ในเมื่อ นปช. หมด สภาพในการนำ เราต้องนำตนเอง ขอเสนอรูปธรรม

ในเมื่อ นปช. หมด สภาพในการนำ เราต้องนำตนเอง ขอเสนอรูปธรรม

ใจ อึ๊งภากรณ์

ภาพและคำพูดของแกนนำ นปช. หลังได้รับการปล่อยตัว น่าจะพิสูจน์อย่างเบ็ดเสร็จว่าแกนนำ นปช. ไม่เหลืออะไรที่จะเรียกได้ว่าเป็น “การนำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”

10338328_304793299680036_7612601805905138898_n

     พวกเราหลายคนไม่แปลกใจ เพราะตั้งแต่การพูดเชิงรุกสู้ที่ราชประสงค์ในปี 2553 ซึ่งรวมถึงการโม้ถึง “ทหารแตงโม” แต่จบด้วยการยอมจำนน เราก็เห็นชัดว่าไม่มีความสามารถในการนำขบวนการ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเราอยากเห็นคนตายเพิ่ม ไม่ใช่ แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือการเปลี่ยนและขยายยุทธวิธีในการเคลื่อนไหว เช่นการสร้างสายสัมพันธ์กับขบวนการแรงงาน และการวางแผนไปสู่การนัดหยุดงาน การสร้างเครือข่ายเคลือ่นไหวในต่างจังหวัด เพื่อการยึดสถานที่สำคัญเป็นระยะๆ หรือการปิดร้านค้าไม่ไปทำงานในบางเมือง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีคนเสื้อแดงจำนวนมากเป็นต้น แต่ในปี 2553 และจนถึงทุกวันนี้แกนนำ นปช. เขาไม่ทำ

ตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้รับการเลือกตั้งในปี2554 แกนนำ นปช. มองว่าเสื้อแดงต้องเป็นแค่กองเชียร์ให้รัฐบาลเพื่อไทยเท่านั้น และในขณะที่ยิ่งลักษณ์และทักษิณพยายามจูบปากกับประยุทธ์ และขยับไปสู่การนิรโทษกรรมทหารและนักการเมืองประชาธิปัตย์ที่ฆ่าเสื้อแดง ขยับไปสู่การทอดทิ้งเพื่อนที่ติด 112 ในคุก ขยับไปใช้ 112 เพิ่มขึ้น และไม่ทำอะไรเลยเพื่อปฏิรูปให้การเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แกนนำ นปช. ก็คอยชักชวนให้คนเสื้อแดงนิ่ง ไม่มีการเรียนรู้สรุปบทเรียนจากอดีต ไม่มีการวางแผนสร้างเครือข่ายเพื่อปกป้องประชาธิปไตยแต่อย่างใดเลย มีแต่คำพูดวนซ้ำเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง

เมื่อมีการข่มขู่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แกนนำ นปช. ก็โอ้อวดว่าถ้ามีรัฐประหาร เขาจะ “ยกระดับการต่อสู้ไปถึงที่สุด” พร้อมกันนั้นก็นิ่งเฉยต่อการคุกคามสังคมโดยม็อบสุเทพ โดยอ้างว่าถ้าออกมาคัดค้านจะทำให้ทหารสามารถทำรัฐประหารได้

แต่การจูบปากทหารในปี 2554 และการนิ่งเฉยตลอดมา ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้รัฐประหารเกิดขึ้น และเมื่อมันเกิดก็เห็นชัดว่า นปช. ไม่มีแผนอะไรที่จะรับมือ ไม่มีการยกระดับการต่อสู้เลย จนตอนนี้ก็ไปยอมแพ้ แต่เสื้อแดงธรรมดาและพลเมืองรักประชาธิปไตยยังไม่แพ้

บางคนอาจเถียงว่า แกนนำ นปช. ไม่มีทางเลือกอื่น “นอกจากจะพาคนไปตาย” จึงต้องยอม เราต้องโต้กลับไปว่า มันมีทางเลือกอีกมากมาย และในรูปธรรมพลเมืองไทยผู้กล้าหาญจำนวนมากได้พิสูจน์ว่ามีทางเลือก

กลุ่มคนที่ประท้วงรัฐประหารอย่างต่อเนื่องในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และที่อื่น พิสูจน์ว่าเราไม่จำเป็นต้องยอมจำนนต่อทหาร และในกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวต้านรัฐประหาร มีนักสหภาพแรงงานร่วมอยู่ด้วย ซึ่งพิสูจน์ว่าการเชื่อมกับแรงงานไม่ใช่แค่ความเพ้อฝัน

จาตุรนต์ ฉายแสง ก็พิสูจน์เป็นรูปธรรมว่า ยิ่งลักษณ์ และคนอื่น ไม่จำเป็นต้องคลานเข้าไปรายงานตัว ซึ่งยิ่งลักษณ์คงได้รับคำแนะนำตรงนั้นจากทักษิณ จาตุรงค์ พิสูจน์ว่าแกนนำมีศักดิ์ศรีได้ และให้กำลังใจผู้รักประชาธิปไตยได้

หลายคนที่หลบหนีลงใต้ดิน เพราะไม่ยอมไปรายงานตัว และอาจหาทางข้ามพรมแดนออกไป ก็พิสูจน์ว่าแนกนำ นปช. บางคน มีทางเลือกอื่นเช่นกัน นอกจากจะยอมแพ้

ท่ามกลางกระบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนสังคมทั่วโลก มันเป็นเรื่องธรรมดาที่แกนนำเก่าหมดสภาพ ถูกพิสูจน์ว่ามือไม่ถึง แล้วมีแกนนำใหม่เข้ามาแทนที่ผ่านการพิสูจน์ความสามารถในรูปธรรม

เสื้อแดงเป็นล้าน และพลเมืองอื่นๆ ที่รักและหวงประชาธิปไตย จะไม่ยอมแพ้ และจะโกรธแค้นกับการทำลายประชาธิปไตยมาอย่างเป็นระบบในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา

ประเด็นคือ พวกเราที่ต้องนำตนเองจะสู้อย่างไร? เพราะทหารมันประกาศแล้วว่ามันจะคุมอำนาจต่อไปยาว และจะปฏิกูลการเมืองในเวลานั้นเพื่อลดเสียงประชาชน

การต่อสู้แบบนำตนเอง นัดเอง มาเอง มีความสำคัญยิ่งในสถานการณ์เฉพาะหน้าปัจจุบัน เพราะทหารปราบยาก แต่เราทุกคนต้องถามตนเองว่าทำต่อไปแบบนี้ได้นานเท่าไร ก่อนที่จะเหนื่อยและเบื่อ?

เราจึงมีความหวังว่าผู้ปฏิบัติการระดับรากหญ้าทั้งหลาย จะหันหน้าเข้าสู่กัน เพื่อสร้างเครือข่ายต้านรัฐประหารในรูปแบบองค์กร ประสานการเคลื่อนไหวและต่อสู้ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ในขณะที่คงไว้แกนนำหลากหลาย หลายหัว อย่างที่เขาเคยทำในอียิปต์

ที่สำคัญคือควรมีการนัดคุยกันระหว่างตัวแทนกลุ่มต่างๆ แบบไม่เปิดเผย อย่างต่อเนื่อง เพื่อถกเถียงทำความเข้าใจกับภาพรวมทางการเมือง และเพื่อกำหนดแนวทางการต่อสู้ ซึ่งต้องเชิญกลุ่มอื่นๆ มาร่วมมากขึ้นตลอด ไม่มีการกีดกันใคร ต้องออกไปหาสหภาพแรงงานและกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดต่างๆ โดยมีกติกาการประชุมง่ายๆ เพื่อไม่ให้มีความเป็นอาวุโส ทุกคนเท่าเทียมกัน

สิ่งที่เราน่าจะเข้าใจได้แล้วคือ มันต้องสู้ระยะยาว ต้องมีแผน และต้องมีองค์กรเคลื่อนไหวที่เหมาะสมกับภาระทางสังคมอันนี้

Advertisements