ข้อดีของระบบการเมืองแบบเยอรมัน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในช่วงนี้มีการพูดถึงระบบการเมืองแบบเยอรมัน ว่ามีข้อดีหลายประการซึ่งควรนำมาใช้ในไทย

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ หนึ่งในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอ “โมเดลการเลือกตั้งแบบเยอรมัน” โดยระบุว่าวิธีการเลือกตั้งแบบเยอรมัน จะทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนที่ลงคะแนนมีค่า เพราะจำนวนผู้แทนของแต่ละพรรคการเมืองจะสอดคล้องกับเสียงประชาชน และในเวลาเดียวกัน สุจิต บุญบงการ ก็ออกมายืนยันข้อดีของรูปแบบการเลือกตั้งแบบเยอรมัน ในการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

ผมไม่เคยสนับสนุนจุดยืนเลียทหารของสองนักวิชาการเหล่านี้ แต่ในเรื่องข้อดีของระบบการเมืองเยอรมัน ผมเห็นด้วยทั้งๆ ที่ นครินทร์ และ สุจิต คงจะชมไม่เต็มปากอย่างแน่นอน

ในประการแรก เยอรมันเป็นสาธารณรัฐ แบบ “สหรัฐ” คือรัฐต่างๆ ของเยอรมันมีสภาของตนเองที่มาจากการเลือกตั้ง และมีอำนาจของตนเอง พร้อมๆ กับการมีรัฐบาลและรัฐสภาส่วนกลางด้วย ตอนนี้ไทยเป็นรัฐรวมศูนย์ที่ฝ่ายเผด็จการยืนยันว่า “แบ่งแยกไม่ได้”

การแบ่งไทยหรือสยามออกเป็นหลายรัฐจะเพิ่มอำนาจการกำหนดอนาคตตนเองของประชาชน เช่นใน ปาตานี ลานนา หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในการเลือกตั้งเยอรมันมีบัตรลงคะแนนสองบัตรคือ บัตรเลือก สส. เขต และอีกบัตรเพื่อเลือกนักการเมืองจากรายชื่อของแต่ละพรรคหรือ “พาร์ตีลิสต์” ดังนั้นจำนวน สส. ในสภาจะสอดคล้องกับการนิยมของประชาชน นอกจากนี้ในเยอรมันไม่มีการปิดกั้นการตั้งพรรคสังคมนิยมหรือพรรคซ้ายแต่อย่างใด

เยอรมันมีระบบประธานาธิบดีที่เป็นประมุขแต่ไม่ค่อยมีอำนาจ ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยสภาส่วนกลางและสภารัฐท้องถิ่น ส่วนผู้นำประเทศที่แท้จริงคือนายกรัฐมนตรี หรือ “ชานเซเลอร์”

ในเยอรมันไม่มีองค์กรอิสระที่จะมาลดเสียงประชาชน ไม่มีกรรมการที่ถูกแต่งตั้ง ที่จะมากำหนดว่าพรรคการเมืองใช้นโยบายอะไรได้หรือไม่ได้ และไม่มีการระบุว่ารัฐบาลต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบไหน

ผู้บัญชาการกองทัพเยอรมันคือรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งเป็นพลเรือน ขณะนี้เป็นสตรีด้วย ไม่มีใครสนใจชื่อนายพลคนใดเพราะนายพลไม่มีอำนาจ ยิ่งกว่านั้นเวลามีการตั้งกองทัพใหม่ขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และหลังจากที่เผด็จการฮิตเลอร์จบลง มีการกลั่นกรองนายพลที่ยึดแนวประชาธิปไตยเท่านั้น เพื่อดำรงตำแหน่งในกองทัพ เมื่อทหารใหม่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ก็ต้องสาบานว่าจะ “ปกป้องประชาธิปไตยเสรีภาพของประชาชน และรัฐธรรมนูญ” และในยุคนี้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหารพร้อมกับการลดกองกำลังลง ประเทศไทยควรตามอย่างแบบนี้ทุกประการอย่างแคร่งครัด

ในเยอรมันไม่มีกฏหมายที่ปิดปากประชาชน ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้ และผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะทุกคนถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ประเทศไทยควรตามอย่างโดยการยกเลิกกฏหมาย 112

ในเยอรมันมีหลายกฏหมายที่พยายามปกป้องเสรีภาพประชาชนจากการสอดแนมของรัฐ

ในเยอรมันมีระบบรัฐสวัสดิการสำหรับประชาชนทุกคน ซึ่งในไทยยังไม่มี

เมื่อเรากลับมาพิจารณาความเห็นของนักวิชาการตอแหลที่ปฏิกูลประเทศให้ทหารเผด็จการ เราจะเห็นว่าคนอย่าง นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และ สุจิต บุญบงการ กำลังโกหกว่าชื่นชมระบบแบบเยอรมันในขณะที่ต้องการทำลายเสียงประชาชนด้วยการลดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีการพูดถึงส่วนดีๆ อื่นของระบบเยอรมันเลย คือตั้งใจเลือกมาแค่ส่วนเล็กๆ

สุจิต เองมองว่าควรลดอิทธิพลของพรรคการเมือง เพราะจะได้ลดอิทธิพลพรรคที่มีนโยบายดีๆ สำหรับคนจน เขาต้องการกลับไปสู่ระบบ “เลือกคนดี” ซึ่งเป็นเพียงการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ระบบอุปถัมภ์นั้นเอง ในอดีตบทความวิชาการของ สุจิต บุญบงการ เคยวิจารณ์ประชาชนว่าตกอยู่ในระบบอุปถัมภ์และวิจารณ์สถาบันทางการเมือง เช่นพรรคการเมือง ว่าขาดเสถียรภาพ นับว่าเป็นการกลับคำเพื่อให้ความชอบธรรมกับรัฐประหารรอบนี้อย่างหน้าไม่อายเลย

เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้ออกมาสนับสนุนการห้ามกิจกรรมทางการเมืองเกี่ยวกับ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ที่ธรรมศาสตร์ โดยอ้างว่าในอดีตเป็นเวทีเพื่อสร้างความแตกแยก คือเขามองว่าการคิดเห็นต่างเป็นเรื่องผิด นครินทร์ เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศราว่า “องค์พระประมุขของรัฐ คอยเชื่อมต่อไม่ให้การรัฐประหารต่างๆ นั้น ไม่ทำให้บ้านทั้งหลังมันแตกร้าว อย่างน้อยที่สุด ประมุขของรัฐเป็นตัวเชื่อม เป็นสถาบันที่ทำให้เราเห็นความต่อเนื่องของระบอบประชาธิปไตยของไทย” นอกจากนี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยวิจารณ์ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ว่าบิดเบือนพูดไม่หมด เวลาเขียนถึงเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ในหนังสือ “พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย” ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เราโชคดีจังที่มีคนดีแบบนักวิชาการสองคนนี้ ที่มากอบกู้ระบบประชาธิปไตยไทย

Advertisements