ศาสนา งมงายหรือปลดแอกมนุษย์?

ใจ อึ๊งภากรณ์

นักมาร์คซิสต์สังคมนิยมยึดถือแนวคิด “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” แทนความเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ การวิเคราะห์โลกของเรากระทำไปเพื่อปฏิบัติการในการเปลี่ยนระบบ เราต้องการทำลายการกดขขี่ขูดรีดและเผด็จการ นี่คือสาเหตุที่เราไม่นับถือศาสนา และไม่เห็นด้วยกับปรัชญาศาสนา เพราะศาสนาพาคนไปตั้งความหวังไว้กับอำนาจเบื้องสูงที่จับต้องไม่ได้ และมักจะเป็นคำสอนที่ถกเถียงด้วยไม่ได้อีกด้วย คือต้องเชื่อฟังและศรัทธาอย่างเดียว

ในยุคนี้มักจะมีการพูดกันถึงบทบาทศาสนาอิสลามเวลามีเหตุการณ์ก่อการร้าย หรือเมื่อมีการทำสงครามในตะวันออกกลาง และแน่นอนพวกที่เหยียดเชื้อชาติในยุโรปและสหรัฐ และพวกที่ให้ความชอบธรรมกับการทำสงครามของรัฐบาลตะวันตก มักจะตั้งใจบิดเบือนเบื้องหลังการต่อสู้โต้ตอบกลับมาของกลุ่มมุสลิมบางกลุ่ม และหลายคนที่อ้างว่าเป็นคนฝ่ายซ้าย โดยเฉพาะในฝรั่งเศส มักจะคล้อยตามกระแสหลักฝ่ายขวา และร่วมในการด่าชาวมุสลิม โดยใช้ข้ออ้างว่าฝ่ายซ้ายคัดค้านทุกศาสนา แต่นั้นเป็นการมองโลกแบบแข็งทื่อและกลไก

เราอาจเห็นสถานการณ์แบบนี้ในไทยด้วย เมื่อบางคนวิจารณ์กลุ่มที่ต่อสู้กับรัฐไทยในปาตานี

ในมุมกลับฝ่ายซ้ายอีกพวกหนึ่ง จะคล้อยตามความเชื่อของมวลชนและไม่กล้าวิจารณ์ศาสนาเลย ตัวอย่างที่ดีคือองค์กร “ละบังอังมาซา” ในฟิลิปปินส์ ที่ไปร่วมขบวนแห่ของคนงานชาวคริสต์เมื่อสันตะปาปามาเยี่ยมฟิลิปปินส์ โดยไม่มีการวิจารณ์จุดยืนต้านสิทธิทำแท้ง จุดยืนเชิดชูครอบครัวอนุรักษ์นิยม หรือจุดยืนค้านการคุมกำเนิดของสำนักคริสต์สายแคทอลิค ในไทยนักเคลื่อนไหวบางคนอาจไม่กล้าวิจารณ์ศาสนาพุทธหรือศาสนาอิสลาม เมื่อมีการเสนอแนวคิดศาสนาที่กดทับเสรีภาพ

สำหรับนักมาร์คซิสต์ การวิเคราะห์ศาสนาของเรามีความละเอียดอ่อนและแหลมคม

คาร์ล มาร์คซ์ มองว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างศาสนาและสร้าง “พระเจ้า” หรือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ขึ้นมาเอง และมนุษย์เป็นคนลงมือเขียนคัมภีร์ด้วย แต่เราไม่สามารถจำกัดความศาสนาใดศาสนาหนึ่งจากสิ่งที่เขียนในคัมภีร์ได้ การถกเถียงกันระหว่างคนที่ตีความคัมภีร์แตกต่างกันเป็นเรื่องไม่มีวันจบ และในความเป็นจริงศาสนาต่างๆ จงใจให้มีการตีความหลากหลาย เพื่อเอาใจทุกคนเพื่อขยายอิทธิพล คือเอาใจคนรวยและคนจนพร้อมกัน หรือให้ความชอบธรรมกับชนชั้นปกครองและเห็นใจความทุกข์ของคนที่ถูกปกครองพร้อมกัน สำหรับ มาร์คซ์ ธาตุแท้ของศาสนาคือวิธีการนำศาสนาไปปฏิบัติของคนจำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะหลากหลาย

แน่นอนศาสนากลายเป็นเครื่องมือสำคัญของชนชั้นปกครอง คำสอนของศาสนาถูกเปล่งออกมาจากปากผู้ปกครองที่พยายามสอนให้เราสยบยอมและเชื่อฟัง และสำหรับผู้ถูกกดขี่คำสอนของศาสนาบ่อยครั้งกลายเป็นการสยบยอมต่อชนชั้นปกครอง เพราะคิดว่าเป็นผลกรรมของชาติก่อน หรือไม่ก็ลิขิตของพระเจ้า

ในขณะเดียวกันศาสนาอาจเป็นธงนำในการต่อสู้ อย่างที่เราเห็นในกรณีศาสนาอิสลามในตะวันออกกลาง หรือปาตานี โดยเฉพาะเวลาศัตรูเป็นคนต่างศาสนาหรือไม่นับถือศาสนา แต่คำถามสำคัญคือ การต่อสู้ภายใต้ธงอิสลามที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ จะปลดแอกมนุษย์ได้มากน้อยเพียงใด หรือจะเป็นเพียงการเปลี่ยนชนชั้นปกครองโดยไม่มีการกำจัดการกดขี่ขูดรีดเลย

คนไทยจำนวนมากยังงมงายในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีการยกมือไหว้พระ ไหว้รูปปั้นพระพุทธรูปหรือเทวดาฮินดู ไหว้ต้นไม้ ไหว้รูปปั้นคนที่ตายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือสามัญชน นี่คือภาพที่สะท้อนว่าสังคมไทยแย่ เหลื่อมล้ำ และเต็มไปด้วยการกดขี่ขูดรีด และศาสนาพุทธจะเน้นว่าเราต้องแก้ปัญหาที่ตัวเราเอง แทนที่จะรวมตัวกันแก้ไขสังคมและโค่นล้มชนชั้นปกครอง

มันเป็นเรื่องสำคัญที่ฝ่ายซ้ายต้องเข้าใจว่าทำไมมวลชนที่ถูกกดขี่ถึงเชื่อในศาสนา เพราะมันไม่ใช่ “ความโง่” แต่อย่างใด มาร์คซ์เคยเขียนว่า “ความทุกข์ของมนุษย์ที่มีรูปแบบออกมาทางศาสนาคือความทุกข์จริง ศาสนาคือการประท้วงต่อความทุกข์จริงในโลก คือการถอนหายใจของผู้ถูกกดขี่ คือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ คือวิญญาณในสภาพไร้วิญญาณ” แต่ มาร์คซ์ เขียนต่อว่า “ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน” มันให้ความอบอุ่นจอมปลอมนั้นเอง

แทนที่ชาวมาร์คซิสต์จะเน้นการเถียงกับคนที่งมงายในศาสนา เราจะต้องเน้นการต่อสู้กับสภาพสังคมที่ย่ำแย่อันเป็นสาเหตุที่ทำให้คนต้องพึ่งศาสนาแต่แรก

มาร์คซ์ อธิบายว่า “การยกเลิกศาสนาที่สร้างความสุขจอมปลอม ต้องทำผ่านการต่อสู้เรียกร้องให้ทุกคนมีความสุขแท้จริงในชีวิต การเรียกร้องให้คนเลิกงมงายในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ต้องเป็นการเรียกร้องให้ยกเลิกสภาพสังคมที่ทำให้คนจำเป็นต้องงมงาย และการวิจารณ์ศาสนาต้องเป็นการวิจารณ์สังคมที่ทำให้มนุษย์น้ำตาคลอด้วยความทุกข์”

เราจะยืนอยู่เคียงข้างผู้ที่นับถือศาสนาถ้าเขาถูกกดขี่ และโดยเฉพาะในกรณีที่เขาลุกขึ้นสู้เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม แต่เราจะไม่กลัวที่จะวิจารณ์ศาสนาด้วย

Advertisements