นายกไม่สังกัดพรรคการเมือง? มันเป็นสูตรอดีตกษัตริย์เนปาล

ใจ อึ๊งภากรณ์

ตอนนี้มีเสียงกระซิบจากคอกปฏิกูลการเมือง ว่ามีพวก “ผู้รู้” ที่อยากเสนอให้นายกรัฐมนตรีไทยในอนาคตไม่สังกัดพรรคการเมือง โดยพวกนี้อ้างว่าจะลดการแสวงหาผลประโยชน์ให้พรรคพวกตัวเอง เผลอๆ มันจะเสนอกันว่าในรัฐสภาไม่ควรมีพรรคการเมืองด้วย ตามอย่างวุฒิสภา

สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจคือ ระบบการเลือกตั้งที่ไร้พรรคการเมือง เป็นระบบ “การเมืองที่ไร้นโยบาย” หรือ “การเมืองที่ไร้การเมือง” นั้นเอง มันเคยถูกใช้ภายใต้เผด็จการกษัตริย์เนปาล ก่อนที่ประชาชนจะลุกฮือขับไล่กษัตริย์ออกไป มันเป็นสูตรเผด็จการชัดๆ

ถ้านายกรัฐมนตรี หรือ สส. ไม่สังกัดพรรคการเมือง ก็แปลว่าจะไม่มีการหาเสียงด้วยการเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรม เหมือนพวกที่เสนอตนเองเป็น ส.ว. แล้วห้ามเสนอนโยบาย ก็มีแต่รูปภาพใส่เครื่องแบบทหารหรือพลเรือน มีแต่การโอ้อวด “ผลงาน” ในลักษณะตำแหน่งที่เคยครอง และมีแต่การพูดนามธรรมว่าจะ “รับใช้ชาติและประชาชน”

การที่ระบบการเมืองและระบบการเลือกตั้งไม่มีการเสนอนโยบายการเมือง แปลว่าประชาชนไม่มีอะไรให้เลือก แปลว่าเราจะย้อนยุคกลับไปสู่ระบบการเมืองอุปถัมภ์ แจกโน้นแจกนี่ หางานและตำแหน่งให้พรรคพวก และซื้อเสียง มันแปลว่าประชาชนจะไม่มีสิทธิในการมีส่วนร่วม เพื่อกำหนดว่าสังคมจะถูกบริหารภายใต้นโยบายอะไรเลย นั้นคือความฝันของประยุทธ์และพรรคพวก

อย่าลืมว่าสิ่งที่ทำให้อำมาตย์ เผด็จการทหาร และคนชั้นกลาง เจ็บใจมากที่สุด คือการที่พรรคไทยรักไทยเคยครองใจประชาชน อย่างที่ไม่เคยมีพรรคไหนทำได้ ก็ด้วยการเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ นี่คือสาเหตุที่พรรคอื่นไม่สามารถเอาชนะได้ และนี่คือสาเหตุที่พวกต้านประชาธิปไตยมองว่ามีวิธีเดียวที่จะจัดการกับพรรคทักษิณได้ คือการทำรัฐประหารทางทหารและทางระบบตุลาการ

ตอนนี้เราก็มีนายกรัฐมนตรีที่แต่งตั้งตนเองและไม่สังกัดพรรคการเมือง สมัยสฤษดิ์ก็เช่นกัน และเผด็จการทหารก็เป็นเจ้าจอมโกงกินเล่นพรรคเล่นพวกที่ทำลายสังคมไทย

ประชาธิปไตยไทยพัฒนาให้ดีกว่ายุคทักษิณได้ ด้วยการมีหลากหลายพรรคการเมือง เช่นพรรคของชนชั้นกรรมาชีพหรือเกษตรกร และพรรคสังคมนิยม แทนที่จะมีแค่พรรคนายทุน การลดบทบาทพรรคการเมืองเป็นการถอยหลังลงคลอง

Advertisements