บทเรียนจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ใจ อึ๊งภากรณ์

คนไทยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ จนถึงทุกวันนี้ เรามีบทเรียนอะไรบ้าง? บทเรียนที่อยากจะพิจารณาในบทความนี้คือ

1. ความสำคัญของการสร้างพรรคมวลชน

2. การหลีกเลี่ยงความอ่อนแอที่นำไปสู่การพึ่งพาทหาร

3. ความสำคัญของการจัดตั้งมวลชนรากหญ้าด้วยแนวความคิดทางการเมืองที่ทวนกระแส

4. จุดอ่อนของการประนีประนอมกับอำนาจเก่า

5. การเข้าใจว่าพลังมวลชนดำรงอยู่ในส่วนไหนของสังคม

170px-the_first_fatality_of_the_october_14_incident_being_winched_atop_the_democracy_monument

ความสำคัญของการสร้างพรรคมวลชน

ในการเตรียมตัวเพื่อทำการปฏิวัติ ๒๔๗๕ อ. ปรีดี พนมยงค์ ก่อตั้ง “คณะราษฏร์” ก็จริง แต่คณะราษฏร์เป็นองค์กรใต้ดินที่ประกอบไปด้วยปัญญาชน และข้าราชการ มันไม่ใช่ “พรรคมวลชน” ที่มีสมาชิกเป็นแสนๆ ในแง่หนึ่งเราอาจยอมรับได้ว่าการวางแผนเพื่อโค่นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ต้องเป็นแผนลับขององค์กรใต้ดิน แต่ในอีกแง่หนึ่งการสร้างแนวร่วมเพื่อประชาธิปไตยในรูปแบบเปิดเผยก็ไม่ได้ทำ เช่นการไปรณรงค์เพื่อให้นักศึกษาและคนงานต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพประจำวัน เพราะแม้จะมีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็จริง แต่พื้นที่ในการแสดงออกไม่ได้ปิดอย่างเบ็ดเสร็จ และมีการเคลื่อนไหวของคนงานเพื่อเรียกร้องประเด็นปากท้อง หรือมีการแสดงความเห็นเรื่องสิทธิสตรีเป็นต้น แล้วที่สำคัญที่สุดคือ หลังปฏิวัติสำเร็จ ไม่มีการลงมือจัดตั้งพรรคมวลชนอย่างเป็นระบบ อ.ปรีดี จึงอ่อนแอเมื่อเทียบกับทหารที่ร่วมปฏิวัติ อีกแง่ที่เราเห็นคือระบบการเลือกตั้งในยุคแรก ไม่ใช่การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่พลเมืองทุกคนมีหนึ่งเสียงเพื่อเลือกผู้แทนในสภา ซึ่งแสดงว่าอ.ปรีดีและคณะราษฏร์ไม่มองว่ามวลชนมีความสำคัญมากที่สุดในการสร้างประชาธิปไตย

ในการลุกฮือ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ฝ่ายประชาชนมีพรรคมวลชน คือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่ พคท. ไม่ได้ทุ่มเทผู้ปฏิบัติการลงไปที่กรุงเทพฯ ในการต่อสู้ร่วมกับนักศึกษาก่อนเหตุการณ์ที่ล้มเผด็จการทหาร มีการถอนสมาชิกสำคัญออกไปเพราะพรรคมองว่าคงจะถูกปราบ แต่พอนักศึกษา กรรมาชีพ และประชาชนชนะ พรรคก็ทุ่มเทมากพอสมควรในการพยายามจัดตั้งทั้งนักศึกษาและกรรมาชีพ อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้น ก็ถอนคนออกจากเมืองไปอยู่ป่า ตามแนวทางชนบทล้อมเมือง คนที่อยู่ในเมืองจึงขาดพลังที่จะสู้การปราบปราม

ล่าสุดเมื่อเกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยา ที่ล้มรัฐบาลทักษิณ แนวคิดเรื่องการสร้างพรรคมวลชนเกือบจะหายสิ้นไป มีแต่พวกเราในเลี้ยวซ้ายที่มองว่าเรื่องนี้สำคัญ คนเสื้อแดงงอกออกมาจากพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคนายทุน และขยายไปสู่การจัดตั้งกันเองในมวลชนเสื้อแดง แต่ภายในมวลชนเสื้อแดง การจัดตั้งพรรคหรือองค์กรที่อิสระจากการนำของทักษิณหรือนักการเมืองไทยรักไทยก็อ่อนแอ ในหมู่คนที่มองว่าควรเคลื่อนไหวอิสระ มีการหวงความอิสระของแต่ละกลุ่ม และต่อต้านแนวคิดเรื่องการตั้งพรรคเพื่อแข่งแนวกับไทยรักไทย-เพื่อไทยหรือ นปช. ดังนั้น นปช.กับเพื่อไทยสามารถผูกขาดการนำทางการเมืองได้ โดยไม่ถูกท้าทายจากเสื้อแดงก้าวหน้า ซึ่งตอนนี้นำไปสู่การรอดูว่าทักษิณกับยิ่งลักษณ์จะประนีประนอมกับฝ่ายเผด็จการอย่างไร และเมื่อมีการเลือกตั้งในอนาคต พื้นที่ประชาธิปไตยจะลดลง แล้วที่น่าเป็นห่วงคือคนเสื้อแดงส่วนใหญ่อาจยอมจำนนตามคำแนะนำของแกนนำ

การหลีกเลี่ยงความอ่อนแอที่นำไปสู่การพึ่งพาทหาร

เนื่องจากการปฏิวัติ ๒๔๗๕ พึ่งพาทหารมากเกินไป และไม่มีการสร้างพลังมวลชน กองทัพก็เข้ามามีบทบาททางการเมือง และบ่อยครั้งเป็นคู่แข่งนักการเมืองพลเรือน ในที่สุดจอมพล ป. ก็สร้างประเพณีอันเลวทรามของการปกครองโดยเผด็จการทหาร ซึ่งยังคงดำรงอยู่ทุกวันนี้ในรูปแบบการที่ประยุทธ์มองว่าตนเองมีสิทธิ์แทรกแซงการเมืองแบบหน้าไม่อาย และที่อันตายที่สุดคือคนจำนวนมากมองว่าเราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ถ้าไม่ “เชิญทหาร” มาทำรัฐประหาร

อีกแง่หนึ่งของปัญหาที่มาจากการเน้นกำลังทหาร คือแนวสู้ของ พคท. ในรูปแบบกองทัพปลดแอกตามแนวคิด “ชนบทล้อมเมือง” แนวนี้ล้มเหลวและพ่ายแพ้ เพราะกำลังทหารของฝ่ายรัฐไทยเหนือกว่า และพคท.พึ่งพาการช่วยเหลือทางทหารจากประเทศเพื่อนบ้านและจีน อีกประเด็นที่สำคัญคือการต่อสู้ที่เน้นกองกำลัง เป็นการหันหลังให้กับมวลชนที่เคลื่อนไหวแบบเปิดเผยในเมืองได้ เมื่อมีพื้นที่เสรีภาพเกิดขึ้นเล็กๆ น้อยๆ แค่ศึกษาซิเรียกับอียิปต์หรือตูนีเซียก็จะเห็นภาพชัดขึ้น

นอกจากนี้คำถามสำคัญคือ ถ้า พคท. รบชนะรัฐไทย ใครจะปกครองประเทศ? มันคงจะเป็นเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์ เหมือนในลาว เวียดนาม จีน หรือเขมร มันจะไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งปวงทั่วโลกในยุคนั้น เป็นพรรคคอมมิวนิสต์สาย “สตาลิน-เหมา” ที่ปฏิเสธการนำตนเองของมวลชน นี่คือสาเหตุที่อดีตผู้ปฏิบัติการของ พคท. จำนวนมาก โดยเฉพาะแกนนำ เอ็นจีโอ หรือนักวิชาการชนชั้นกลาง หรือแม้แต่พวกทหารพคท.เก่า กลายเป็นฝ่ายทำลายประชาธิปไตยในยุคนี้ พูดง่ายๆ เขาไม่เคยปลื้มในประชาธิปไตยเท่าไร

ทุกวันนี้เวลามีกลุ่มเสื้อแดงกลุ่มเล็กๆ พูดเรื่องการจับอาวุธ มันเป็นแค่ละครตลกร้าย เพราะทำจริงก็ทำไม่ได้ และถ้าทำก็คงแพ้ ตั้งแต่แรก

ประชาธิปไตยและสังคมนิยมเป็นสิ่งที่มาจากการต่อสู้ของมวลชนจำนวนมาก ไม่ได้มาจากกองทัพปลดแอก

ความสำคัญของการจัดตั้งมวลชนรากหญ้าด้วยแนวความคิดทางการเมืองที่ทวนกระแส

การที่ พคท. ในอดีต เป็นพรรคมวลชนที่แท้จริง และเป็นพรรคมวลชนแรกของไทย ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัญหา พรรคมีจุดอ่อนสำคัญคือ ขาดประชาธิปไตยภายใน และแนวคิดที่เสนอกับมวลชน เป็นแนว “สตาลิน-เหมา” ปัญหาของแนวนี้คือไม่ตั้งเป้าเพื่อปฏิวัติล้มทุนนิยม แต่ตั้งเป้าเพื่อพัฒนาทุนนิยมต่างหาก พคท. มองว่าไทยล้าหลังและเป็นระบบศักดินา ดังนั้นมีการเสนอให้ทุกคนทำแนวร่วมกับนายทุนที่รักชาติ มันเป็นการเชิดชูแนวชาตินิยมแทนแนวชนชั้น และในรูปธรรมมันหมายความว่าคนทำงานส่วนใหญ่จะต้องยอมรับสภาพของตนเองในการเป็นเบี้ยล่างแบบลูกจ้างในยุคปัจจุบัน มันยอมรับว่าเราต้องมีชนชั้นปกครองที่อยู่เหนือคนธรรมดา มันไม่ท้าทายความคิดกระแสหลัก แค่ท้าทายเผด็จการทหาร ดังนั้นอดีตผู้ปฏิบัติการ พคท. ส่วนหนึ่งหันไปเป็นกองเชียร์สำคัญของนายทุนอย่างทักษิณ และต่อมาก็หันไปตั้งความหวังกับกองทัพหรืออำมาตย์ พูดง่ายๆ ไม่มีการคิดว่าคนชั้นล่างควร และ สามารถ ปลดแอกตนเอง จากล่างสู่บน

แนวคิดของ พคท. มีจุดอ่อนอีกแง่หนึ่งคือ ทำให้ “ลูกหลาน พคท.” ไม่เข้าใจธาตุแท้ของกลไกตลาดเสรีในระบบทุนนิยม ทุกวันนี้คนเสื้อแดงส่วนใหญ่หลงคิดว่าฝ่ายสุเทพหรือเสื้อเหลืองไม่เห็นด้วยกับเสรีนิยมกลไกตลาด แต่แท้จริงแล้วพวกนั้นคือพวกคลั่งตลาดมากกว่าทักษิณเสียอีก เพราะเขาต่อต้านการแทรกแซงโดยรัฐเพื่อประโยชน์คนจน กรณีการคัดค้านโครงการจำนำข้าว การด่าแนว “ประชานิยม” หรือการกู้เงินเพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เป็นตัวอย่างที่ดี

อีกแง่หนึ่งของปัญหานี้ คือพวกที่ปฏิเสธทฤษฏี และอ้างว่าเป็น “ผู้ปฏิบัติ” เช่นแกนนำ เอ็นจีโอ ที่มองว่าพวกเราเป็นหนอนหนังสือที่ไม่เข้าใจโลกจริง หรือพวก “ฝ่ายซ้ายไร้เดียงสา” ที่เคร่งทฤษฏี ทั้งๆ ที่พวกเขาต่างหากไม่เข้าใจโลกจริงเพราะอาศัยทฤษฏีนายทุนไปโดยไม่รู้ตัว พวกเขาไม่ชอบอ่านหนังสือหรือเรียนบทเรียนจากทั่วโลก ตัวอย่างที่ดีคือพวกที่สนับสนุนการมี “องค์กรอิสระ” โดยเฉพาะในยุคที่ร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐ เพราะพวกนี้ไม่สนใจที่จะเข้าใจว่ามันเป็นแนวคิดเสรีนิยมของคนชั้นบน เพื่อลดเสียงประชาธิปไตยของคนธรรมดา

แนวคิดผิดๆ ของ พคท. เรื่องไทยล้าหลังและเป็นระบบศักดินา ยังคงตกค้างอยู่ทุกวันนี้ เพราะเสื้อแดงจำนวนมากหลงมองว่า “ศักดา” อยู่เบื้องหลังการทำลายประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่กลุ่มอำนาจที่ทำลายประชาธิปไตยปรากฏตัวให้เห็นชัด คือทหาร ข้าราชการชั้นสูง นายทุนที่ทะเลาะกับทักษิณ และชนชั้นกลาง ซึ่งรวมถึงพวกนักวิชาการฝ่ายขวาและเอ็นจีโอด้วย

จุดอ่อนของการประนีประนอมกับอำนาจเก่า

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ประนีประนอมกับอำนาจเก่าตั้งแต่แรก เพราะมีการพยายามทำแนวร่วมกับข้าราชการเก่า และเสนอให้คงไว้ตำแหน่งกษัตริย์ในฐานะประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าฝ่ายสนับสนุนเจ้าพยายามก่อกบฏเพื่อกลับคืนสู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างไรก็ตามฝ่ายกบฏที่สนับสนุนเจ้าในที่สุดก็ไม่สำเร็จ และต้องหันไปแสวงหาเป้าหมายอื่นในการคงไว้อำนาจอนุรักษ์นิยมภายใต้ระบบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการจับมือกับทหารเผด็จการโกงกินอย่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในยุคสงครามเย็น

สาเหตุที่ฝ่ายก้าวหน้าในคณะราษฏร์ยอมประนีประนอมกับอำนาจเก่า ก็เพราะฝ่ายก้าวหน้าไม่ยอมหรือไม่กล้าปลุกระดมมวลชนในองค์กรจัดตั้งทางการเมือง เพื่อสร้างประชาธิปไตยและความเท่าเทียม ผลของการประนีประนอมคือ ลักษณะสังคมไทยกลายเป็นระบบกึ่งประชาธิปไตยผสมกับยุคเผด็จการ และที่สำคัญด้วยคือสังคมไทยแช่แข็งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยกับคนจน เพราะตั้งแต่ปีแรกหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ตอนนั้นนำโดยกษัตริย์รัชกาลที่๗ มีการล้มและปฏิเสธข้อเสนอของ อ.ปรีดี ที่จะสร้างรัฐสวัสดิการ สร้างงาน เก็บภาษีในอัตราสูงจากเศรษฐี และแบ่งที่ดินให้ประชาชนในชนบทใช้อย่างเท่าเทียมกัน ทุกวันนี้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมนี้ยังดำรงอยู่

ภัยหลักต่อระบบประชาธิปไตยที่ท้าทายเราในปัจจุบัน คือการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทักษิณ และ แกนนำ นปช. ไม่ยอมนำการต่อสู้กับเผด็จการทหาร และสยบยอมหาทางประนีประนอม โดยอ้างว่า “ไม่มีทางเลือกอื่น” แต่เราควรเข้าใจว่าสถานการณ์นี้สะท้อนสิ่งที่เคยเกิดในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ คือพวกที่นำเสื้อแดงรวมถึงพรรคเพื่อไทย ไม่ยอมจัดตั้งมวลชน เพื่อเอาชนะฝ่ายเผด็จการอย่างเบ็ดเสร็จ

พฤติกรรมนี้อธิบายได้จาก “ทฤษฏีปฏิวัติถาวร” ของนักมาร์คซิสต์ ซึ่งเคยนำเสนอไปแล้วใน นสพ. เลี้ยวซ้าย ถ้าจะสรุปก็คือ     ในอดีต คาร์ล มาร์คซ์ เคยตั้งข้อสังเกตในช่วงที่มีการปฏิวัติลุกฮือปี 1848 ในยุโรปว่า นายทุนกลัวการปลุกระดมและการลุกฮือของประชาชนชั้นล่าง มากว่าที่จะรังเกียจชนชั้นนำเก่าที่เป็นคู่แข่งของนายทุน เพราะนายทุนกลัวว่ากรรมาชีพจะล้มอำนาจเก่าและล้มนายทุนไปด้วย นายทุนจึงไปจับมือประนีประนอมกับอำนาจเก่า ดังนั้นทั้งคณะราษฏร์ในยุค ๒๔๗๕ และเพื่อไทยหรือแกนนำ นปช. ในปัจจุบัน เกรงกลัวที่จะระดมมวลชนเพื่อต่อสู้และขยายพื้นที่ประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้เราต้องจัดตั้งและปลุกระดมกันเอง อิสระจากพรรคเพื่อไทยและ นปช.

การเข้าใจว่าพลังมวลชนดำรงอยู่ในส่วนไหนของสังคม

หลังยุคป่าแตก นักเคลื่อนไหวจำนวนมากในไทยและที่อื่น หลงเชื่อว่าแนวความคิดสังคมนิยมหรือมาร์คซิสต์หมดยุค เพราะไม่เข้าใจว่าระบบที่ล้มเหลวในรัสเซีย ยุโรปตะวันออก หรือจีน เป็นระบบเผด็จการ “สตาลิน-เหมา” ซึ่งแตกต่างกับแนวคิดของมาร์คซ์ หรือ เลนิน พวกนี้จึงสรุปว่าชนชั้นกรรมาชีพไม่มีพลังในสังคมอีกแล้ว จริงๆ สายคิด เหมาเจ๋อตุง หันหลังให้กับกรรมาชีพในเมืองก่อนหน้านี้อีก เมื่อใช้แนวรบแบบ “ชนบทล้อมเมือง”

ผลของการหันหลังให้กับพลังกรรมาชีพคือ ไม่มีนักปฏิบัติการสังคมนิยมที่ลงไปทำงานกับกรรมาชีพในสหภาพแรงงานเหมือนเมื่อก่อน และอดีต พคท. หลายคนสรุปว่าการล้มอำนาจรัฐเก่า “เป็นไปไม่ได้” นี่คือสาเหตุที่หลายคนหันไปทำงานแบบ เอ็นจีโอ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นผลพวงของความคิดแบบนี้คือ คนที่เริ่มไม่พอใจกับรัฐบาลทักษิณ ที่เคยเป็นฝ่ายซ้าย หรือนักเคลื่อนไหวทางสังคม มองว่าคนชั้นล่างอ่อนแอ ถูกซื้อง่าย และไม่มีใครที่มีพลังในการเปลี่ยนสังคม มันนำไปสู่การเรียกร้องอะไรๆ จากเบื้องบน เช่นเรื่องนายกมาตรา ๗ และการโบกมือเรียกให้ทหารทำรัฐประหาร

สิ่งที่พวกนั้นไม่เข้าใจคือ คนทำงานธรรมดา ที่เราเรียกว่า “กรรมาชีพ” เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมไทย และเป็นผู้ที่ผลิตมูลค่าทั้งปวงด้วยการทำงาน นี่คือความจริงพื้นฐานที่มารค์ซ์อธิบายไว้นานแล้ว และมันไม่เคยเปลี่ยนไป ทั้งๆ ที่ลักษณะงาน เทคโนโลจี และวิถีชีวิตประจำวันของคนทำงานเปลี่ยนไปตามยุค ดังนั้นการนัดหยุดงานและการยึดสถานที่ทำงานเป็นอาวุธที่สำคัญกว่าการจับปืนสำหรับฝ่ายเรา ยิ่งกว่านั้นถ้าศึกษาการต่อสู้ทั่วโลก จะเห็นว่าการพัฒนาประชาธิปไตยในเกือบทุกประเทศมาจากการต่อสู้ทางการเมือง โดยเฉพาะในพรรคการเมือง ของชนชั้นกรรมาชีพ ปัญหาในไทยคือขบวนการแรงงาน ในซีกที่ก้าวหน้าที่สุด ไม่ยอมสร้างพรรคการเมืองแบบที่เน้นการเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้ามากกว่าการลงสมัคร สส. และไม่ยอมพัฒนาการศึกษาทางการเมืองแบบสังคมนิยม เพราะเลือกเคลื่อนไหวแบบ “ลัทธิสหภาพปฏิวัติ” โดยมองว่าการมีพรรคไม่สำคัญ มีสหภาพแรงงานก็เพียงพอ…. นี่คือสิ่งที่เราต้องแก้ไข

Advertisements