ทำไมเราควรคัดค้านมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

รัฐบาลเผด็จการทหารปัจจุบันกำลังผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ธรรมดาแล้วจะมีการคัดค้านและตรวจสอบจากประชาชนในยุคที่มีประชาธิปไตย ล่าสุดคือการนำมหาวิทยาลัยหลายแห่งออกนอกระบบ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยจากองค์กรภาครัฐ ให้เป็นองค์กรที่บริหารตนเองเหมือนธุรกิจเอกชน คือเน้นการหารายได้เองโดยการ “ขายวิชา” เพื่อลดงบประมาณรัฐ นโยบายดังกล่าวจะเป็นผลเสียต่อมาตรฐานทางวิชาการ และสภาพการจ้างงานของพนักงานและอาจารย์ นอกจากนี้จะเพิ่มการกีดกันนักศึกษายากจนโดยการขึ้นค่าเทอม คราวก่อนที่มีรัฐบาลทหารหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา มีการผลักดันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่ในชุมชนจุฬาฯคัดค้าน รอบนี้มีการผลักดันให้ ม. เกษตรศาสตร์ ขอนแก่น และธรรมศาสตร์ออกไป และมีการระบุด้วยว่าไม่ต้องปรึกษาใคร

การนำกลไกตลาดเข้ามาในมหาวิทยาลัยผ่านการออกนอกระบบ จะมีผลในการนำการแข่งขันแบบตลาดเข้ามาในระบบการศึกษา ทั้งๆ ที่มีการอ้างว่ามหาวิทยาลัยจะยังอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ

ผลที่เห็นชัดเจนคือ จะมีการตัดค่าจ้างสวัสดิการให้พนักงานมหาวิทยาลัยในรูปแบบทางอ้อมและทางตรง ค่าจ้างอาจดูเหมือนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ต้องแลกกับการตัดสวัสดิการและความมั่นคงในการทำงาน ในขณะเดียวกันจะเพิ่มค่าจ้าง ผลประโยชน์ และอำนาจให้กับฝ่ายบริหาร อาจารย์บางคนที่ “ถูกประเมินว่าดี”  เพราะเลียก้นผู้บริหาร จะมีโอกาสพัฒนาอาชีพ ส่วนอาจารย์คนไหนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยหรือไปขัดคอผู้บริหาร ก็จะไม่ได้รับการต่อสัญญาการจ้างงาน

จะมีการตัดรายวิชาที่ “ไม่คุ้มทุน” เพราะมีคนเลือกเรียนน้อย เช่นปรัชญา ทฤษฏีการเมืองฝ่ายที่ไม่ใช่กระแสหลัก วรรณคดีไทย ฟิซิกส์แนวทฤาฏี หรืออะไรที่ชวนให้นักศึกษาคิดเองเป็นต้น พร้อมกันนั้นจะมีการเพิ่มวิชาบริหารธุรกิจ วิชาที่ทำให้หางานเงินเดือนสูงได้ หรือวิชาที่จบง่ายๆ และรับประกันว่าไม่มีสอบตก เพื่อเอาใจนักศึกษาที่กลายเป็น “ลูกค้า” ในบางแห่งอาจมีกำเนิด “วิชาไร้สาระ” ที่ขายให้คนรวยได้ เช่น “กอลฟ์สำหรับผู้บริหาร C.E.O.” ซึ่งมีในมหาวิทยาลัยที่ประเทศออสเตรเลีย สรุปแล้วมหาวิทยาลัยจะมีความหลากหลายและทางเลือกทางวิชาการน้อยลง และมหาวิทยาลัยจะไม่เน้นผลิตนักคิดที่มีคุณภาพ แต่จะเน้นการเป็น “โรงงานผลิตคนเพื่อรับใช้นายจ้างและกลุ่มทุนใหญ่” มาตรฐานทางวิชาการก็จะลดลง

แน่นอนจะต้องมีการเพิ่มค่าเทอมและลดความช่วยเหลือจากรัฐ ตามลัทธิคลั่งกลไกตลาดเสรี ซึ่งคนที่เสียประโยชน์จะเป็นลูกหลานคนจน ซึ่งเป็นนักศึกษาส่วนใหญ่ บทสรุปจากการทำให้มหาวิทยาลัยเกี่ยวเข้ากับกลไกตลาดจากประเทศในยุโรปและที่อื่นๆ คือ สัดส่วนนักศึกษาจากครอบครัวกรรมาชีพลดลง เพราะต้นทุนการเรียนสูงเกินไป ทั้งๆ ที่มีการอ้างว่าจะมีทุนพิเศษให้คนจนกู้ซึ่งไม่เคยเพียงพอ

ถ้าเราจะเข้าใจธาตุแท้ของแนวเสรีนิยมกลไกตลาด เราต้องใช้มุมมองชนชั้นมาจับ เพื่อให้เห็นว่าแนวเสรีนิยมกลไกตลาดเป็นแนวคิดที่รับใช้และมาจากผลประโยชน์ชนชั้นนายทุนล้วนๆ นักเสรีนิยมส่วนใหญ่มองว่าควรนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบเพื่อที่จะลดภาระของรัฐในเรื่องการบริการการศึกษาระดับอุดมศึกษา เขาเชื่อว่าถ้ารัฐลดงบประมาณลงในเรื่องนี้ และในเรื่องการบริการคนจนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการรัฐหรือระบบสาธารณะสุข จะช่วยให้ธุรกิจเอกชนรุ่งเรือง และรัฐจะสามารถลดภาระภาษีที่เอกชนและคนรวยจ่าย

นักเสรีนิยมกลไกตลาดที่มีสมองบางคน จะไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัยต้องสูญเสียรายได้จากการลดงบประมาณรัฐ เพราะเขามองว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย ดังนั้นเขาจึงหวังว่ามหาวิทยาลัยจะหารายได้เองมาทดแทนส่วนที่ลดลงจากรัฐ การหารายเสริมได้ดังกล่าวจะมาจากการเก็บค่าเล่าเรียนแพงขึ้นและ การรับเหมาทำการวิจัย หรือการขายวิชาและปริญญา ซึ่งในที่สุดมีผลในการทำลายมาตรฐานทางวิชาการสำหรับสังคมทั่วไปอยู่ดี

การมีเสรีภาพทางวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาของไทยควรจะเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ส่งเสริม แต่ภายใต้เผด็จการและวิกฤตการเมืองที่เป็นผลพวงของรัฐประหารสองรอบ มหาวิทยาลัยของเราขาดเสรีภาพไปมาก ดูได้จากพฤติกรรมของฝ่ายบริหารต่อขบวนการนักศึกษาในหลายมหาวิทยาลัยก็ได้ และดูได้จากการลงโทษอาจารย์ก้าวหน้าที่ต่อต้านเผด็จการ ตราบใดที่ไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนในไทยที่จะมีคุณภาพเทียบเท่ามหาวิทยาลัยดีๆ ในต่างประเทศได้

ที่สำคัญคือ เมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ กฏเกณฑ์ในการบริหารจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยถูกกำหนดไว้โดยระบบราชการ หลังการออกนอกระบบผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะกลายเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดเหนือพนักงานทุกคน จะเป็น C.E.O.ใหญ่ และสามารถใช้อคติทางการเมืองเพื่อให้คุณให้โทษกับอาจารย์หรือพนักงานได้ โดยไม่มีการตรวจสอบอะไรเลย แถมมีการเขียนกฏเกณฑ์ห้ามไม่ให้อาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ก่อตั้งสหภาพแรงงาน เหมือนที่อาจารย์ในตะวันตกมี สภาพแบบนี้ก็จะยิ่งลดเสรีภาพลงและเพิ่มอำนาจผู้บริหารให้มากขึ้น

จะเห็นว่าการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่ไปได้ดีกับเผด็จการทางการเมืองและเผด็จการของแนวเสรีนิยมกลไกตลาด และการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบในรอบสิบปีที่ผ่านมาในไทย เกิดขึ้นภายใต้อำนาจมืดของทหารทั้งสิ้น

Advertisements