อิสลาม ในฐานะธงแห่งการต่อสู้

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในยุคนี้ หลังเหตุการณ์ล่าสุดที่ปารีส มีการรื้อฟื้นแนวคิดปฏิกิริยาฝ่ายขวาของนักวิชาการสหรัฐชื่อ แซมมูล ฮันทิงตัน เรื่อง “ความขัดแย้งทางอารยธรรม” เพื่อมาบิดเบือนความคิดของชาวมุสลิมทั่วโลก บุคคลที่พึ่งเอ่ยถึงเรื่องนี้คือ นิโคลัส ซาร์โคซิ อดีตประธานาธิบดีพรรคฝ่ายขวาของฝรั่งเศส

ข้อเสนอเรื่อง “ความขัดแย้งทางอารยธรรม” เป็นการให้ความชอบธรรมให้กับสงครามที่รัฐบาลตะวันตกกระทำในตะวันออกกลาง มันเป็นการโกหกว่าตะวันตกมีอารยธรรมที่เน้นเสรีภาพ ในขณะที่สร้างภาพว่าคนมุสลิมเป็นคน “ล้าหลังที่ไม่เคารพเสรีภาพ” และอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์ช บุช ก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ เพื่อให้สงครามแย่งชิงน้ำมันในตะวันออกกลาง ดูดีว่าเป็นสงคราม “เพื่อเสรีภาพ”

“ความขัดแย้งทางอารยธรรม” เป็นการมองข้ามการเหยียดสีผิวในสหรัฐและยุคทาส มันมองข้ามการเหยียดสีผิวและคนยิวในยุโรป มันมองข้ามประวัติการล่าอาณานิคม และมันมองข้ามสาเหตุที่สังคมตะวันตกหลายสังคมมีเสรีภาพในขณะนี้ เพราะเสรีภาพดังกล่าวเป็นผลพวงของการต่อสู้ของคนชั้นล่างที่ต้องสู้กับชนชั้นปกครองของตนเอง และทุกวันนี้เสรีภาพดังกล่าวกำลังถูกคุกคามจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

ในอดีต แซมมูล ฮันทิงตัน เคยเขียนงานเขียนวิชาการ เพื่อให้ความชอบธรรมกับการทำสงครามในเวียดนามโดยรัฐบาลสหรัฐ พอสงครามเย็นสิ้นสุดลง เขาหันมาหาความชอบธรรมให้กับสหรัฐต่อไปในตะวันออกกลาง

ประเด็นสำคัญคือทฤษฏี “ความขัดแย้งทางอารยธรรม” เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์การต่อสู้ของสังคมมุสลิม มันปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง

ในความเป็นจริง กลุ่มคนที่ใช้ศาสนาอิสลามเป็นธงนำการต่อสู้ มีความหลากหลายทางความคิดเป็นอย่างมาก และไม่เคยโหดร้ายป่าเถื่อนกว่าสังคมตะวันตก สังคมคริสต์ หรือสังคมไซออนนิสต์ยิว และในอดีตอารยธรรมอิสลามก้าวหน้าและเสรีกว่าอารยะธรรมคริสต์ในยุโรปก่อนยุคทุนนิยมด้วยซ้ำ

การปฏิวัติอิหร่านปี 1979 มาจากความโกรธแค้นเจ็บปวดกับเผด็จการของพระเจ้าชาร์ที่สหรัฐอเมริกาคอยหนุนหลัง เกือบทุกส่วนของสังคมต่อต้านกษัตริย์ชาร์และสามัคคีภายใต้ธงอิสลาม เพราะฝ่ายซ้ายเสียชื่อและอ่อนแอ แต่พอ ชาร์ โดนล้ม ความขัดแย้งทางชนชั้น ระหว่างชนชั้นกรรมาชีพ นายทุนน้อยอนุรักษ์นิยม ปัญญาชนชาตินิยม เกษตกรรายย่อย ชนกลุ่มน้อย และคนจนในเมือง ก็ระเบิดขึ้น มีการแย่งชิงอำนาจกัน และในที่สุดซีกของ อายาโตลาห์ โคเมนี ชนะ และใช้อำนาจเผด็จการปราบปรามฝ่ายอื่น มันเป็นซีกอนุรักษ์นิยมที่ใกล้ชิดกับนายทุนน้อย มันไม่จำเป็นต้องจบแบบนั้น

ใน อัฟกานิสถาน รัสเซียส่งกำลังทหารไปหนุนผู้นำอุปถัมภ์ของตนเอง และเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โดยที่ฝ่ายต้านรัสเซียใช้ธงอิสลามเพื่อสู้กับ “คอมมิวนิสต์” พวกนี้ได้รับการหนุนจากประเทศซาอุ และสหรัฐอเมริกา แต่พอรัสเซียแพ้สงครามและถอนตัวออก หลายกลุ่มที่สู้ภายใต้ธงอิสลาม ก็หันมารบกับรัฐบาลต่างๆ ที่เข้าข้างสหรัฐอเมริกา และนำไปสู่การถล่มตึกเวอร์ลเทรดในนิวยอร์ค

องค์กร ไอซิล ที่กำลังรบกับตะวันตกในอิรักและซิเรียในปัจจุบัน เป็นผลผลิตของการทำสงครามของสหรัฐและการจงใจแบ่งแยกประชาชนระหว่าง “อิสลามชีอะ” กับ “อิสลามซุนนี” เพื่อความง่ายในการปกครอง

ศาสนาอิสลามไม่ได้นำไปสู่ความสามัคคีหรือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่อย่างใด สงครามระหว่างอิหร่าน กับ อิรัก เป็นสงครามที่นองเลือดที่สุดในตะวันออกกลางในทศวรรษ 1980 เป็นสงครามระหว่างคนมุสลิม และได้รับการหนุนหลังจากประเทศมุสลิมอย่าง ซาอุ และซุดาน และสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ในความเป็นจริง คนจำนวนมากที่หันไปใช้ธงอิสลามในการต่อสู้ เป็นคนที่ผิดหวังกับขบวนการฝ่ายซ้ายที่เคยมีอิทธิพลในอดีต และตอนนี้เขาถูกกดขี่รังแกจากจักรวรรดินิยมในระบบทุนนิยมโลก อียิปต์ ตูนีเซีย อัลจีเรีย ตูรกี ลิเบีย อิรัก ซิเรียและอิหร่าน เป็นตัวอย่างที่ดี ชาวมุสลิมมาเลย์ในปาตานีก็เช่นกัน มันไม่ใช่ว่าอิสลามเป็นธงนำการต่อสู้หรือแนวคิดหลักมาตลอด

คนรุ่นใหม่ในยุโรปจำนวนมาก ที่เติบโตในครอบครัวมุสลิม กำลังหันไปยึดศาสนาเพื่อเป็นอัตลักษณ์ท่ามกลางการเหยียดสีผิว แต่รุ่นพ่อแม่ของเขาไม่ได้เน้นศาสนาแบบนี้ มันไม่ใช่สถานการณ์ที่คงอยู่มานานแม้แต่นิดเดียว

คำสอนในคัมภีร์กุรอาน มักถูกตีความเพื่อเข้าข้างตนเองโดยคนที่ต้องการลุกขึ้นสู้ เพราะมีประโยคที่กล่าวถึงความเป็นธรรมและการกำจัดการกดขี่ แต่พอกลุ่มอิสลามเริ่มได้อำนาจทางการเมือง เราจะพบว่าอุดมการณ์เรื่องความเท่าเทียมมักเริ่มจางหายไป และนักการเมืองมุสลิมพร้อมจะประนีประนอมและร่วมมือกับตะวันตกและกลุ่มทุนเสมอ ประเทศ ตูรกี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

และเนื่องจาก คัมภีร์ศาสนา ทุกศาสนา จะถูกตีความได้หลายด้านเสมอ ก็จะมีคนที่ปฏิบัติตามแนวอิสลามในลักษณะก้าวหน้าเสรี และคนที่ปฏิบัติตามแนวอิสลามในลักษณะล้าหลังเช่นการกดขี่สตรีเป็นต้น เราเหมารวมไม่ได้ ถ้าเราเหมารวมแบบนั้น เราอาจมองว่าคนไทยทุกคนเป็นสลิ่ม ที่ทนกับการวิจารณ์กษัตริย์ไม่ได้ หรือยอมมอบคลานต่อกษัตริย์และเผด็จการก็ได้ แต่มันจะไม่จริง

สรุปแล้วแนวคิดทางศาสนา หรือทางการเมือง ไม่เคยแช่แข็งหยุดนิ่งท่ามกลางโลกที่เปลียนแปลงตลอดเวลา คนที่มองว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจะไม่เข้าใจสังคมอิสลามหรือสังคมอื่นๆ และคนที่ท่องสูตร “ความขัดแย้งทางอารยธรรม” เพียงแต่เป็นคนที่บิดเบือนโลกจริง

Advertisements