คัดค้านโทษประหาร ค้านค้านความรุนแรงต่อสตรี

ใจ อึ๊งภากรณ์

นักมาร์คซิสต์อย่างเราใน “องค์กรเลี้ยวซ้าย” คัดค้านโทษประหาร เพราะมันเป็นแค่การฆ่าประชาชนอีกคนหนึ่งเพื่อสำเร็จความใคร่และการแก้แค้นของสังคม มันเป็นการใช้ความป่าเถื่อนตอบโต้ความป่าเถื่อน แต่การแก้แค้นแบบนั้นเป็นความคิดล้าหลังต่ำช้าที่สุด ที่ชนชั้นปกครองป้อนให้เราเชื่อ การแก้แค้นไม่นำไปสู่การคืนชีพของผู้ถูกฆ่า ไม่ได้แก้ปัญหาการข่มขืนหรือดูแลรักษาจิตใจของเหยื่อ โทษประหารไม่นำไปสู่การลดอาชญากรรมแต่อย่างใด และบ่อยครั้งผู้ถูกประหารเป็นคนบริสุทธิ์ที่ศาลพิพากษาผิดอีกด้วย เราทราบดีว่าศาลเตี้ยไทยมันลำเอียงและแย่แค่ไหน

การใช้กฎหมายในการลงโทษพลเมืองที่ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลงแต่อย่างใด เพราะเป็นการพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหลังจากที่มีผู้กระทำความผิดไปแล้ว เราควรดูว่าสาเหตุของอาชญากรรมมาจากอะไร เราควรเข้าใจว่าทำไมผู้ชายบางคนข่มขืนผู้หญิง และเราต้องเข้าใจว่าสภาพแวดล้อมของสังคมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา มันไม่ใช่เรื่อง “คนดี” กับ “คนชั่ว” แบบง่ายๆ เพราะไม่มีใครเกิดมาดี หรือเกิดมาชั่ว

ชนชั้นปกครองใช้อำนาจและความรุนแรงเป็นประจำ มีการปราบปราม ทำร้ายฆ่าประชาชน อย่างเช่นที่เราเห็นที่ราชประสงค์ ผ่านฟ้า ตากใบ หรือราชดำเนินในกรณีพฤษภา๓๕ ฯลฯ  แต่ที่แย่ที่สุดคือ ชนชั้นปกครองกลับอ้างความชอบธรรมในการก่ออาชญากรรมดังกล่าว ผ่านกระบวนการของกฎหมาย ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดกลายเป็นผู้ผิดไปในสังคมชนชั้น

ในสังคมชนชั้นของทุนนิยม ผู้หญิงถูกทำให้เป็นพลเมืองชั้นสอง ผู้หญิงถูกมองว่ามีหน้าที่หลักในการดูแลลูกในครอบครัว และร่างผู้หญิงถูกมองว่าเป็นแค่ “สิ่งของ” เพื่อระบายความใคร่ทางเพศหรือเพื่อขายสินค้า สังคมไทยเต็มไปด้วยการใช้สตรีเพื่อขายบริการเพศ เต็มไปด้วยสื่อและละครโทรทัศน์ที่ขายร่างผู้หญิง และกล่อมเกลาให้คนมองว่าสตรีอ่อนแอ ถูกบังคับได้

เราต้องสร้างวัฒนธรรมที่เคารพผู้หญิง แต่ไม่ใช่เคารพแบบจอมปลอมที่เสนอว่าผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว หรือที่มองว่าหญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ

พวกปฏิกิริยาล้าหลังที่สุดในสังคมไทย เช่นสื่อ ASTV และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เคยเสนอแบบ “เล่นๆ” ว่าคนอย่าง อั้ม เนโกะ ควรถูกข่มขืนในคุก สื่อต่างๆ ชอบพิมพ์ภาพร่างผู้หญิงเปลือย พวกหมอล้าหลังที่ไปร่วมกับม็อบสุเทพ เสนอเป็นประจำว่าอดีตนายกยิ่งลักษณ์ควรถูกข่มขืน และสังคมชนชั้นสูงเต็มไปด้วยผู้ชายที่มีเมียน้อยจำนวนมาก

แต่พอเกิดข่าวโศกนาฎกรรม ที่ผู้หญิงโดนข่มขืนและฆ่า พวกนี้ก็คลานออกมาตะโกน “ฆ่ามัน! ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!” ผ่านการเรียกร้องให้ใช้โทษประหาร

เราควรคัดค้านโทษประหาร ซึ่งเป็นการใช้ความป่าเถื่อนแบบ “ตาต่อตา” เพราะในโลกที่อาศัยหลัก “ตาต่อตา” คนส่วนใหญ่ในสังคมจะ “ตาบอด” ถึงหลักความยุติธรรม และต้นเหตุของปัญหาต่างๆ

และเราต้องรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีและเพื่อต่อต้านความรุนแรงต่อสตรี แต่ถ้าเผด็จการครองเมืองเราคงทำไม่ได้ การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ และสังคมที่ไร้ความรุนแรง ต้องอาศัยประชาธิปไตยเสมอ

Advertisements