ธรรมกายหรือพุทธะอิสระ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

คำตอบง่ายๆคือไม่เอาทั้งสองฝ่าย ทั้งธรรมกายและพระฟาสซิสต์พุทธะอิสระ เป็นพวกล้าหลัง งมงายในเรื่องไร้สาระ แสวงหาอำนาจและความร่ำรวย และเป็นอุปสรรค์ในการปลดแอกชีวิตพลเมืองไทย

แต่ใครอยากจะงมงายตามพวกนี้ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นเรื่องส่วนตัวถ้าไม่มีผลกระทบต่อชาวบ้าน เช่นการทำลายการเลือกตั้งหรืออะไรแบบนั้น และในกรณีแบบนั้นก็มีกฏหมายธรรมดาที่มาลงโทษอันธพาลได้ ถ้าสังคมไม่อยู่ในสภาพไร้ความยุติธรรมใต้กะลาของเผด็จการทหาร

นักมาร์คซิสต์มีประวัติอันยาวนาน ในการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนที่จะเลือกนับถือศาสนาที่หลากหลาย สำหรับเราศาสนาควรเป็นเรื่องส่วนตัว ต้องแยกออกจากรัฐ ไม่ควรมีกฏหมายใดๆ หรือรัฐธรรมนูญใดๆ มาบังคับกติกาของการนับถือศาสนา และไม่ควรมีการบังคับสอนศาสนา หรือบังคับสวดมนต์ในโรงเรียน สตรีควรมีสิทธิ์บวชเป็นพระโดยไม่ต้องขออนุญาติใคร ถ้าจะมี “วันพระ” ก็ไม่ควรเป็นเรื่องที่ใช้บังคับใคร วันสำคัญทางศาสนาของบางคน ก็ควรได้รับการเคารพเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นวันของศาสนาไหน ในบัตรประชาชนหรือเอกสารอื่นๆ ไม่ควรถามว่านับถือหรือไม่นับถือศาสนาไหน ในสังคมไม่ควรให้ผู้ที่อ้างศาสนามากำหนดศีลธรรมของประชาชน เช่นการเสนอห้ามทำแท้งเพื่อควบคุมร่างสตรีเป็นต้น

การมีองค์กรของศาสนาพุทธ ที่มากำหนดควบคุมศาสนา โดยเชื่อมกับอำนาจรัฐ ไม่เคยเป็นหลักประกันว่าศาสนาจะ “ดี” ทุกวันนี้เราก็เห็นพวกมารพวกโจรห่มผ้าเหลือง เช่นสุเทพมือเปื้อนเลือด หรือพระฟาสซิสต์ที่เรียกตัวเองว่าพุทธะอิสระ ในอดีตเราก็เห็นพระฟาสซิสต์กิตติวุฑโฒที่ยุให้คนฆ่านักศึกษาในช่วง ๖ ตุลา

เสรีภาพในการนับถือศาสนา เป็นเรื่องที่ควรจะมีในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในความศรัทธา และเสรีภาพในการแสดงออกก็เช่นกัน ดังนั้นเราต้องพิจารณารวมกับสิทธิเสรีภาพในการชื่นชมระบบสาธารณะ เสรีภาพในการเสนอให้ยกเลิกระบบกษัตริย์ และเสรีภาพในการวิจารณ์ผู้ถือตำแหน่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ นายกรัฐมนตรี หรือผู้พิพากษาและศาล

สำหรับนักมาร์คซิสต์ การวิเคราะห์ศาสนาของเรามีความละเอียดอ่อนและแหลมคม คาร์ล มาร์คซ์ มองว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างศาสนาและสร้าง “พระเจ้า” พระพุทธรูป หรือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ขึ้นมาเอง และมนุษย์เป็นคนลงมือเขียนคัมภีร์ด้วย สำหรับ มาร์คซ์ ธาตุแท้ของศาสนาคือวิธีการนำศาสนาไปปฏิบัติของคนจำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะหลากหลาย โดยไม่ได้ถูกระบุไว้ในคัมภีร์ใด เพราะทุกคัมภีร์มีการตีความที่แตกต่างกัน

แน่นอนศาสนากลายเป็นเครื่องมือสำคัญของชนชั้นปกครอง คำสอนของศาสนาถูกเปล่งออกมาจากปากผู้ปกครองที่พยายามสอนให้เราสยบยอมและเชื่อฟัง ในขณะเดียวกันศาสนาอาจเป็นธงนำในการต่อสู้ของคนที่ถูกกดขี่

คนไทยจำนวนมากยังงมงายในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีการยกมือไหว้พระ ไหว้รูปปั้นพระพุทธรูปหรือเทวดาฮินดู ไหว้ต้นไม้ ไหว้รูปปั้นคนที่ตายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือสามัญชน นี่คือภาพที่สะท้อนว่าสังคมไทยแย่ เหลื่อมล้ำ และเต็มไปด้วยการกดขี่ขูดรีด และศาสนาพุทธจะเน้นว่าเราต้องแก้ปัญหาที่ตัวเราเอง แทนที่จะรวมตัวกันแก้ไขสังคมและโค่นล้มชนชั้นปกครอง

มาร์คซ์เคยเขียนว่า “ความทุกข์ของมนุษย์ที่มีรูปแบบออกมาทางศาสนาคือความทุกข์จริง ศาสนาคือการประท้วงต่อความทุกข์จริงในโลก คือการถอนหายใจของผู้ถูกกดขี่ คือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ คือวิญญาณในสภาพไร้วิญญาณ” แต่ มาร์คซ์ เขียนต่อว่า “ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน” มันให้ความอบอุ่นจอมปลอมนั้นเอง

มาร์คซ์ อธิบายต่อว่า “การยกเลิกศาสนาที่สร้างความสุขจอมปลอม ต้องทำผ่านการต่อสู้เรียกร้องให้ทุกคนมีความสุขแท้จริงในชีวิต การเรียกร้องให้คนเลิกงมงายในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ต้องเป็นการเรียกร้องให้ยกเลิกสภาพสังคมที่ทำให้คนจำเป็นต้องงมงาย และการวิจารณ์ศาสนาต้องเป็นการวิจารณ์สังคมที่ทำให้มนุษย์น้ำตาคลอด้วยความทุกข์”

เมื่อเราสร้างโลกใหม่ในอนาคต มนุษย์จะเข้าถึงเนื้อแท้ของตนเอง และมีจิตสำนึกที่สะท้อนความจริงทางวิทยาศาสตร์ และในโลกนั้นศาสนาจะค่อยๆ จางหายไปท่ามกลางโลกที่มีหัวใจ วิญญาณ ศักดิ์ศรีและความอบอุ่น แต่สิ่งเหล่านั้นเกิดไม่ได้ถ้าเราไม่มีเสรีภาพ ดังนั้นเราต้องร่วมใจกันต่อต้านเผด็จการ

Advertisements