กรีซกับไทย บทเรียนในความล้มเหลวของยิ่งลักษณ์

ใจ อึ๊งภากรณ์

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันในประเทศกรีซ มีบทเรียนสำหรับประเทศไทย เพราะมันชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยของยิ่งลักษณ์ พลาดโอกาสสำคัญในการทำลายอำนาจของฝ่ายเผด็จการ หลังการเลือกตั้งปี ๒๕๕๔

หลังจากชัยชนะของพรรคฝ่ายซ้าย “ไซรีซา” ในการเลือกตั้งกรีซ มีการตั้งรัฐบาลและรุกสู้กับกลุ่มทุนใหญ่ของ “อียู” ทันที รัฐมนตรีการคลัง ยานิส วารูฟาคิส เปิดประเด็นในการโต้กับอียู โดยประกาศว่า “ไตรภาคีเสรีนิยม” หมดความสำคัญไป ไตรภาคีของนายทุนอันนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยธนาคารกลางอียู ไอเอ็มเอฟ และกรรมการบริหารอียู เป็นตัวหลักในการสั่งการให้รัฐบาลกรีซในอดีตต้องตัดงบประมาณ และทำลายชีวิตประชาชน ทั้งนี้เพื่อจ่ายเงินคืนให้ธนาคารและกลุ่มทุนใหญ่โดยเฉพาะในเยอรมัน นอกจากนี้รัฐบาลพรรคไซรีซาก็ประกาศว่าจะรับคนที่เคยถูกปลดออกจากงานกลับเข้าทำงาน และจะแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเร่งด่วน

แน่นอนเราไม่สามารถเพ้อฝันไปได้ว่ารัฐบาลไซรีซาในกรีซจะปฏิวัติยกเลิกทุนนิยมเพื่อสร้างสังคมนิยม และเราต้องเข้าใจว่า ยานิส วารูฟาคิส, อาเลกซิส ซีพรัส และทีมพรรคไซรีซา คงจะประนีประนอมบ้างกับกลุ่มทุนใหญ่ในอียู แต่ที่สำคัญคือในขณะที่ไซรีซาเปิดศึกกับกลุ่มทุนอียูและนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด  ที่เป็นพิษภัยกับประชาชนคนทำงาน มีมวลชนจำนวนมากออกมาชุมนุมกลางเมืองอาเทนส์ เพื่อสนับสนุนจุดยืนรัฐบาล และหลายส่วนของมวลชนคงต้องการกดดันให้รัฐบาลทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ในช่วงหาเสียงอีกด้วย นอกจากนี้เราก็ควรใช้สติ ระแวงว่าพรรคไซรีซาอาจพยายามลดการเคลื่อนไหวของมวลชนในอนาคต แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดและยังไม่มีการประนีประนอม

ประเด็นสำคัญสำหรับเรา ในการพิจารณาการพลาดโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ของรัฐบาลเพื่อไทยคือ รัฐบาลไซรีซามีความชอบธรรมที่กลุ่มทุนใหญ่ไม่สามารถจะปฏิเสธได้ เขาได้รับการเลือกตั้งจากเสียงประชาชนส่วนใหญ่จำนวนมาก มันเป็นการเปล่งเสียงโดยประชาชนว่าเขาไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้เผด็จการของไตรภาคีทุนอียูอีกต่อไป และมีการหนุนในรูปธรรมโดยการชุมนุมอีกด้วย รัฐบาลไซรีซาจึงสามารถเจรจาจากจุดยืนที่มีความเข้มแข็งได้

ถ้าเราพิจารณาท่าทีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์หลังชนะการเลือกตั้งแบบขาดลอย เราจะเห็นว่าต่างจากท่าทีไซรีซาโดยสิ้นเชิง เพราะไม่มีการประกาศรุกสู้ทันที ไม่มีการปลดประยุทธ์ทั้งๆ ที่นายทหารคนนี้แทรกแซงการเลือกตั้งในลักษณะที่ผิดหน้าที่ นอกจากนี้ไม่มีการประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญเผด็จการทันที และไม่มีการนำอภิสิทธิ์ สุเทพ ประยุทธ์ และอนุพงษ์มาขึ้นศาลในข้อหาฆ่าประชาชน คือไม่มีการใช้โอกาสของความชอบธรรมมหาศาลที่มาจากการชนะการเลือกตั้ง และที่สำคัญไม่มีการเปิดไฟเขียวให้เสื้อแดงออกมาชุมนุมเพื่อหนุนรัฐบาล ตรงกันข้ามมีแต่การเปิดไฟแดงเพื่อแช่แข็งขบวนการเสื้อแดง พร้อมกันนั้นก็มีแต่การหมอบคลานต่อคนอย่างเปรมและประยุทธ์

อาจมีบางคนที่พูดว่าพรรคเพื่อไทยสู้กับเผด็จการไม่ได้ “เพราะนายภูมิพลสั่งการทหารและมีอำนาจล้นฟ้า” แต่ความเชื่อนี้ไม่ตรงกับความจริง กษัตริย์ภูมิพลไม่เคยมีอำนาจหรือแม้แต่ความกล้าหาญที่จะนำอะไร เขาเป็นเพียง “ธง” ที่ทหารและอำมาตย์ส่วนอื่นใช้เพื่อเป็นข้ออ้างในการทำลายประชาธิปไตยเท่านั้น เขาเป็นหุ่นเชิดของทหาร

แม้แต่ในเรื่องเล็กๆ พรรคเพื่อไทยก็ไม่ทำเหมือนพรรคไซรีซา เพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังกรีซไม่ยอมผูกเนคไท เหมือนนักการเมืองกระแสหลัก และในวันแรกของการทำงาน ยานิส วารูฟาคิส ขับรถมอร์เตอร์ไซค์เข้ากระทรวง ส่วนนักการเมืองเพื่อไทยทั้งหลายก็แต่งตัวและปฏิบัติเหมือนนักการเมืองกระแสหลักมาตลอด

พฤติกรรมของพรรคเพื่อไทยไม่น่าแปลก เพราะมันเป็นพรรคของนายทุนใหญ่ที่ไม่ต้องการโค่นล้มระบบอำมาตย์ และไม่ต้องการให้มวลชนสู้อย่างถึงที่สุดเพื่อสร้างประชาธิปไตย ท้ายสุดฝ่ายเผด็จการก็ได้โอกาส ทุกอย่างจบลงด้วยรัฐประหารรอบสอง และกระบวนการปฏิกูลการเมืองที่หมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคก่อน ๑๔ ตุลา

ข้อสรุปที่เราควรจะนำไปคิดต่อคือ เราสามารถเผชิญหน้ากับฝ่ายกลุ่มทุนใหญ่ หรือฝ่ายเผด็จการทหาร ที่ดูเหมือนมีอำนาจล้นฟ้า แต่เราต้องอาศัยการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และเราต้องพร้อมจะระดมมวลชนนอกรัฐสภาเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามเราทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถ้านักประชาธิปไตยไทยยังยึดติดกับพรรคการเมืองของทักษิณ หรือการเคลื่อนไหวกระจัดกระจายของกลุ่มอิสระที่ไม่ยอมสร้างพรรคมวลชนของคนชั้นล่าง

Advertisements