ความสำคัญของกรรมาชีพคนทำงานในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา

การต่อสู้ของมวลชนชาวไทยในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนชั้นล่าง เนื่องจากคนไทยนับเป็นแสนออกมาประท้วงและล้มเผด็จการทหารจนสำเร็จ ปรากฏการณ์อันนี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับมุมมองที่ดูถูกประชาชนว่า “ไม่เข้าใจประชาธิปไตย”

เวลามีการพูดถึงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ แนวความคิดที่ปฏิเสธบทบาทสำคัญของมวลชนในการพัฒนาสังคมไทย มักจะให้ความสำคัญกับความแตกแยกในหมู่ชนชั้นปกครองมากกว่าการกระทำของมวลชน ซึ่งไม่แตกต่างจากคนที่มัวแต่มองเบื้องบนทุกวันนี้

นอกจากนี้เขาจะเน้นรายละเอียดของสิ่งต่างๆที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในวันนั้น เหมือนกับว่าเป็น “แผนลับ” ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในแวดวงกลุ่มชั้นนำไทย หรืออาจเสนอว่าความรุนแรงเกิดจาก “ความเข้าใจผิดที่นำไปสู่อุบัติเหตุทางการเมือง” แต่ในความเป็นจริงความรุนแรงของฝ่ายเผด็จการทหารในวันที่ ๑๔ ตุลาคม มาจากการที่เขาไม่พร้อมที่จะสละอำนาจเผด็จการอย่างง่ายๆ ในขณะที่มวลชนส่วนหนึ่งไม่พร้อมที่จะทนอยู่ต่อไปภายใต้การปกครองเผด็จการ

ดังนั้นเราจะพบว่าถึงแม้ว่ามีการตกลงกันว่าจะปล่อยนักโทษทางการเมืองที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญ และมีการสัญญาว่าจะร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยภายใน 6 เดือนจนผู้นำการประท้วงส่วนใหญ่เสนอให้สลายม็อบ แต่มวลชนส่วนหนึ่งยังไม่พร้อมที่จะสลายตัวจนกว่าจอมเผด็จการทั้งสามจะลาออกจากตำแหน่ง  ความรุนแรงจากฝ่ายทหารจึงเกิดขึ้น

เราต้องมองว่ากระแสการต่อสู้ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม เป็นกระแสที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาพลังการผลิตแบบทุนนิยมภายใต้เผด็จการทหาร การพัฒนาพลังการผลิตดังกล่าวมีผลทำให้ชนชั้นกรรมาชีพไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะมีการดึงชาวนาจากชนบทมาเป็นแรงงานในเมือง นอกจากนี้การพัฒนาของระบบทุนนิยมยังมีผลให้ระบบการศึกษาขยายตัวด้วย จำนวนนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้เพิ่มขึ้นจาก 15,000 คน ไปเป็น 50,000 คนภายในเวลาแค่ 9 ปี และที่สำคัญคือสัดส่วนนักศึกษาที่เป็นลูกกรรมาชีพเพิ่มขึ้นเป็น 46% การสร้างมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี ๒๕๑๒ คงจะมีผลตรงนี้

นอกจากเงื่อนไขของพลังการผลิตแล้ว อีกเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญ คือความขัดแย้งทางชนชั้นที่เกิดขึ้นในยุควิกฤตเศรษฐกิจโลกภายหลัง“ยุคทอง”ที่ตามหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง การเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจของระบบโลกปลายทศวรรษ 1960 มีผลทำให้เกิดการกบฏครั้งยิ่งใหญ่ทั่วโลก ในฝรั่งเศสนักศึกษาจุดประกายที่นำไปสู่การนัดหยุดงานครั้งใหญ่ที่สุดในโลกในปี 1968 ในสหรัฐคนผิวดำลุกขึ้นสู้เพื่อปลดปล่อยตนเอง และผู้ที่ต่อต้านสงครามเวียดนามสร้างแนวร่วมกับกองทัพปลดแอกเวียดนามจนสหรัฐต้องยอมแพ้ สิ่งเหล่านี้สร้างกระแสการปลดปล่อยทางการเมืองที่มีผลกระทบกับความคิดของคนหนุ่มสาวในไทยเป็นอย่างมาก และภาวะทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายของกรรมาชีพ ที่ต้องทนค่าจ้างขั้นต่ำในระดับประมาณ 10 บาทต่อวันมาเกือบ 20 ปี มีผลในการสร้างกระแสการต่อสู้ที่นำไปสู่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

คนงานกรรมาชีพมีส่วนสำคัญในการสร้างกระแสการต่อสู้ ในยุคเผด็จการทหารการนัดหยุดงานเป็นเรื่องผิดกฏหมาย แต่ปรากฏว่าระหว่างปี ๒๕๐๘ ถึง ๒๕๑๔ มีการนัดหยุดงาน 113 ครั้ง และในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคมปี ๒๕๑๖ ก่อนเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม มีการนัดหยุดงานเพิ่มขึ้นถึง ๔๐ ครั้ง กรณีหนึ่งที่โรงงานผลิตเหล็กกล้ามีการหยุดงานยาวนานถึงหนึ่งเดือนจนได้รับชัยชนะ สาเหตุสำคัญที่ทำให้การต่อสู้เมื่อ ๑๔ ตุลาคมได้รับชัยชนะในการล้มเผด็จการถนอม-ประภาส-ณรงค์ ก็เพราะประชาชนกรรมาชีพในเมืองออกมาช่วยนักศึกษาเป็นหมื่นเป็นแสน

นักวิชาการสำนัก “ประชาสังคม” ที่ปฏิเสธเรื่องความขัดแย้งทางชนชั้น มักจะเสนอว่านักศึกษาหรือคนชั้นกลางเป็นผู้เคลื่อนไหวในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ซึ่งมีผลในการเปิดโอกาสให้คนชั้นล่างที่ไม่รู้จักสู้เองได้มีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นในช่วงหลังจากนั้น ทั้งนี้เพราะสำนักแนวความคิดนี้ไม่เชื่อว่าคนชั้นล่างทำอะไรเพื่อตัวเองได้ และมักมองข้ามการต่อสู้ทางชนชั้นของกรรมาชีพและชาวนาเสมอ แต่สำนักมาร์คซิสต์มองว่าชนชั้นล่างมีส่วนสำคัญในการปลดแอกตนเองจากเผด็จการทหาร และเรามักจะมองว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยภายใต้ระบบทุนนิยม แยกออกจาการต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อผลประโยชน์ปากท้องไม่ได้

Advertisements