ถ้าทักษิณมีภาวะในการนำ

ใจ  อึ๊งภากรณ์

ในเมื่อคนอย่างทักษิณ สามารถครองใจประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ และในเมื่อคนอย่างประยุทธ์ ไม่สามารถครองใจใคร นอกจากสลิ่มและพวกประจบสอพลอล้างลิ้นคอยเลีย แถมยังทำตัวน่าสมเพชเป็นที่อับอายขายหน้าสังคมสากลเพราะหลงตัวเองคิดว่าเป็นสฤษดิ์ กลับชาติมาเกิด ทักษิณ ได้เปรียบประยุทธ์และทหารเผด็จการแบบขาดลอย

ดังนั้นถ้าทักษิณ มีความประสงค์และมีวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำ เขาสามารถออกประกาศให้ประชาชนเสื้อแดงและคนอื่นที่ชื่นชมไทยรักไทยและเพื่อไทย เตรียมพร้อมจัดตั้ง สร้างเครือข่าย วางแผน ที่จะล้มเผด็จการทหารและสร้างประชาธิปไตยในประเทศไทยได้  แต่ทักษิณ ไม่มีวันทำ

ทักษิณ ไม่มีวันทำ เพราะทักษิณกลัวการลุกฮือของประชาชนมากกว่าที่จะกลัวว่าสังคมไทยจะถอยหลังเข้าสู่ยุคมืดของเผด็จการทหาร เรื่องนี้ชัดเจนมานาน ตั้งแต่ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่นำไปสู่การตั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะทักษิณมัวแต่ชักชวนให้พรรคพวกปรองดองกับทหาร แต่การปรองดองกับทหารทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้ใจและในที่สุดนำไปสู่รัฐประหารของประยุทธ์

พลเมืองผู้รักประชาธิปไตยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องเชื่อนิยายหลอกเด็ก ว่าทักษิณ หรือ ใครก็ตามจะมาปลดแอกสังคมและสร้างประชาธิปไตยให้เราทุกคน เราต้องพึ่งตนเอง และเราต้องพึ่งตนเองในขณะที่แกนนำรากหญ้าหลายคนถูกคุกคามจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่เราต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว

กาลเวลาและสังคมไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อดวงอาทิตย์ตกและฟ้าดินมืดมน ในไม่ช้าเช้ารุ่งก็จะตามมา แต่ในช่วงตกมืดเราหลับนอนไม่ได้ เราต้องขยันสร้างกลุ่ม เชื่อมกับกลุ่มอื่นและสร้างเครือข่าย เพื่อลุกขึ้นสู้โค่นเผด็จการและสร้างประชาธิปไตยในอนาคตอันใกล้

การสร้างกลุ่มและเครือข่ายน่าจะอาศัยจุดยืนง่ายๆ ที่สร้างความสามัคคีในมวลชนประชาธิปไตยได้  เช่น ปฏิเสธรัฐธรรมนูญปี 50 และการปฏิกูลสังคมที่จะเกิดขึ้นภายใต้เผด็จการประยุทธ์   สส. และ สว. ทุกคนจะต้องมาจากการเลือกตั้ง  ยุบศาลรัฐธรรมนูญ กกต.และองค์กรอิสระทั้งหมด  ปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน เน้นการพัฒนาสถานภาพของพลเมืองทุกคนผ่านการพัฒนารายได้ของคนระดับล่าง ส่งเสริมนโยบายที่พัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคให้ทันสมัย และ นำทหารมือเปื้อนเลือดที่ก่อรัฐประหารมาลงโทษ

พวกเราควรจะจับกลุ่มกันเพื่อรวมตัวกันภายใต้นโยบายง่ายๆ ที่สร้างความสามัคคีในมวลชนประชาธิปไตยแบบนี้ แล้วเราควรจะออกไปขยายเครือข่ายของคนที่เห็นตรงกับเรา ควรมีการตั้งสภากาแฟในทุกชุมชนเพื่อคุยเรื่องอนาคตประชาธิปไตยไทย ซึ่งจะเป็นหน่ออ่อนของเครือข่ายที่จะลุกขึ้นมาสู้ จนล้มเผด็จการ

ในไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อทหารเริ่มหมดสภาพในการครองสังคม จะเกิดช่องโหว่และโอกาสในการเคลื่อนไหว และเมื่อนั้นเครือข่ายทั่วประเทศของเราจะต้องขยับตัวออกมาเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย แต่ถ้าเราไม่สร้างกลุ่มและเครือข่ายเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าเราจะทำไม่ได้

Advertisements