ประชาธิปไตยแลกกับความมั่งคั่งไม่ได้

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังจากที่จอมเผด็จการ ลีกวนยู ของสิงคโปร์เสียชีวิต มีบทความขยะออกมามากมายที่เสนอว่า ถ้าจะพัฒนาเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี อาจต้องแลกกับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่แนวคิดแบบนี้เป็นเพียงข้อแก้ตัวแทนเผด็จการ ในความเป็นจริงประชาธิปไตยแลกกับความมั่งคั่งไม่ได้

ในบทความที่ชื่นชมผลงานของ ลีกวนยู มักจะมีการพูดถึงรายได้ต่อหัวของสิงคโปร์ และถ้าพิจารณาตัวเลขชุดนนี้เราอาจหลงเชื่อว่าประชาชนสิงคโปร์มีความอยู่ดีกินดีสูงอย่างถ้วนหน้า แต่พอเรามาพิจารณาตัวเลขที่วัดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน เราจะเห็นว่าสิงคโปร์มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก สูงกว่าประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศในยุโรปตะวันตก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความร่ำรวยกระจุกอยู่กับคนส่วนน้อย ซึ่งทำให้รายได้ต่อหัว ซึ่งเป็นตัวเลขเฉลี่ย ดูเหมือนว่าสูง

สิงคโปร์เป็นสังคมที่มีเศรษฐีระดับสูง และนักการเมืองกอบโกยเงินเดือนสูงกว่านักการเมืองในสหรัฐอเมริกา แต่ในขณะเดียวกันกรรมาชีพคนทำงานธรรมดาของสิงคโปร์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี หลายคนมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ และเรากำลังพูดถึงคนทำงานที่เป็นพลเมืองสิงคโปร์ แต่กำลังงานมีส่วนอื่นที่รัฐบาลไม่ถือว่าเป็นพลเมือง ที่เข้าถึงสวัสดิการไม่ได้ พวกนี้คือคนงานข้ามพรมแดน ซึ่งถ้าไม่เข้ามาทำงานในเกาะสิงคโปร์ เศรษฐกิจก็คงพัง

ในสิงคโปร์กรรมาชีพคนทำงานไม่มีสิทธิ์ก่อตั้งสหภาพแรงงานที่อิสระจากรัฐบาลเผด็จการ สมาชิกสหภาพเกือบจะไม่มีสิทธิอะไรเลย การนัดหยุดงานทำได้ยากมากจนถือได้ว่ามีกรอบจำกัดที่ห้ามการนัดหยุดงาน คนงานข้ามพรมแดนก็เป็นสมาชิกสหภาพไม่ได้ สำหรับประชาชนการเคลื่อนไหวหรือเดินขบวนเกือบจะทำไม่ได้ และพรรคฝ่ายซ้ายหรือพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ไม่มีพื้นที่ที่จะเสนอนโยบายทางเลือกที่อาจกระจายรายได้หรือความร่ำรวยให้ประชาชนส่วนใหญ่ เพราะมีการปราบและกลั่นแกล้งพรรคฝ่ายค้านมาตลอด บางคนอาจพูดถึงสวัสดิการที่รัฐบาลให้พลเมือง เช่นที่อยู่อาศัยหรือการรักษาพยาบาล แต่คุณภาพก็จำกัดและหลายคนมองว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะควบคุมประชาชนอีกด้วย เพราะใครที่ไม่จงรักภักดีต่อพรรครัฐบาลอาจโดนไล่ออกจากที่อยู่อาศัยที่รัฐให้ก็ได้

พูดง่ายก็คือ เผด็จการในสิงคโปร์เป็นอุปสรรคในการสร้างความมั่งคั่งกินดีอยู่ดีของประชาชนส่วนใหญ่

แน่นอนสภาพสังคมภายใต้เผด็จการแบบสิงคโปร์ คงเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับการลงทุนของบริษัทไฟแนนส์ข้ามชาติ และการลงทุนดังกล่าวมีผลในการขยายเศรษฐกิจสิงคโปร์ แต่เราต้องถามว่าชนชั้นไหนได้ประโยชน์?

ตัวอย่างของเผด็จการในประเทศร่ำรวยที่มีสภาพแบบสิงคโปร์มีมากมายในตะวันออกกลาง เช่นซาอุ หรือประเทศเล็กๆ ในอ่าว ที่ได้รายได้จากน้ำมัน ประเทศเหล่านี้อาศัยกำลังงานจากคนงานข้ามพรมแดนที่ไม่มีส่วนได้เลยจากเศรษฐกิจที่เขาสร้าง

ในขณะเดียวกันเราก็เห็นเผด็จการแบบพม่าหรือเกาหลีเหนือ ที่ยากจน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราหันไปพิจารณาประเทศในสแกนดีเนเวีย ที่มีรัฐสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของพลเมืองส่วนใหญ่ที่สูงที่สุดในโลก เราจะเห็นว่าประเทศเหล่านี้มีสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยเต็มที่  และที่สำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำ หรือการมีรัฐสวัสดิการ มาจากการต่อสู้ของสหภาพแรงงานและพรรคการเมืองสังคมนิยมประชาธิปไตยที่มีความสัมพันธ์กับขบวนการแรงงาน

พูดง่ายๆ การมีสิทธิเสรีภาพ และการมีการจัดตั้งที่เข้มแข็งทางการเมืองของขบวนการแรงงาน เป็นสิ่งที่สร้างความเท่าเทียมและการอยู่ดีกินดีของประชาชน

การมีสิทธิเสรีภาพในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตย แต่ถ้าเราพิจารณาประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง เช่นสหรัฐอเมริกาที่ไม่มีรัฐสวัสดิการ เราจะเห็นว่าการเมืองกลายเป็นเวทีผูกขาดของเศรษฐี นายทุน และคนรวย การมีส่วนร่วมจากประชาชนส่วนใหญ่ต่ำมาก

คือเราสามารถพูดได้ว่า ถ้าประชาธิปไตยเกี่ยวข้องกับการลดความเหลื่อมล้ำ ประชาธิปไตยแท้ย่อมมีไม่ได้ถ้าสังคมมีความเหลื่อมล้ำสูงอีกด้วย นั้นไม่ใช่การสนับสนุนข้ออ้างแย่ๆ ของสลิ่มกับเผด็จการมือเปื้อนเลือดแต่อย่างใด เพราะพวกนั้นโกหกว่าคนจนไม่เข้าใจประชาธิปไตย แต่เรากำลังเสนอว่าความเหลื่อมล้ำกลายเป็นอุปสรรค์ในการจัดตั้ง เคลื่อนไหว หรือการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่างหาก

ประชาธิปไตยแท้ต้องให้ความสำคัญกับเสรีภาพ และความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสิทธิที่จะมีชีวิตที่ดีพร้อมๆ กัน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาตลอด และทั้งๆ ที่เศรษฐกิจขยายตัวและรายได้ของพลเมืองทุกคนเพิ่มขึ้น แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของชนชั้นสูงมาตลอด นี่เป็นผลพวงของการมีเผด็จการทหารในหลายยุค ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย นโยบายที่ช่วยคนจนมีผลในการลดความเหลื่อมล้ำบ้าง แต่ไม่พอ เพราะไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองของนายทุน แต่พอทหารเข้ามาแทรกแซงการเมืองและเสนอนโยบายคลั่งกลไกตลาด ความเหลื่อมล้ำในไทยคงจะแย่มากขึ้น

ประชาธิปไตยแลกกับความมั่งคั่งไม่ได้ ทั้งสองเรื่องแยกกันไม่ออก มันไปด้วยกันเสมอ

Advertisements