พม่า: บทเรียนสำคัญสำหรับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในไทย

ตั้งแต่อดีตนายพล เทียน เส่ง ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีพม่าในเดือนมีนาคม ปี 2011 นักวิจารณ์ต่างชาติ มักมองในแง่ดีว่าพม่ากำลังเดินทางไปสู่รูปแบบการเมืองประชาธิปไตยเสรีนิยม แต่หลายคนลืมไปว่านายพล เทียน เส่ง ขึ้นมามีอำนาจแต่แรกภายใต้เผด็จการทหารที่ยึดอำนาจในปี 1988 เทียน เส่ง เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลเผด็จการมาตลอด  เขาเป็นนายพล เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการเผด็จการ และต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี  และในช่วงเวลาดังกล่าวเขาไม่เคยแสดงจุดยืนที่อิสระจากกองทัพแต่อย่างใด

โครงสร้างอำนาจของกองทัพพม่าในส่วนบนไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด การพูดถึงระบบการเมืองที่อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูปเป็นการเข้าใจผิด

รัฐธรรมนูญปัจจุบันของพม่าถูกร่างขึ้นโดยคณะที่แต่งตั้งมาจากทหาร และมีการนำมาใช้หลังจากที่ทหารจัดการลงประชามติที่ไม่โปร่งใส  ประชามตินี้จัดขึ้นหลังจากที่พายุนากิส สร้างความเสียหายมหาศาลภายในประเทศ  และมีการเป่าประกาศว่า 92.48% ของประชากรเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญครั้งนี้

พรรคการเมืองของทหารในปัจจุบันชื่อพรรค USDP และแกนนำของพรรคมีคนอย่าง ตาน ฉ่วย และ เทียน เส่ง รวมอยู่ด้วย และไม่ว่าพรรคของทหารจะชนะการเลือกตั้งด้วยวิธีการสกปรกหรือไม่ แต่กติกาในระบบเลือกตั้งระบุว่า 25% ของที่นั่งในสภาจะต้องเป็นนายทหารที่ถูกแต่งตั้งโดยกองทัพโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งเลย

ย่อหน้าแรกของรัฐธรรมนูญทหารปี 2008 ระบุว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญในการนำการเมือง ในรูปธรรมกองทัพคุม 25% ของที่นั่งในรัฐสภา และกองทัพมีอำนาจในการวีโต้การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่สำคัญ และถ้ารัฐสภาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตรงไหน จำเป็นจะต้องมีเสียงสนับสนุน จาก 75% ของส.ส. ถึงจะทำได้ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และการโกงในระบบเลือกตั้งหรือการลงประชามติ แปลว่ากองทัพจะยังถืออำนาจต่อไปในประเทศพม่า นอกจากนี้กองทัพสามารถควบคุมคณะกรรมการเลือกตั้ง ผ่านเส้นสายต่างๆ และมาตรา 413 ของรัฐธรรมนูญระบุว่าประธานาธิบดีสามารถจะยกอำนาจให้กับผู้บัญชาการทหารเพื่อปกครองประเทศ รวมถึงอำนาจศาลด้วย ถ้ามี “เหตุจำเป็น”

กองทัพพม่ามีอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย เพราะเป็นเจ้าของสองบริษัทแม่ยักษ์ใหญ่ คือ UMES กับ MEC สำนักข่าวรอยเตอร์เสนอว่า UMES ผูกขาดการนำเข้าของสินค้า และมีนักวิชาการออสเตรเลียเสนอว่า ตาน ฉ่วย เป็นผู้คุมกำไรของบริษัทนี้ ส่วน MEC เป็นบริษัทที่มีความลึกลับพอสมควร และ มีผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมหนักและภาค IT

หลังจากรัฐธรรมนูญทหารถูกนำมาใช้และมีรัฐสภาที่ทหารควบคุมได้ แกนนำในกองทัพพม่ามองว่าถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะเริ่มโครงการปฏิรูปเพื่อแก้ภาพพจน์แย่ๆ ของทหารพม่าในเวทีสากล  มีความหวังว่าการกระทำที่ดูเหมือนปฏิรูปนี้จะหลอกประเทศสากลได้ ด้วยเหตุนี้นาง อองซานซูจี ถูกปล่อยตัวและมีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองเป็นร้อย   นอกจากนี้สื่อมวลชนเริ่มมีเสรีภาพมากขึ้นหลังจากที่เคยถูกควบคุมอย่างหนัก

โศกนาฏกรรมของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า คือการหักหลังการต่อสู้โดยนางอองซานซูจี โดยที่เขายังมีอิทธิพลครองใจชาวพม่าที่รักประชาธิปไตยเป็นจำนวนมาก

ในเดือนเมษายน 2012 พรรคการเมืองของ อองซานซูจี (พรรคNLD)  เข้าร่วมในการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ สส. พรรคทหารได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ พรรคของซูจี ชนะ 43 ที่นั่ง จาก 44 ที่นั่งที่มีตำแหน่งว่างในการการเลือกตั้งครั้งนั้น และ ซูจี ก็เข้ามาเป็น สส. ในรัฐสภา   อย่างไรก็ตามพรรคNLD คุมแค่ 7% ของรัฐสภา

การร่วมในกระบวนการเลือกตั้งจอมปลอมของทหาร โดยนางอองซานซูจี และพรรค NLD ถือว่าเป็นการยอมรับระบบการเมืองภายใต้ทหาร แล้วยังช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับทหารอีกด้วย

นอกจากนี้มีคนวิจารณ์ว่าประสิทธิภาพของ อองซานซูจี และNLD ในรัฐสภาเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เขาไม่ได้ทำตัวเป็นฝ่ายค้านแต่อย่างใด เพียงแต่เดินตามหลังรัฐบาลอย่างเชื่องๆ อองซานซูจี จึงดูเหมือน “ถูกตอนให้เป็นหมัน” และเป็นปากเสียงของประชาชนไม่ได้อีกแล้ว

ชนชั้นปกครองพม่าพึงพอใจอย่างยิ่งที่เห็นการวิวัฒนาการของอองซานซูจี จากผู้นำฝ่ายค้านไปสู่ผู้สนับสนุนทหารและสนับสนุนภาพลวงตาเกี่ยวกับการปฏิรูป

ในอดีต ในยุคที่มีการลุกฮือต่อต้านเผด็จการทหารครั้งยิ่งใหญ่ในปี 1988 อองซานซูจี มีบทบาทสำคัญในการสลายการชุมนุม และต้อนความหวังของผู้รักประชาธิปไตยไปสู่ระบบการเลือกตั้ง แต่ทั้งๆที่เขาชนะการเลือกตั้งครั้งนั้น ทหารไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน ในขณะที่พลังมวลชนก็ถูกสลายไป เผด็จการจึงครองพม่าต่อไปจนทุกวันนี้ได้

นักศึกษาจำนวนหนึ่งไม่พอใจกับพฤติกรรมของอองซานซูจีเป็นอย่างมาก และหันไปสนใจยุทธศาสตร์การจับอาวุธสู้กับกองทัพพม่า แต่ในที่สุดมันล้มเหลวโดยสิ้นเชิงและไร้พลังแต่แรก

สิ่งที่มีพลังแท้ในการต้านเผด็จการพม่าคือมวลชนที่เชื่อมโยงกับสหภาพแรงงาน ซึ่งในปี 1988 เกือบจะล้มทหารได้ก่อนที่อองซานซูจีจะเข้ามาสลาย มวลชนที่เชื่อมโยงกับสหภาพแรงงานจึงเป็นความหวังสำหรับอนาคตประชาธิปไตยพม่า

Advertisements