ประเทศไทยไม่ควรจะมีหนังสือต้องห้าม

ใจ อึ๊งภากรณ์

หนังสือของ แอนดรู มะเกรกกอร์มาร์แชล์ ไม่ควรถูกทำให้เป็นหนังสือต้องห้าม แต่ใน “กะลาแลนด์”ภายใต้ไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือด การใช้มันสมองคิดอะไรเอง กลายเป็นเรื่อง “ผิด” ซึ่งแสดงให้เราเห็นว่าพวกนายพลปัญญาอ่อนที่ครองประเทศไทยตอนนี้ กลัวประชาชนที่ฉลาดกว่าตนเองมาก

สาเหตุสำคัญที่ประชาชนควรมีโอกาสอ่านหนังสือของ แอนดรู มะเกรกกอร์มาร์แชล์ ก็เพราะมันเป็นการวิเคราะห์วิกฤตการเมืองไทยที่ผิด และวิเคราะห์ไม่ตรงจุด

แต่ถ้าเราไม่สามารถอ่านข้อเสนอของนักวิชาการหรือนักข่าวต่างๆ เราไม่สามารถมาถกเถียงแลกเปลี่ยนได้เลย ซึ่งแปลว่าเราเข้าถึงความจริงยากขึ้น และพลเมืองจำนวนมากอาจต้องเดาว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นบนพื้นฐานข่าวลือ

ประเด็นหลักที่ผมไม่เห็นด้วยกับ แอนดรู มะเกรกกอร์มาร์แชล์ คือเราไม่สามารถอธิบายความขัดแย้งปัจจุบันด้วยการเสนอว่าเป็นปัญหา “การเปลี่ยนรัชกาล” อย่างที่ มาร์แชล์ สเนอ แต่การทำให้เป็นหนังสือต้องห้ามของแก๊งโจรประยุทธ์ มีผลในการชักชวนให้คนไทยเชื่อว่ามันเป็นวิกฤตการเปลี่ยนรัชกาลจริง

นักข่าวต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ฟังการโม้ของคนไทยในบาร์เบียร์ มักอธิบายว่าชนชั้นปกครองอนุรักษ์นิยมเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากทีรัชกาลนี้สิ้นสุดลง และนี่คือสาเหตุที่ไทยมีเผด็จการทหาร

มันมีหลายระดับของคำอธิบายผิดๆ แบบนี้

ในระดับที่หยาบและไร้สาระที่สุดคือ มีการอธิบายว่าจะเกิดศึก “ชิงราชสมบัติ” ระหว่างลูก เหมือนสมัยอยุธยาหรือสมัยรัตนโกสินตอนต้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้มีอำนาจจริงในสังคมไทยสมัยนี้คือทหาร นายทุนใหญ่ และข้าราชการชั้นสูง

ในประเทศทุนนิยมทั่วโลก การมีสถาบันกษัตริย์ มีไว้เพื่อปกป้องและให้ความชอบธรรมกับลำดับชนชั้น และการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองในมือชนชั้นปกครอง ไม่ว่าประเทศเหล่านั้นเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ และประเทศไทยหรือประเทศอังกฤษไม่ใช่กรณีพิเศษ ดังนั้นในไทยกฏหมาย 112 มีไว้ปกป้องการกระทำของทหารและส่วนอื่นของชนชั้นปกครองไทย และในอังกฤษไม่มีกฏหมาย 112 เพราะชนชั้นปกครองอังกฤษ สามารถหาทางสร้างเสถียรภาพสำหรับการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองในมือตนเอง โดยการนำผู้นำพรรคแรงงานมาเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง

กษัตริย์ไทยหลัง ๒๔๗๕ ไม่เคยมีอำนาจ แต่ทหารที่ก่อรัฐประหาร ๑๙ กันยา ผูกโบสีเหลือง เพื่อสร้างความชอบธรรมกับตนเอง ปัจจุบันเวลาแก๊งประยุทธ์บอกว่าจะเข้มงวดในการใช้ 112 ก็ทำเพื่อหาความชอบธรรมกับการปล้นอธิปไตยจากประชาชนเท่านั้นเอง กิจกรรมแบนี้จำต้องอาศัยการสร้างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจอมปลอมเสมอ

ในระดับที่พอเชื่อได้บ้าง มีการเสนอว่าชนชั้นปกครองซีกประยุทธ์-สลิ่ม-ประชาธิปัตย์ กลัวว่าทักษิณจะมีอิทธิพลกับสถาบันกษัตริย์หลังการเปลี่ยนรัชกาล และมีการกระซิบว่าบางคนไม่อยากให้คนนั้นคนนี้ขึ้นครอง เรื่องแบบนี้อาจมีความจริงบ้าง แต่มันไม่สามารถอธิบายต้นเหตุหลักของวิกฤตการเมืองไทยได้และ ความจริงที่จับต้องได้คือ ชนชั้นปกครองไทยทั้งหมด เลือกจะนำเจ้าฟ้าชายขึ้นครอง เพราะตลอดเวลาที่มีรัฐบาลทหารหลัง ๑๙ กันยา หรือสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ หรือสมัยยิ่งลักษณ์ เจ้าฟ้าชายก็ทำหน้าที่เป็น “รองประมุข” ในพิธีกรรมต่างๆ

ถ้าเราจะวิเคราะห์จุดเริ่มต้นของวิกฤตการเมืองไทย เราจะเห็นว่ารัฐบาลไทยรักไทยที่เข้ามาในปี ๒๕๔๔ หลังวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” เป็นรัฐบาล “คิดใหม่ทำใหม่” ที่มีพลวัตรจริงๆ เพราะนโยบายใหม่ๆ ของไทยรักไทยในที่สุดไปกระทบโครงสร้างเก่าของพวกอภิสิทธิ์ชนไทย ทั้งๆ ที่ทักษิณไม่ได้มีเจตนาหรือแผนที่จะทำอย่างนั้นเลย และความขัดแย้งนี้นำไปสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยาท่ามกลางการโวยวายอย่างรุนแรงของพวกชนชั้นกลางฝ่ายขวาเสื้อเหลือง

การใช้นโยบายกลไกตลาดเสรีของรัฐไทยมานาน ตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ ในสภาพที่ไร้ประชาธิปไตย หรือไร้สิทธิของคนชั้นล่าง มีผลในการสร้างความเหลื่อมล้ำมหาศาลระหว่างคนจนกับคนรวย และมีผลในการสร้างอุปสรรคกับการพัฒนาเศรษฐกิจในโลกสมัยใหม่ด้วย สิ่งเหล่านี้เริ่มถูกเปิดโปงอย่างชัดเจนในวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๓๙

เราควรจะเข้าใจว่านโยบายช่วยคนจนของไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็นหลักประกันสุขภาพ หรือกองทุนหมู่บ้าน ที่ตั้งเป้าหมายไปที่คนชนบท เพราะคนงานในเมืองมีประกันสังคมอยู่แล้ว เป็นนโยบายที่ช่วยคนงานในเมืองด้วย เพราะลดภาระในการช่วยเหลือญาติพี่น้องในชนบท แต่สำหรับนายทุนอย่างทักษิณ นโยบายเหล่านี้เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพของสังคมไทย ที่จะแข่งขันทางเศรษฐกิจในเวทีโลก ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งชี้ให้เห็นว่าไทยอ่อนด้อยตรงนี้มานาน

ความรู้สึกไม่พอใจกับสภาพเศรษฐกิจสังคมของคนเสื้อแดง มาจากความรู้สึกในเชิงเปรียบเทียบ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจถ้าเทียบกับคนชั้นสูง คือผลของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ไปตกอยู่กับอภิสิทธิ์ชน ดังนั้นการที่พรรคไทยรักไทยและทักษิณประกาศว่าจะให้ “คนจนเป็นผู้ร่วมพัฒนา” แทนที่จะมองอย่างที่รัฐบาลต่างๆ ในอดีตมอง ว่าคนจนเป็น “ภาระ” ของชาติ ทำให้ประชาชนจำนวนมากนิยมพรรคไทยรักไทย

การที่ทักษิณและไทยรักไทย เปลี่ยนกระบวนการทางการเมืองในไทย จากการแค่ “เล่นการเมือง”แบบเลือกตั้ง แจกเงิน และเข้ามาร่วมกิน ของนักการเมืองหัวเก่าที่ไม่สนใจประชาชนหรืออนาคตของสังคม มาเป็นการเสนอนโยบายเพื่อครองใจประชาชน กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายทั้งทหาร ข้าราชการอนุรักษ์นิยม และนักการเมืองหัวเก่า เพราะเป็นการใช้กระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อขึ่นมามีอำนาจ แทนที่จะใช้ยศศักดิ์ และความเป็นนักเลง เพื่อมีอิทธิพลในสังคม นี่คือรากกำเนิดของความขัดแย้งปัจจุบัน

ปัจจุบันพวกเศษสวะที่กำลังปฏิกูลการเมืองไทย ต้องการหมุนนาฬิกากลับสู่การเล่นการเมืองในรูปแบบก่อนไทยรักไทย นั้นคือสาเหตุที่เราจะต้องรื้อทิ้งรัฐธรรมนูญปฏิกูล ที่พวกนี้กำลังจะผลิต

หนังสือของ แอนดรู มะเกรกกอร์มาร์แชล์ ขาดการวิเคราะห์แบบนี้ที่ครอบคลุมทั้งสภาพเศรษฐกิจ ชนชั้น และการเมืองภาพกว้าง และที่มองพลเมืองไทยส่วนใหญ่ว่าสำคัญและมีบทบาท เพราะ แอนดรู มะเกรกกอร์มาร์แชล์ ใช้ทฤษฏีประเภทที่ไม่เห็นหัวประชาชนส่วนใหญ่ และมองว่าทุกอย่างในสังคมกำหนดจากชนชั้นบน

Advertisements