protester2

สังคมไทยหลังวิกฤตการเมืองรอบนี้

วิกฤตการเมืองรอบนี้ ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์คนอื่นๆ รวมมือกับเครือข่ายพันธมิตรเดิม และองค์กรอิสระ มีกองทัพหนุนหลัง กับฝ่ายประชาธิปไตย ที่นำโดย นปช และพรรคเพื่อไทย ร่วมมือกับฝ่ายประชาธิปไตยอื่นๆ ยิ่งผ่านคืนวันไปนานเท่าไร ภาพของสังคมไทยยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ภายใต้ ความชัดเจนเช่นว่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว มันเป็นภาพชัดเจนแบบที่เราคิด ที่เราเห็นหรือไม่ เมื่อวิกฤตการเมืองครั้งนี้ยุติลง มีฝ่ายแพ้ ชนะ ก็คงต้องลองมาพิจารณาสร้างตัวแบบดู ว่าฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด ชนะ ภาพสังคมไทยหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร ภายใต้ข้อมูลที่เราได้รับรู้กัน ณ ปัจจุบันนี้

ฝ่ายอำมาตย์ ชนะเบ็ดเสร็จ

ฝ่ายอำมาตย์ ประกอบไปด้วยใครบ้าง ท่านทั้งหลายก็พอจะทราบแล้ว แต่จะขอรวบรวมให้เห็นภาพชัดๆ อีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายหนึ่ง ก็นำโดยอดีตทหารฝ่ายขวา ฝ่ายหนึ่งก็นำโดยผู้นำกองทัพ ฝ่ายหนึ่งก็นำโดยข้าราชการเก่า ใหม่ ฝ่ายหนึ่งก็นำโดย องค์กรยุติธรรม ฝ่ายหนึ่งก็นำโดย องค์กรอิสระ ฝ่ายหนึ่งก็นำโดย นักการเมืองประชาธิปัตย์ ฝ่ายหนึ่งก็นำโดย เทคโนแครต ฝ่ายหนึ่งก็นำโดย นักธุรกิจใหญ่น้อย ฝ่ายหนึ่งก็นำโดยฝ่ายวิชาการ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา

ทุกหน่วย ทุกองค์กร ของฝ่ายนี้ที่กล่าวมา เราจะพบเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยง อุปถัมภ์ ค้ำชู กันมาโดยตลอด ผ่านการเข้าไปมีอำนาจในองค์กรต่างๆ เหล่านี้ ฝ่ายหนึ่งแต่งตั้ง ฝ่ายหนึ่ง สลับสับเปลี่ยนกันไปมา ทั้งในภาครัฐและเอกชน โดยกระบวนการทั้งหมด ไม่เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับประชาชนพลเมืองของรัฐ ด้วยพวกเขาคิดว่า พลเมืองของรัฐนั้น ยังไม่ฉลาดพอ ยังหลงผิดติดอยู่บ่วงกรรมของความยากจน ที่ผลักดัน ให้วุฒิภาวะในการมีส่วนร่วมของการบริหารบ้านเมือง ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเงิน แต่ข้อกล่าวหานี้ ก็เป็นตลกร้าย เพราะแท้จริงแล้ว เครือข่ายอำมาตย์ต่างหาก ที่ตกอยู่ภายใต้ อำนาจเงิน ต่างแสวงหาอำนาจ เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อจะได้มีอำนาจการเมือง หมุนเป็นวงล้อเช่นนี้

เมื่อฝ่ายนี้ชนะ เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ก็พอจะคาดเดาได้ว่า สภาพสังคมไทย ก็คงจะเต็มไปด้วย ผู้รากมากดี ออกมาชี้ผิด ชี้ถูก บริหารประเทศ แบบพ่อปกครองลูก แบบผู้ใหญ่ปกครองผู้น้อย การพัฒนากระจุกอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ การบริหารสาธารณะเป็นเรื่องสิ้นเปลือง การเมืองแบบแต่งตั้งกลับเขามามีอิทธิพลต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ข้าราชการ องค์กรอิสระ เป็นกลุ่มบุคคลที่ควรกราบไหว้ คลานเข่า หาได้เสมอกันกับราษฎร์ไม่ นิยามคนจน ผู้ถูกซื้อ ผู้โง่เขลา ผู้ฟุ้งเฟ้อ ก็จะยังคงมีมนต์ขลังสะกดสังคมอยู่ต่อไป การเมืองและการพัฒนา จะถูกแช่แข็งสำหรับประเทศนี้ต่อไป ภายใต้วินัยการคลัง และแนวคิดเสรีนิยมแบบสุดขั้ว

แล้วถ้าฝ่ายประชาธิปไตย ชนะเบ็ดเสร็จบ้างละ

สังคมไทยจะมีหน้าตาอย่างไร มันคงเป็นภาพที่ใหม่มาก ในหลายๆ บริบท แต่ก็ต้องมาดูกันก่อน ว่าฝ่ายนี้ประกอบไปด้วยใครกันบ้าง ด้านหนึ่ง ก็พรรคเพื่อไทย ด้านหนึ่งก็ นปช ด้านหนึ่งก็นักวิชาการ ด้านหนึ่งก็นักกิจกรรม กลุ่มอิสระต่างๆ

แต่จะผิดหวังกันหรือไม่ ถ้าจะบอกว่า ถ้าฝ่ายนี้ชนะ สังคมก็จะเปลี่ยนไปได้ไม่มาก อาจจะย้อนกลับไปแค่วันคืนเก่าๆ ที่เรามีสิทธิเลือกตั้ง มีรัฐบาล มีกลุ่มก้อนการเมืองแบบเก่า และมีเศรษฐกิจเสรีนิยมกลไกตลาดแบบเดิมๆ แต่ก็ต้องถือว่าดีว่าอยู่ในระบอบเผด็จการของอำมาตย์ เราคงมีเสรีภาพเพิ่มขึ้นบ้าง

ด้านหนึ่ง ก็ต้องยอมรับความจริง ว่าแนวทางการต่อสู้ครั้งนี้ ถูกนำโดย นปช ที่เป็นเนื้อเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยในอดีต ก็เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอำมาตย์ เพียงแต่ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย นำแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยม และแบบเคนส์ มาใช้ ควบคู่กัน อันหมายถึง การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ลงไปในพื้นที่อื่นๆ นอกเขตเมืองหลวง เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของเงินทุน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งก็เห็นผลในรอบหลายปีที่ผ่านมา จะไม่ขอกล่าวซ้ำว่ามีอะไรบ้าง

แต่ในส่วนของแนวทางการเมืองแล้ว เพื่อไทย หรือ นปช ไม่มีความก้าวหน้าใดๆ เลย ถึงแม้ว่าอาจจะมีบางคน มีส่วนที่ก้าวหน้า อยู่บ้าง แต่สุดท้ายกระแสแนวคิดการทางการเมืองขององค์กร ก็ถูกนำโดยแนวคิดเสรีนิยมสมัยใหม่ ผสมกับอำนาจนิยมจารีตแบบเดิม

ภาพของสังคมหลังเพื่อไทยชนะ เราก็จะยังเห็นบทบาททหารออกมาครอบงำการเมืองอยู่เช่นเดิม เราก็ยังจะเห็นบทบาทเทคโนแครต และข้าราชการ มีบทบาทอยู่เช่นเดิม เราก็จะเห็นบทบาทกระบวนการยุติธรรมที่ดำรงอยู่เช่นเดิม เพราะเพื่อไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเดิมนี้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดิมนี้ จึงเป็นเรื่องที่กระทบกับผลประโยชน์ อำนาจ ของคนในเพื่อไทยด้วย

ดังเราจะเห็นว่าที่ผ่านมา เพื่อไทยไม่มีทีท่าใด จะสนับสนุนอย่างแข็งขัน ให้เกิดการกระจายอำนาจ ไปสู่ท้องถิ่น ยุบเลิก การปกครองแบบภูมิภาค

ดังเราจะเห็นว่าที่ผ่าน เพื่อไทย ไม่มีการแตะต้องทหาร ที่เป็นหัวใจของโครงสร้างอำมาตย์เลยแม้แต่น้อย ทั้งการดำเนินคดี ทั้งการลดงบประมาณ และการลดอำนาจอื่นๆ

ดังเราจะเห็นว่าที่ผ่านมา เพื่อไทย ไม่มีความพยายาม ที่จะเพิ่มฐานะทางเศรษฐกิจ ให้สังคมเท่าที่ควรจะเป็น โดยการลดความมั่งคั่งของชนชั้นนำ เพื่อเอามาเพิ่มความมั่งคั่งให้สังคม ผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าอัตราสูงๆ จากคนรวยมากๆ ผ่านการจัดรัฐสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพและไปไกลกว่านโยบายประชานิยม

นี่ภาพคร่าวๆ ที่พอจะเดา พอจะแสดงให้ภาพ หลังจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะ แต่ในความเป็นจริงการต่อสู้รอบนี้ เราจะไม่เห็นการชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อันเนื่องมาจาก องค์กรนำของทั้งสองฝ่าย มิใช่คู่ขัดแย้งกันแบบถาวร แต่เป็นเพียงคู่ขัดแย้งกันเฉพาะหน้าสั้นๆ ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมใดๆ มันก็หลีกเลี่ยงที่จะกระทบทั้งสองฝ่ายไม่ได้

ดังนั้น ตัวแปรสำคัญ ของการเปลี่ยนแปลง จึงอยู่ที่ขั้วที่สาม ขั้วก้าวหน้า ที่มิได้อยู่หรือเกี่ยวพันธ์กับโครงสร้างอำนาจเดิมของสังคมไทย จะมีพลัง มีความร่วมมือ มากน้อยแค่ไหน ที่จะผลักสังคมไปข้างหน้าได้ไกล ว่าข้อเสนอของ เพื่อไทย และ นปช ภายใต้บรรยากาศที่มวลชน ที่กำลังตื่นตัว คาดหวัง กับการเปลี่ยนแปลง ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

 

Advertisements