อียิปต์ในวันที่มืดมน

อียิปต์ในวันที่มืดมน
แปลและเรียบเรียงโดย นุ่มนวล  ยัพราช

โดยทั่วไปเรามีความคุ้นเคยกับการปฏิวัติผ่านการอ่านเรื่องราวที่ถูกบันทึกลงประวัติศาสตร์
มีจุดเริ่มต้นและมีจุดจบ เราอ่านประวัติศาสตร์เพราะเราต้องการเรียนบทเรียน
เพื่อรู้ว่าแต่ละลัทธิทางการเมืองมันแสดงตนอย่างไรในสถานการณ์หนึ่งๆ  เหตุการณ์ในอียิปต์มันเป็นโอกาสทองสำหรับพวกเราที่จะเรียนรู้การปฏิวัติในยุคของเรา
การต่อสู้ทางการเมืองที่มีการเดินหน้าและถอยหลัง ซึ่งมันมีผลต่อการยกระดับการต่อสู้ทั้งในรูปธรรมและจิตสำนึกทางการเมือง
พัฒนาการดังกล่าวเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
เราจะรับมือกับความขัดแย้งเหล่านี้อย่างไรภายใต้ผลประโยชน์ทางชนชั้นและการปกป้องการปฏิวัติไม่ให้ถูกอำนาจเก่าทำการปฏิวัติซ้อน
วัสสิม แวกดี้ ซึ่งเป็นนักสังคมนิยมปฏิวัติในอียิปต์
ได้อธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอิยิตป์ยุคปัจจุบัน
ซึ่งผู้แปลคิดว่ามีความน่าสนใจ และ
เราสามารถนำมาประยุกต์มองสถานการณ์ในประเทศไทยได้เช่นกัน



     การปฏิวัติอียิปต์เพิ่งครบรอบ 3 ปีในเดือนมกราคม
ซึ่งมวลชนหลายล้านคนได้ตั้งความหวังไว้สูงกับการปฏิวัติเมื่อพวกเขาเหยียบย่างเข้าสู่ถนนของการปฏิวัติ
การปฏิวัติยังไม่สามารถออกลูกออกผลเป็นรูปธรรมที่มีศักยภาพยกและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมวลชนธรรมดาได้
อย่างไรก็ดีอียิปต์นั้นยังอยู่ในกระบวนการของการปฏิวัติ ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์ทางการเมืองนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา
     มีการพาดหัวข่าวอย่างใหญ่โตว่า
รัฐธรรมนูญของกองทัพได้รับเสียงสนับสนุนอย่างล้นหลาม 98
% ซึ่งฟังดูแล้วมันชวนให้น่าตกใจ
แต่ถ้ามองภาพรวมของชัยชนะดังกล่าวมันจะให้ภาพอีกภาพๆหนึ่งซึ่งสะท้อนความเป็นจริงของสถานการณ์มากกว่า
ปริมาณชัยชนะดังกล่าวมาจากจำนวนอันน้อยนิดของคนที่ออกมาใช้สิทธิเพียงแค่ 37
% ของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด
ซึ่งนั่นหมายความว่าชัยชนะดังกล่าวได้เสียงสนับสนุนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากรอียิปต์ทั้งประเทศ
     ตอนนี้กองทัพตั้งหน้าตั้งตาทั้งผลักทั้งดัน “การปฏิวัติซ้อน”
เพื่อทำลายการปฏิวัติที่แท้จริง มีการปราบปรามอย่างหนักหน่วง
มีการคุมขังและฆ่าสมาชิกพรรคมุสลิมบราเธอฮูด, ฝ่ายซ้าย และ นักกิจกรรมทางการเมืองในมหาวิทยาลัย
เป้าหมายต่อไปในการปราบปรามของกองทัพคือ ขบวนการแรงงาน
     คำถามที่เกิดขึ้น คือ ทำไมประชาชนชาวอียิปต์ถึงตกหลุมรักกับรัฐบาลของเผด็จการนายพลอัลซีซี่
ขนาดนี้? ชนชั้นปกครองของอียิปต์หลังการปฏิวัตินั้น
อยู่ในสภาพที่อ่อนแอมากหลังจากเผด็จการมูบารัค ถูกมวลชนล้มลงใน เดือนมกราคม 2011
ตำรวจถูกต้อนและไล่ออกไปให้หมดจากท้องถนน เสถียรภาพการปกครองของชนชั้นปกครองอียิตป์อยู่สภาวะวิกฤตติขีดสุด
ชนนั้นปกครองอียิปต์การคนที่จะมากู้ภัยให้ชนชั้นตัวเองอย่างเร่งด่วน 
กองทัพได้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะคุมสถานการณ์ภายหลังการปฏิวัติ 6 เดือนแรกนั้นแต่ไม่สามารถทำได้
ดังนั้นกองทัพจึงต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์โดยหาคนอื่นมาเป็นตัวหลักในการทำลายการปฏิวัติแทนตัวเอง
     ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2012
มีตัวแทนจากซากเดนของมูบารัค คือ อาร์เหมด ซาร์ฟิก ลงแข่งขันกับพรรคมุสลิมฯ
กองทัพนั้นต้องการสนับสนุนคนของมูบารัค แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย กองทัพจึงเลือกพรรคมุสลิมฯ
แทน พรรคมุสลิมฯ เป็นพรรคเดียวที่มีการจัดตั้งมวลชนและเหลือรอดมาจากยุคของมูบารัค
มวลชนตั้งความหวังว่าพรรคนี้น่าจะทำการปฏิรูปได้ อย่างไรก็ตามพรรคมุสลิมฯ
เลือกที่จะเดินตามและปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและทหารมากกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
พฤติกรรมดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจและมีการต่อต้านจากข้างล่าง การประท้วงเริ่มจากท้องถนนจากนั้นได้เดินเข้าสู่รั้วโรงงาน
จากรั้วโรงงานได้สู่รั้วมหาวิทยาลัย ในช่วง2 เดือนก่อนที่จะ มูรซี่ ถูกล้ม
การประท้วงระเบิดขึ้นในอัตราความเร็ว 2 ครั้งต่อชั่วโมง ระดับการต่อสู้ขนาดนั้นมันทำให้เราเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะล้มรัฐเดิมได้
     เราจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ในอิยิปต์นั้นมันมากกว่าวิกฤติของการปกครอง
มากกว่า 50
% ของการประท้วงมาจากประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่เหลือเป็นวิกฤติทางการเมือง
การต่อสู้ที่ส่วนผสมระหว่างปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาทางการเมือง มันได้ดึงทั้งสังคมอียิปต์เข้าสู่ความโกลาหลวุ่นวาย
ซึ่งชนปกครองปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้เดินต่อไปไม่ได้ การประท้วงขนาดใหญ่ต่อต้านอดีตประธานาธิบดีมูรซี่
ที่พวกเราเห็นในวันที่ 30 มิถุนายนปีที่แล้ว คือ มวลชนประกอบไปด้วยฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา

จะไปทางไหน?
ทั้งกองทัพและมูซี่ ไม่ใช่ตัวแทนที่จะทำการเปลี่ยนแปลงสังคม
เพราะแค่การปฏิรูปในกรอบประชาธิปไตยชนชั้นปกครองทั้งสองซีกก็เลือกไม่ทำ
ประเด็นสำคัญตามมาที่เราต้องถาม คือ ใครคือตัวแทนที่จะทำการปฏิวัติ?
พรรคสังคมนิยมปฏิวัติในอียิปต์เล็กเกินไปที่จะเป็นกลไกหลักในตอนนี้ ถึงแม้ว่าพรรคเราฯ
จะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีบทบาทเข้าร่วมในการปฏิวัติตั้งแต่ต้น พวกเราเรียกร้องให้มีการนัดหยุดงานทั่วไป
เน้นการจัดตั้ง และ การปกป้องการปฏิวัติ 
ซึ่งถ้ามีคนออกมาบนทั้งถนนสัก 7 ล้านคน การรักษากระแสและอุดมการณ์ของการปฏิวัติก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไป
     มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ฝ่ายซ้ายส่วนอื่นๆ
นั้นสายตาสั้นเพราะเน้นการเคลื่อนไหวเพียงแค่การกำจัดพรรคมุสลิมฯ เท่านั้น
โดยไม่สนใจประเด็นอื่นๆ พอมูรซี่ไปแล้ว แนวร่วมฝ่ายซ้ายเหล่านั้นก็ตกลงไปในหลุมของกองทัพ
ฝ่ายซ้ายและพวกเสรีนิยมกลายเป็นหน่วยกู้ภัยให้กับกองทัพ ทั้งๆที่
การต่อสู้นั้นขึ้นไปสู่กระแสสูงสุดสามารถสั่นเขย่าจนชนชั้นปกครองทั้งหมดเกือบพังเพราะแรงดันจากล่าง
เท่านั้นยังไม่พอ พวกนี้ยังเดินต่อไปในเส้นทางสายมรณะ โดยการทำงานแทนกองทัพ เรียกร้องให้มวลชนหยุดการเคลื่อนไหวบนท้องถนน
สิ่งที่เกิดขึ้นจากก้าวที่พลาดพลั้งครั้งนี้คือ ชนชั้นปกครองและซากเด็นของเผด็จการมูบารัครวมตัวกันได้อีกครั้ง
ภายใต้การนำของนายพล อัลซีซี่  การรวมตัวครั้งนี้รวมไปถึงชนชั้นกลางผู้เกลียดกลัวการปฏิวัติ
เพราะรับไม่ได้กับความไร้เสถียรภาพและไม่มีข้อเสนอรูปธรรมจากการปฏิวัติให้ยึดเหนี่ยว
แต่กองทัพนั้นรับประกันเสถียรภาพแต่เป็นเสถียรภาพให้กับชนชั้นนายทุนเท่านั้น
     อย่างไรก็ตามขณะนี้การปฏิวัติยังไม่ทำให้คำมั่นสัญญาอันเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในใจมวลชน
อย่าง ขนมปัง สันติภาพ และ ความยุติธรรมเป็นจริง มวลชนเป็นล้านๆ
ยังไม่เห็นว่าการปฏิวัติช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้นอย่างไร เลนิน
เคยมีบทเรียนกับสถานการณ์แบบนี้ เขาเคยพูดว่า
“เรื่องที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับการปฏิวัติ คือ มวลชนเกิดความหดหู่”  นี่คือสิ่งที่อียิปต์กำลังเผชิญ
     การปฏิวัติได้พุ่งชนอำนาจรัฐ แต่ทหารได้ออกมาเพื่อ
“หยุด” การปฏิวัติ โดยการใช้ข้ออ้างที่ว่ากองทัพอยู่เหนือการเมือง บทบาทของกองทัพคือบทบาทของผู้กอบกู้สังคมที่กำลังแตกสลาย
นิยายดังกล่าวทำให้ทหารได้เสียงสนับสนุนรวมถึงมวลชนปฏิวัติผู้หดหู่ด้วย
     พวกเราไม่ควรหลงเชื่อข้อโฆษณาชวนเชื่อที่ว่า
“คนส่วนใหญ่เฉลิมฉลองกับการขึ้นมาของนายพลอัลซีซี่
ไม่ว่าจะเป็นผู้นำและนักสหภาพแรงงาน”
อย่างไรก็ตามมันไม่ได้หมายความว่าคนส่วนใหญ่สนับสนุนพฤติกรรมของคนเหล่านี้ ตอนนี้เรากำลังเห็นการเปลี่ยนข้างของผู้นำแรงงาน
พวกนี้ไม่ยอมใช้อาวุธที่มีพลังที่สุดของคนงาน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นตนเอง
พวกนี้ออกมาประกาศว่าจะไม่มีการนัดหยุดงาน เพราะมันจะทำให้อำนาจของทหารอ่อนแอลงซึ่งอาจจะนำไปสู่ความล้มเหลวที่จะสู้กับพรรคมุสลิมฯ
พวกสหแรงงานอิสระกลายเป็นผู้นำที่ยึดติดกับระบบแบบราชการมุ่งเน้นการเจรจากับนายจ้าง
เริ่มห่างเหินจากมวลชน
ตอนนี้ในขบวนการแรงงานนั้นมีความแตกแยกที่น่าเป็นห่วง
เช่น ถ้าใครลุกขึ้นมาวิจารณ์ทหารจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทรยศ แม้กระทั่งคนงานที่เป็นนคริสเตียน
จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกของพรรคมุสลิมฯ
อย่างไรก็ตามตอนนี้เราเริ่มเห็นขบวนการแรงงานเริ่มลุกสู้อีกครั้งหนึ่ง  โดยเฉพาะจากภาคที่มีความสำคัญเช่น เหล็ก และ
คนคนงานถลุงเหล็ก โรงงาน ในรามาดาล อเล็กซานเดรีย และ คลองซูเอส
มันเป็นไปได้ว่าการต่อสู้จากข้างล่างครั้งนี้
อาจจะดึงบรรดาผู้นำสหภาพแรงงานอิสระกลับมาร่วมทำการต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนงานได้อีกครั้ง
แต่ถ้าพวกนั้นไม่กลับมา คนงานรุ่นใหม่ก็ต้องสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นตัวแทนปกป้องผลประโยชน์ที่แท้จริงของกรรมาชีพ
นักสังคมนิยมปฏิวัติในอียิปต์ได้ตั้งความหวังที่จะเห็นการต่อสู้ขึ้นสู่กระแสสูงอีกครั้ง
เพราะขณะนี้รัฐบาลไม่มีความสามารถที่จะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้   
     ความหดหู่และการขาดความมั่นใจของมวลชน เป็นกระจกสะท้อนว่าพวกเขาไม่ได้จัดตั้งและขาดอุดมการณ์ทางการเมืองที่ปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา
สื่อกระแสหลักไม่เพียงแต่ทำให้เสียงของพวกเขาหายไปเท่านั้น แต่สื่อกำลังลบบทบาทของมวลชนออกไปจากการปฏิวัติอีกด้วย
ประเด็นนี้มีความสำคัญมากโดยเฉพาะเมื่อเราต้องทำความเข้าใจกับอำนาจความขัดแย้งทางชนชั้น
กระบวนการในการสร้างเสถียรภาพของทหารคือ
การเพิ่มความเข้มแข็งให้กับบรรดาแนวร่วมของระเบียบเก่า อย่างไรก็ตามพฤติกรรมดังกล่าวมันได้ขยายบาดแผลเดิมของสังคมให้ใหญ่และลึกมากขึ้น
ซึ่งมันจะทำให้ระดับการต่อการต่อสู้รอบใหม่นั้นมีความแหลมคมและรุนแรงมากกว่าเดิม
     กองทัพตั้งความหวังไว้สูงมากกับการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับทหาร
มีการคาดการว่าคนที่ออกมาใช้สิทธิน่าจะประมาณ 80
% แต่ในความเป็นจริงคนออกมาใช้สิทธิน้อยมาก
ซึ่งแสดงว่ากองทัพไม่ได้ชนะใจคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะมวลชนรุ่นใหม่
ผู้ที่เคยสนับสนุนกองทัพให้ความเห็นว่า “เขาไม่สบายใจกับพฤติกรรมของกองทัพ
เพราะมันดูเหมือนมันไปคนละทางกับการฟื้นฟูประเทศ” พฤติกรรมและกระบวนการต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น
มันทำให้อดคิดไม่ได้นี่อาจจะเป็นชนวนที่จะนำไปสู่การปฏิวัติคลื่นต่อไป
ความล้มเหลวของฝ่ายซ้ายเก่า
ทุกคนที่มาจากพรรคการเมืองเก่าที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของมวลชน
ล้วนแต่ถูกพิสูจน์ในสถานการณ์ปฏิวัติว่า “ล้มเหลว” ความล้มเหลวของพรรคมุสลิมฯ
มันได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายซ้ายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะมวลชนกำลังมองหาอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไปไกลกว่าพรรคมุสลิมฯ
     มวลชนเป็นจำนวนมากเข้าร่วมกับทหารเพราะยังติดภาพในประวัติศาสตร์
เพราะครั้งหนึ่งกลุ่มนายทหารหนุ่มชาตินิยมก้าวหน้าภายใต้การนำของประธานาธิบดี
กามอล แอบเดล นัสเซอร์ ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างล้นหลามจากมวลชน เพราะมีนโยบายก้าวหน้าที่สำคัญอย่าง
การปฏิรูปที่ดิน การสร้างรัฐสวัสิการ และ มีจุดยืนคัดค้านอิสราเอล
พรรคคอมมิวนิสต์มีบทบาทนำในการต่อต้านจักรวรรดินิยม
แต่พรรคคอมมิวนิสต์เดินตามแนวสตาลินที่เน้นการประนีประนอมกับนายทุนซีกก้าวหน้า
พรรคนี้ยุบตัวลงไปในปี 1965/ 2508 ภายใต้ความคิดที่ว่าทหารปกป้องผลประโยชน์ของคนทุกกลุ่ม
ส่วนที่เหลือของพรรคคอมมิวนิสต์ได้กลายมาเป็นแนวร่วมที่สำคัญของ
อดีตเผด็จการมูบารัค ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2012
มวลชนของพรรคคอมมิวนิสต์ก็สนับสนุนคนของเผด็จการมูบารัค
     อีกคนหนึ่งที่มีบทบาทในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดี
คือ ฮัมดีน แซบบาฮิ (
Hamdeen Sabbni) อ้างว่าเป็นตัวแทนของการปฏิวัติ
เขาชนะโหวตอย่างล้นหลามในหลายเมืองใหญ่ แต่พอทหารมา ฮัมดีน ก็ประนีประนอมโบกมือต้อนรับนายพล
อัลซีซี่ เผด็จการคนใหม่อย่างรวดเร็ว
     ฝ่ายซ้ายเก่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปฏิวัติครั้งนี้
ฝ่ายซ้ายใหม่จะต้องไม่ยอมแพ้ต่อภาระกิจที่จะปกป้องผลประโยชน์ของมวลชน

บทความนี้แปลและเรียบเรียง จาก Dark Days in Egypt  (http://bit.ly/1dOlgvS
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s