทผู้หญิงและผู้ชาย  ดังนี้
1.              
ในครอบครัว
ผู้หญิงถูกกำหนดให้เลี้ยงลูก ทำงานบ้าน ดูแลสามี ในพิธีแต่งงานผู้หญิงต้องกราบสามี
การมอบสินสอดที่สะท้อนการเป็นกรรมสิทธิ์ เป็นเจ้าของ ส่วนผู้ชายถูกกำหนดให้มีหน้าที่หาเงินมาเลี้ยงครอบครัว
2.              
ในสถานที่ทำงาน
ผู้หญิงได้รับค่าจ้างต่ำกว่าผู้ชาย เนื่องด้วยการศึกษาต่ำกว่า ได้รับสวัสดิการต่ำ ไม่ได้รับการส่งเสริมเลื่อนขั้น
เป็นผู้นำ  ถูกนายจ้าง
ผู้บังคับบัญชาละเมิดทางเพศ
3.              
สื่อโฆษณา
ถูกทำให้เป็นสินค้า ดึงดูดผู้บริโภค ลูกค้าด้วยเรื่องเพศและกามารมณ์
4.              
สถานศึกษา
มีการปลูกฝังวัฒนธรรมจารีต อนุรักษ์นิยม ไม่อนุญาตให้วิพากษ์วิจารณ์ผู้ใหญ่ ใช้ระบบอาวุโส
เดินตามผู้ใหญ่ (ผู้นำ) หมาไม่กัด ทำให้เด็กขาดความมั่นใจ ไม่กล้าทำสิ่งที่แตกต่าง
5.              
ชุมชน สังคมผลิตซ้ำวัฒนธรรม
วิธีคิดข้างต้น ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำซาก คนยอมรับความไม่เท่าเทียม
ไม่อนุญาตให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเต็มที่ มีการครอบงำความคิดสูง ทำให้สังคมมีลักษณะใช้กำลังในการตัดสินปัญหาความขัดแย้ง
อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ ไม่ใช่สังคมที่อุดมไปด้วยปัญญา บรรยากาศการถกเถียง
วิพากษ์วิจารณ์ เสริมสร้างความรู้ และเคารพคนที่คิดต่างจากกรอบอนุรักษ์
ไม่เคารพความเป็นมนุษย์ ทำให้การกดขี่เป็นเรื่องที่พบเห็นเป็นประจำ
ดังนั้น วัฒนธรรมอำนาจนิยมจึงมาพร้อมกับการใช้กำลัง
เงิน ตำแหน่งหน้าที่ และบทบาทในสังคม ส่วนความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ในการใช้ความรุนแรงและการยับยั้งชั่งใจ  สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างข้าราชการกับประชาชน ผู้ใหญ่กับเด็ก
นายจ้างกับลูกจ้าง ครูกับนักเรียน สามีกับภรรยา มาจากตำแหน่งในโครงสร้างชนชั้นมากกว่าระบบชายเป็นใหญ่
ยิ่งหากเป็นสังคมเผด็จการ มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงก็ยิ่งปรากฎให้เห็นถึงความไม่ยุติธรรมของการใช้อำนาจปกครอง
ในทางกลับกัน ในมุมผู้ชาย ถามว่าผู้ชายซึ่งก็มีฐานะไม่ต่างจากผู้หญิงจะได้ประโยชน์อะไรจากระบบชายเป็นใหญ่
เมื่อฐานะและความเป็นอยู่ในครอบครัวไม่ดีขึ้น ไม่ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการที่ดี
ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน อำนาจต่อรองในที่ทำงานน้อย ถูกลิดรอนเสรีภาพ ที่นำไปสู่ปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน
 ดังนั้น ผู้ชายซึ่งถูกเรียกร้องให้มีหน้าที่หาเงินมาเลี้ยงครอบครัว
มีบทบาทเป็นผู้นำ ผู้บริหาร ก็ถูกกระทำด้วยเช่นกัน
วิธีการแก้ไขความรุนแรงทางเพศ การกดขี่สตรี คือ
ขจัดทัศนคติเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของผู้หญิงและผู้ชายในครอบครัวและสังคม
รวมถึงประเพณีดั้งเดิมที่เปิดโอกาสใช้ความรุนแรงต่อสตรี ในภาษาการเมืองคือวัฒนธรรมอำมาตย์
 ที่ยอมรับอำนาจเผด็จการจากคนตำแหน่งสูง
กดทับและกีดกันคนธรรมดาไม่ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ การดูแลจากรัฐเต็มที่
เราจึงต้องสร้างความสามัคคีของคนชนชั้นล่างไม่ว่าเพศหญิงหรือชาย
ให้เข้าใจปัญหานี้ร่วมกัน เพื่อปลดแอกจากระบบชนชั้น สร้างอิสรภาพทางความคิด
และร่วมผลักดันสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี 
ข้อเรียกร้องจากขบวนการสิทธิสตรี
และขบวนการแรงงานในปัจจุบันที่มาจากการต่อสู้ทางชนชั้น ช่วยปลดแอกความไม่เสมอภาคทางเพศ
ได้แก่  สิทธิในการเลือกตั้ง
1
คน 1 เสียง สิทธิในการยุติการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม
(ทำแท้ง) สิทธิลาเลี้ยงดูบุตรที่เพิ่งเกิดของสามีเท่ากับผู้หญิง
สวัสดิการตัวเงินดูแลบุตรธิดา ศูนย์เลี้ยงดูเด็กเล็กในสถานประกอบการ โควต้าการดำรงตำแหน่งของผู้หญิงในโครงสร้างการบริหารงานองค์กร
และการนำในเวทีต่างๆ การยอมรับการตั้งครรภ์ไม่พร้อมของวัยรุ่น
ไม่ให้ถูกไล่ออกจากโรงเรียน สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานที่ไม่กระทบต่อการตั้งครรภ์
การเรียนฟรีถึงขั้นสูง การรักษาพยาบาลฟรี หรือราคาถูก   กล่าวคือ การเรียกร้องให้มีรัฐสวัสดิการครบวงจร
มาตรฐานเดียว กระจายรายได้ กระจายอำนาจ และสร้างประชาธิปไตยในเรื่องของการส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ความเสมอภาคของคน และเพิ่มอำนาจการตรวจสอบหน่วยงานรัฐ ทุน สื่อมวลชนไม่ให้ควบคุม
กดขี่ประชาชน

————————————————————————–
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s