40ปีหลังสหรัฐแพ้สงครามเวียดนาม มาทำความเข้าใจกับ “เขมรแดง” (Khmer Rouge)

ใจ อึ๊งภากรณ์

พรรคคอมมิวนิสต์เขมรเดิมทีเดียวเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน และมีแนวความคิดที่ไม่แตกต่างจากแนวของพรรคอื่นๆ ต่อมาในปี ค.ศ. 1951 มีการแยกพรรคออกมาและก่อตั้งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์เขมร แต่เนื่องจากขบวนการคอมมิวนิสต์และขบวนการชาตินิยมของเวียดนามมีระดับการพัฒนาที่ล้ำหน้าขบวนการในลาวหรือเขมร พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามจึงมีอิทธิพลสูงในการกำหนดแนวทางการต่อสู้ในอินโดจีนโดยรวม

หลังการเจรจาสันติภาพที่เจนีวาในปี ค.ศ. 1954 ซึ่งเป็นผลมาจากชัยชนะของขบวนการเวียดมินห์ในการต่อสู้กับฝรั่งเศสที่ เดียนเบียนฟู เจ้าสีหนุขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีกึ่งเผด็จการและตั้ง “พรรคสังคม” ขึ้นมาเพื่อเป็นฐานอำนาจ โดยมีการอ้างว่าจะใช้แนว “สังคมนิยมพุทธ” ที่สืบทอดความคิดมาจากนครวัด แต่ในรูปธรรมไม่มีการใช้แนวสังคมนิยมหรือแนวพุทธในการบริหารประเทศสักเท่าไร

สีหนุพยายามใช้นโยบายเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสงครามเย็นและโดยเฉพาะในสงครามเวียดนาม นโยบายนี้เป็นประโยชน์กับขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามเพราะเป็นการกีดกันไม่ให้สหรัฐเข้ามามีอิทธิพลในเขมร และเปิดโอกาสให้ขบวนการชาตินิยมเวียดนามลำเลียงเสบียงจากเวียดนามเหนือลงมาให้ขบวนการปลดแอกชาติในเวียดนามใต้ ผ่านเส้นทางโฮจิมินห์ โดยที่สีหนุทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

พอล พต
พอล พต

ในปี ค.ศ. 1960 สล็อท ซาร์ (Saloth Sar) หรือที่ใครๆรู้จักในภายหลังในนามของ “พอล พต” รวมถึงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เขมรอื่นๆ ประกาศแถลงการณ์ที่เจาะจงว่าภาระหลักของพรรคคือการต่อสู้กับระบบศักดินาเพื่อปลดแอกประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการโจมตีเจ้าสีหนุโดยตรง แถลงการณ์นี้สะท้อนความไม่พอใจของคอมมิวนิสต์เขมรต่อนโยบายพรรคเวียดนามที่คอยยับยั้งการต่อสู้ของชาวคอมมิวนิสต์เขมรมาตลอด เนื่องจากฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียดนามเลือกทำแนวร่วมกับเจ้าสีหนุ ตามแนวคิดลัทธิสตาลิน อย่างไรก็ตามพรรคเขมรยังต้องเข้าไปอาศัยพื้นที่ชายแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเวียดนามเพื่อความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ สล็อท ซาร์ จึงเดินทางไปผูกมิตรไมตรีกับจีนระหว่างปี ค.ศ. 1965-1966 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน หลังจากที่กลับจากจีน สล็อด ซาร์ ย้ายที่ทำการพรรค จากดินแดนภายใต้การดูแลของทหารคอมมิวนิสต์เวียดนามทางใต้ไปสู่ป่าเขาของเขตรัตนคีรีซึ่งติดพรมแดนลาวและเวียดนามทางตะวันออกเฉียงเหนือของเขมร

ในปี ค.ศ. 1970 สหรัฐหนุนการทำรัฐประหารล้มเจ้าสีหนุและส่งกองทัพและเครื่องบินรบเข้าไปทิ้งระเบิดในเขมร ซึ่งเป็นการขยายสงครามเวียดนามเข้าไปในดินแดนเขมร การกระทำของสหรัฐมีผลให้พรรคคอมมิวนิสต์เขมรขึ้นมาเป็นองค์กรนำของขบวนการชาตินิยมเขมร และยังปูทางไปสู่นโยบายของ “เขมรแดง” อีกด้วย

ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์เขมร ซึ่งใครๆเรียกกันว่า “เขมรแดง” (Khmer Rouge) เราต้องไม่มองอะไรอย่างผิวเผิน เพราะเมื่อเขมรแดงยึดอำนาจในปี ค.ศ. 1975 ไม่มีการใช้นโยบายพัฒนาประเทศตามรูปแบบ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ของสตาลินหรือเหมาเจ๋อตุง อย่างที่พรรคคอมมิวนิสต์อื่นๆ ใช้กัน แต่มีการไล่พลเมืองทั้งหมดออกจากเมืองเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเองอย่างสุดขั้วในชนบท

เบน เคียร์นแนน และนักวิชาการอื่นๆ อธิบายว่าการยึดอำนาจของเขมรแดงไม่ได้เกิดขึ้นผ่านการปฏิวัติของกรรมาชีพและไม่ได้เกิดจากการปฏิวัติของชาวนาด้วย ในระยะเวลาทั้งหมดที่เขมรแดงครองอำนาจ ไม่มีการพูดถึงสังคมนิยมและไม่มีการตีพิมพ์งานสังคมนิยม งานมาร์คซิสต์ หรือ งานลัทธิเหมา แม้แต่ชิ้นเดียว

ด้วยเหตุนี้เราไม่สามารถจำแนกการเมืองของเขมรแดงว่าเป็นแนวมาร์คซิสต์ แนวสตาลิน หรือแนวเหมา (Maoist) ได้เลยทั้งๆ ที่มีการเน้นชนบทและทั้งๆ ที่เราทราบว่า พอล พต ไปเยี่ยมจีนในช่วงแรกของการปฏิวัติวัฒนธรรมก็ตาม

ถ้าเราศึกษางานเขียนทางด้านเศรษฐศาสตร์ของเขียว สัมพันธ์ ก่อนที่เขาจะขึ้นมาเป็นผู้นำเขมรแดงคนหนึ่ง เราจะพบว่า เขียว สัมพันธ์ มีแนวคิดแบบลัทธิสตาลินซึ่งผสมผสานแนวทฤษฏีพึ่งพา (Dependency Theory) โดยที่มีการเสนอรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจเขมรในปี ค.ศ. 1959 ดังนี้คือ

  1. มองว่าเขมรเป็นประเทศบริวารในระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาที่มีศูนย์กลางในตะวันตก
  2. เสนอว่าต้องถอนเศรษฐกิจเขมรออกจากระบบตลาดโลก เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการพึ่งตนเอง
  3. ย้ำว่ารัฐต้องวางแผนและควบคุมเศรษฐกิจและการลงทุน
  4. เสนอว่าควรใช้ระบบตลาดผสมกับระบบรัฐ (Dual market system or mixed economy)
  5. แนะนำให้ใช้นโยบายชาตินิยม สนับสนุนนายทุนเขมร และโจมตีทุนต่างชาติ

 

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรูปธรรมของนโยบายเขมรแดงในปี ค.ศ. 1975 จะแตกต่างกันมาก เพราะเขมรแดงใช้นโยบาย

  1. ทำลายสังคมเมืองเพื่อเริ่มต้นใหม่ในการสร้าง “สังคมเขมรบริสุทธิ์แบบเดิม” ซึ่งเป็นสังคมเกษตรในชนบท
  2. ทำลายกลไกตลาดและยกเลิกการใช้เงินตราหมด
  3. เน้นการพึ่งตนเองและนโยบายชาตินิยมสุดขั้ว
  4. บริหารนโยบายต่างๆภายใต้เผด็จการอันโหดร้าย

 

เอียง สารี (Ieng Sary) ผู้นำเขมรแดงอีกคนหนึ่งเคยสารภาพว่านโยบายของเขมรแดงหลัง ค.ศ. 1975 เป็นการทดลองทางสังคมอันยิ่งใหญ่เพื่อสร้างภาวะพึ่งตนเอง และเดวิด แชนด์เลอร์ อธิบายว่าเขมรแดงไม่ได้มีเจตนาตั้งแต่ต้นที่จะฆ่าคนเป็นล้าน แต่ความรุนแรงและความเป็นเผด็จการสุดขั้วของเขมรแดงมาจากการพยายามใช้นโยบายเพ้อฝันที่ล้มเหลว เช่นการบังคับให้พลเมืองทุกคนออกจากเมืองเพื่อไปทำนาและการพึ่งตนเองโดยไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากประเทศอื่นในขณะที่เศรษฐกิจเสียหายจากสงคราม

ถ้าเราพิจารณาความจริงว่าเขมรแดงพยายามจะสร้างสังคมเพ้อฝันแบบชุมชนพึ่งตนเอง โดยไม่ขอความช่วยเหลือจากภายนอกในสถานการณ์ที่ประเทศและเศรษฐกิจพังจากสงครามของสหรัฐ เราจะเข้าใจว่าทำไมมีการขูดรีดคนเขมรอย่างหนักภายใต้อำนาจเผด็จการอันป่าเถื่อน เช่นการบังคับให้คนเมืองและคนชนบททำงานในทุ่งนาโดยไม่มีอาหารกินเพียงพอ และเราจะเข้าใจได้อีกว่าทำไมผู้นำเขมรแดงกลัวการกบฏของประชาชน จนมองปัญญาชนและแม้แต่สมาชิกพรรคเองว่าอาจเป็นศัตรู ซึ่งนำไปสู่การกวาดล้าง “ศัตรู” การทรมานในคุก และการฆ่าคนจำนวนมาก เพราะคำอธิบายว่า “คนเขมรมีวัฒนธรรมโหดร้าย” หรือ “ผู้นำเขมรแดงบ้าอำนาจ หรือมีนิสัยฆาตกร” ไม่ใช่คำอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์

นักประวัติศาสตร์คาดว่าจำนวนคนตายในเขมรสูงถึง 3 ล้านคน ทั้งในช่วงสงครามของสหรัฐและช่วงการปกครองของเขมรแดง โดยที่ตายเพราะการทิ้งระเบิดและการทำสงครามของสหรัฐประมาณ 1 ล้านคน ตายเพราะอดอาหารและถูกฆ่าตายโดยเขมรแดงโดยตรงในช่วงหลัง ค.ศ. 1975 อีกประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมดของประเทศ ดังนั้นถ้าจะมาลงโทษผู้นำที่ก่ออาชญากรรมอันใหญ่หลวงนี้ คงต้องลงโทษทั้งผู้นำเขมรแดงและผู้นำรัฐบาลสหรัฐ เช่น นิคสัน (Nixon) และ คิสซิงเจอร์ (Kissinger) ที่สั่งให้มีการทิ้งระเบิดเขมรมากกว่าระเบิดทั้งหมดที่เคยทิ้งในสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่เลือกแต่จะลงโทษเขมรแดงฝ่ายเดียว

ความคิดเรื่องการกลับไปสู่ความเป็นเขมรดั้งเดิมบริสุทธิ์ที่ใช้เศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเองมาจากไหน? ในแง่หนึ่งมาจากความฝันที่จะกลับไปสู่ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรนครวัดหลังจากที่สังคมเขมรตกต่ำกลายเป็นเมืองขึ้น ในอีกแง่หนึ่งมาจากมุมมองของผู้นำเขมรแดงทุกระดับที่สู้รบในชนบทมานานและมองว่าสังคมเมืองเต็มไปด้วยการเสพสุขบนสันหลังคนจน และเป็นพื้นที่ที่คนเขมรสยบยอมต่ออำนาจตะวันตกอีกด้วย แต่ในด้านปรัชญาของแนวชุมชนชนบทดั้งเดิม เราต้องมองว่ามาจากแนวคิดของนักปรัชญาฝรั่งเศส

เดวิด แชนด์เลอร์ อธิบายว่าเมื่อ สล็อท ซาร์ (พอล พต) ไปเรียนที่ฝรั่งเศส หนึ่งในนักประพันธ์ที่เขาชอบมากที่สุดคือ จัง จ้าคซ์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau)   รุสโซเสนอความคิดที่ พอล พต และเขมรแดงนำไปใช้ในลักษณะผิดเพี้ยน   ถ้าเราศึกษางานของรุสโซ เราจะพบว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การเข้ามาของทุนนิยมในสังคมฝรั่งเศส ซึ่งรุสโซมองว่าทำลายสังคมชนบทอันงดงาม ทางออกสำหรับรุสโซคือการมีผู้นำก้าวหน้าที่ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมและเป็นตัวแทนความคิดสังคม (General Will) เพื่อปกป้อง “ประชาธิปไตยชุมชน” เมื่อพิจารณาตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าผู้นำเขมรแดงคงจะตั้งตัวเองขึ้นมาเป็น “ผู้นำก้าวหน้าที่ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมและเป็นตัวแทนความคิดสังคม” เพื่อรื้อฟื้นสังคมชนบทดั้งเดิมของเขมรและทำลายความชั่วร้ายของจักรวรรดินิยมและทุนนิยม

โครงการทดลองสร้างสังคมใหม่อย่างเพ้อฝันของเขมรแดงสร้างโศกนาฏกรรมให้กับคนเขมร เพราะประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงท่ามกลางความป่าเถื่อน ในช่วงท้ายๆ ของเขมรแดง มีการนำบางส่วนของเศรษฐกิจทุนนิยมโดยรัฐมาใช้ เช่นมีการส่งออกข้าวให้จีนทั้งๆ ที่มีความอดอยาก เพื่อซื้อเครื่องจักรมาพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นฐานและอุตสาหกรรมสร้างอาวุธ แต่มันสายไปแล้ว ในปี ค.ศ. 1979 กองทัพเวียดนามบุกเข้ามาล้มเขมรแดง โดยที่ไม่มีประชาชนเขมรคนใดออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องเขมรแดงแต่อย่างใด มีแต่รัฐบาลไทย สิงคโปร์ จีน อังกฤษ และสหรัฐ ที่ประกาศว่าจะปกป้องรัฐบาลพลัดถิ่นของเขมรแดงในสหประชาชาติเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องมือในสงครามเย็นกับรัสเซียและเวียดนาม

อ่านเพิ่มเรื่องการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: http://bit.ly/1OXMaaL

Advertisements

ข้อแตกต่างระหว่างระบบเลือกตั้งเยอรมัน กับระบบที่เสนอในรัฐธรรมนูญทหารโจร

ใจ อึ๊งภากรณ์

เนื่องจากมีนักวิชาการตอแหลที่รับใช้เผด็จการ อ้างว่าระบบการเลือกตั้งที่เสนอในร่างรัฐธรรมนูญโจร เป็นรูปแบบเดียวกับระบบเยอรมัน เราควรจะมาทำความเข้าใจว่าในความเป็นจริงมันแตกต่างกันอย่างไร

โดยทั่วไปเยอรมันเป็นสาธารณรัฐ แบบ “สหรัฐ” คือรัฐท้องถิ่นต่างๆ ของเยอรมันมีสภาของตนเองที่มาจากการเลือกตั้ง และมีอำนาจของตนเอง พร้อมๆ กับการมีรัฐบาลและรัฐสภาส่วนกลางด้วย ตอนนี้ไทยเป็นรัฐรวมศูนย์ที่ฝ่ายเผด็จการยืนยันว่า “แบ่งแยกไม่ได้” นอกจากนี้เยอรมันเป็นประเทศที่ยกเลิกระบบกษัตริย์ไปนานแล้ว และรัฐธรรมนูญเยอรมันถูกเขียนขึ้นเพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าถูกเขียนโดยเผด็จการ

แต่ในรายละเอียดของระบบเลือกตั้ง เราจะเห็นข้อแตกต่างต่อไปนี้ระหว่างไทยกับเยอรมัน

1) ในระบบเยอรมัน ที่นั่งในรัฐสภาแห่งชาติ ถูกแบ่งไว้ตามรัฐต่างๆ แต่ละรัฐจะมีที่นั่งตามสัดส่วนประชากรในรัฐนั้นเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ แต่ในไทย นอกจากจะไม่มี “รัฐ” ท้องถิ่นแล้วที่นั่งในรัฐสภาไทยไม่มีการแบ่งตามภาคเลย

2) ระบบบัญชีรายชื่อ หรือ “พาร์ตีลิสต์” ในเยอรมัน แยกตามแต่ละรัฐ และจำนวน สส. ที่แต่ละรัฐส่งไปนั่งในสภาแห่งชาติ จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนคะแนนเสียงในบัญชีรายชื่อของรัฐนั้น คือจะมี สส. เขต แล้วอาจเสริมด้วย สส. ที่มาจากบัญชีรายชื่อ เพื่อให้สัดส่วน สส. ที่แต่ละรัฐส่งเข้าสภาแห่งชาติ ตรงกับสัดส่วนคะแนนเสียงในบัญชีรายชื่อของแต่ละรัฐ แต่ในไทย ทั้งๆ ที่มีบัญชีรายชื่อที่แยกตาม 6 ภาค แต่พอคำนวนสัดส่วน สส. ที่แต่ละพรรคควรจะได้ ก็จะมีการรวมคะแนนจากทั้ง 6 ภาคทั่วประเทศ และในการคำนวนว่าพรรคไหนควรจะเพิ่ม สส. จากบัญชีรายชื่อให้สูงขึ้น จะเฉลี่ยคะแนนจากภาคนั้นกับคะแนนทั่วประเทศ ในรูปธรรมมันจะลดอิทธิพลของคะแนนเสียงประชาชนในภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภาคที่มีประชากรสูง

3) ระบบเยอรมันถูกออกแบบให้จำนวน สส. สอดคล้องกับคะแนนเสียงของประชาชน โดยคำนึงถึงการกระจายอำนาจไปสู่รัฐท้องถิ่น แต่ระบบไทยถูกออกแบบเพื่อให้ประโยชน์กับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเล็กๆ ที่เป็นแนวร่วมพรรคพวกเท่านั้น จะขออธิบายเพิ่มเติม

ถ้ามีการแบ่งภาคในประเทศไทย พรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนเสียงท่วมท้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ซึ่งมีสัดส่วนประชากรสูงที่สุด ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเสียงสูงในภาคใต้เท่านั้น

ถ้าใช้ “ระบบเยอรมัน” พรรคเพื่อไทยจะได้ สส. ในส่วนของภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือสูงมาก และพรรคประชาธิปัตย์จะได้แค่ไม่กี่ สส. จากภาคใต้และภาคกลางบางส่วน

แต่ถ้าใช้ระบบร่างรัฐธรรมนูญโจรเพื่อคำนวนสัดส่วน สส. ระดับชาติในรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์จะได้เสียงเสริม เพราะคะแนนเสียงจากภาคใต้ภาคเดียว จะมีผลต่อการนับคะแนนทั่วประเทศ แทนที่จะมีผลในแค่ส่วนของภาคใต้เท่านั้น พรรคเล็กๆ ที่เคยเป็นฝ่ายค้านก็จะได้ประโยชน์เช่นกัน และคะแนนของพรรคเพื่อไทยก็จะถูกดึงลงในส่วนอื่นของประเทศด้วย

4) ในระบบเยอรมัน พรรคฝ่ายซ้ายก้าวหน้าที่ได้คะแนนเสียงเกิน 5% ในรัฐท้องถิ่นหนึ่ง จะได้ที่นั่งในรัฐสภาแห่งชาติจากรัฐท้องถิ่นนั้น แต่ในระบบไทย ถ้าพรรคก้าวหน้าของคนจนได้รับความนิยมในท้องถิ่นหนึ่ง เมื่อรวมคะแนนระดับชาติ ก็จะมีแนวโน้มจะได้ที่นั่งยาก เพราะการคิดคะแนนคิดไปในระดับชาติ

อ้างอิง

 

http://www.bundestag.de/htdocs_e/bundestag/elections/elections/   http://www.bundestag.de/htdocs_e/bundestag/elections/electionresults/election_mp/245694

http://www.iuscomp.org/gla/literature/introbwg.htm#ToC4

 

ทำไมเราต้องคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญทหารปี58 “งาช้างไม่เคยงอกออกจากปากหมา”

ใจ อึ๊งภากรณ์

โดยรวมแล้วร่างรัฐธรรมนูญ “ฉบับโจรผู้ก่อรัฐประหาร” ฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญล้าหลังที่คลั่งจารีตนิยม คลั่งเจ้า และลดความสำคัญของสิทธิเสรีภาพประชาชน มีการเน้นการปลูกฝังให้พลเมืองยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบ “ไทยๆ” อันมีกษัตริย์เป็นประมุข คือเน้นการล้างสมองกดดันให้พลเมืองคลานต่ออำมาตย์ ในขณะเดียวกัน การพูดว่าต้องปลูกฝังค่านิยมประชาธิปไตย โดยคนที่ทำลายประชาธิปไตยมาซ้ำแล้วซ้ำอีกก็เป็นความหน้าด้านที่เหลือเชื่อ และแน่นอนรัฐธรรมนูญฉบับโจรอันนี้ก็จบลงด้วยมาตราที่มีวัตถุประสงค์ที่จะฟอกตัวทหารเผด็จการที่เคยล้มล้างประชาธิปไตยตามเคย

ความตอแหลหน้าด้านของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับโจรอันนี้ เห็นได้ชัดอีกในการพูดถึง “ผู้นำการเมืองที่ดี และระบบผู้แทนที่ดี” ในภาค2 และแน่นอน “คนดี” ย่อมเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” ตามลัทธิฝ่ายขวาจากยุคสงครามเย็น แต่ที่สำคัญคือ “คนดี” ในนิยามของรัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้ ย่อมรวมถึงคนที่ฆ่าและสั่งฆ่าประชาชนบริสุทธิ์ที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสันติ เพราะการฆ่าประชาชนไม่ถือว่าเป็นความชั่วแต่อย่างใด

ในการบังคับ “ความดี” ตามนิยามโจรเผด็จการมือเปื้อนเลือดชุดนี้ จะทำโดยสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า “สมมัชาคุณธรรมแห่งชาติ” ขึ้นมาเพื่อควบคุม คัดออก และลงโทษ นักการเมืองที่มองต่างมุมกับทหารและชนชั้นปกครองอนุรักษ์นิยม องค์กรนี้ ซึ่งไม่มีที่มาจากประชาธิปไตยเลย จะมีอำนาจเหนืออำนาจอธิปไตยของพลเมืองไทย มันจะเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกโสโครกทางการเมืองที่จะชี้ถูกชี้ผิดด้วยอำนาจเถื่อน

ในรายละเอียดรัฐธรรมนูญฉบับโจรมีหลายมาตราที่เลวร้ายและขัดต่อประชาธิปไตย

มาตรา 172 ระบุว่านายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจาก สส. คือเป็น “คนนอก” ได้ เรื่องนี้เป็นการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคก่อนที่ประชาชนต้องลุกฮือเสียเลือดเนื้อเพื่อล้มเผด็จการในช่วงพฤษภาคม ๒๕๓๕

หมวดที่เกี่ยวกับการเลือก สส. เข้ารัฐสภา มีความสลับซับซ้อนผิดปกติ ทั้งนี้เพื่อออกแบบระบบเลือกตั้งที่เพิ่มจำนวน สส. บัญชีรายชื่อให้กับพรรคการเมืองเล็กที่มีเสียงข้างน้อยและชนะเขตเลือกตั้งน้อย พร้อมกันนั้นก็จงใจลดจำนวน สส. บัญชีรายชื่อของพรรคที่ชนะในเขตต่างๆ ทั่วประเทศมากที่สุด มันเป็นความพยายามที่จะลดอิทธิพลของพรรคการเมืองอย่างไทยรักไทยหรือเพื่อไทย และทำให้พรรคที่ประชาชนนิยมน้อย มีอิทธิพลมากขึ้นในรัฐสภา มันไม่ใช่ระบบที่จะทำให้รัฐสภาสะท้อนความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองแต่ละพรรคแต่อย่างใด และมันไม่ใช่ “ระบบเยอรมัน” ตามที่มีการแอบอ้างด้วย

มาตรา 111 ข้อ 15 ระบุว่าผู้ที่เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง มันชัดเจนว่าข้อนี้มีไว้กีดกันนักการเมืองฝ่ายไทยรักไทยหรือเพื่อไทย โดยไม่แตะนักการเมืองมือเปื้อนเลือด หรือนักการเมืองที่ทำลายการเลือกตั้งและโบกมือให้ทหารทำรัฐประหาร ซึ่งล้วนแต่มาจากพรรคประชาธิปัตย์

ในหมวดเกี่ยวกับวุฒิสภา จะไม่มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกตามระบบประชาธิปไตยเลย คือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ฝ่ายอำมาตย์คัดเลือกมาจังหวัดละ 10 คน เพื่อให้ “ไพร่” มาลงคะแนนเสียงให้ และที่เหลือก็ลากตั้งโดยตรง

มาตรา 30 ระบุว่าสิทธิที่พลเมืองพึงได้รับผ่านการบริการโดยรัฐ เช่นการศึกษา สวัสดิการ ระบบสาธารณะสุข ฯลฯ ซึ่งระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ รัฐสามารถใช้ข้ออ้างว่า “ไม่มีเงินพอ” เพื่อปฏิเสธได้ตามใจชอบ

มาตรา 205 เปิดโอกาสให้พวกศาลเตี้ยและสมุนเผด็จการ เอาผิดกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ใช้นโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนจนได้ เช่นการเอาผิดยิ่งลักษณ์เรื่องโครงการจำนำข้าว

ตอนที่ 4 มีการรวมผู้ตรวจการแผ่นดินและองค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชนเป็นองค์กรเดียวกัน

มีบางคนเข้าใจผิดว่ารัฐธรรมนูญนี้เปิดโอกาสให้พิจารณาลูกสาวกษัตริย์ให้ขึ้นครองได้เป็นครั้งแรก แต่นั้นไม่ใช่ความจริง เพราะรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ก็ระบุไว้เช่นกัน และมันเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งในกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งรัชทายาทไว้ล่วงหน้า

แน่นอนเราคงไม่แปลกใจที่รัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้พูดเกี่ยวกับกษัตริย์จนน่ารำคาญชวนให้หลับ และแน่นอนมีการ “ห้าม” ไม่ให้ใครแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกกษัตริย์และก่อตั้งระบบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดของฝ่ายรักประชาธิปไตยคือ ในอนาคตเมื่อถึงโอกาสเหมาะ เราต้องลุกฮือล้มเผด็จการทหารและลูกหลานของเผด็จการ พร้อมกับการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้

ทำอย่างไรถึงจะลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงสงกรานต์?

ใจ อึ๊งภากรณ์

“สงกรานต์” เป็นเทศกาลที่คนไทยสนุกสนานด้วยการสาดน้ำใส่กัน แต่สำหรับเผด็จการทหารและพวกอภิสิทธิ์ชนต้านประชาธิปไตย เขาสาดประชาชนด้วยเลือด

สงกรานต์ปีนี้ครบรอบ 5 ปีของการเริ่มเข่นฆ่าประชาชนเสื้อแดงโดยประยุทธ์ อนุพงษ์ อภิสิทธิ์ และสุเทพ พร้อมกันนั้น การละเลยหรือคัดค้านการลงทุนโดยรัฐ ในระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัย สะดวก ราคาถูก และปลอดภัย สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ เป็นการรดน้ำดำหัวพลเมืองไทยด้วยเลือดเช่นกัน เพราะช่วงสงกรานต์เป็นช่วงที่มีอุบัติเหตุบนท้องถนนในระดับที่เราไม่ควรยอมรับ

ประเด็นหลักเรื่องสงกรานต์ปีนี้และปีก่อนๆ คือยอดคนตายและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะคนจนที่ต้องขับรถมอร์เตอร์ไซค์ แต่ “ไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือด” คงไม่มีวันมีปัญญาหรือเจตนาที่จะแก้ปัญหานี้แต่อย่างใด เพราะการทำตัวเป็นนักเลง หรือเผด็จการกระจอกสามัญ เพื่อแอ๊คท่า “เข้มงวด” จะไม่แก้ปัญหาตรงจุดเลย

แถมพวกเผด็จการทหาร และพวกล้าหลังทั้งหลาย คงจะเปลืองน้ำลาย และใช้เวลาด่าคนหนุ่มสาวที่เล่นสงกรานต์และถอดเสื้อผ้า ว่าทำตัว “ไม่เหมาะสม” ทั้งๆ ที่พวกนายพลและคนชั้นสูงไม่เคยรู้จักคำว่าศีลธรรมในรูปธรรมความจริง การโชว์ร่างมนุษย์และการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ถ้าไม่มีการบังคับอะไรกัน เป็นสิ่งที่งดงาม ตรงข้ามกับการเข่นฆ่าประชาชนและการกอบโกยผลประโยชน์ของโจรเผด็จการ

สาเหตุหลักที่มีอุบัติเหตุบนท้องถนนมากมายในช่วงสงกรานต์ คือสังคมไทยไม่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เหลือเฟือในการพัฒนาระบบคมนาคมและการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัย มันมีการขาดการลงทุนโดยเฉพาะในระบบรถไฟความเร็วสูงที่ปลอดภัยและบริการประชาชนในราคาถูก

ถนนหนทางของเรา ขาดการบริการรถทัวร์ที่มีมาตรฐานที่ควบคุมอย่างดีโดยรัฐ และขาดการซ่อมถนนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกด้วย

ที่สำคัญคืออภิสิทธิ์ชน สลิ่ม ทาสรับใช้ทหาร และพวกประจบสอพลอ ไม่เคยต้องการให้รัฐลงทุนในเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่จะบริการคนส่วนใหญ่ เราเห็นมาแล้วก่อนหน้านี้เวลาศาลเตี้ยรัฐธรรมนูญเสือกห้ามโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือมีการ “ลงโทษ” ยิ่งลักษณ์เวลาเสนอโครงการจำนำข้าวที่ช่วยเกษตรกร

ฝ่ายที่ครองอำนาจอยู่ตอนนี้เป็นพวกล้าหลังคลั่งกลไกตลาดเสรี มันและพวกนักวิชาการอภิสิทธิ์ชนในสถาบัน TDRI มองว่าการบริการประชาชนควรทำผ่านบริษัทเอกชนที่แสวงกำไรและคิดค่าบริการสูง

แต่ทั่วโลก ระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การบริการคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คนรวย และการประหยัดพลังงาน ล้วนแต่มาจากการลงทุนโดยรัฐ เพราะการแสวงหากำไรของภาคเอกชนมองข้ามคนส่วนใหญ่และการทำประโยชน์ต่อสังคมเสมอ โครงการร่วมลงทุนกับนายทุนจากจีน ของทหารเผด็จการ เพื่อสร้างทางรถไฟใหม่ จะไม่เน้นบริการประชาชนแต่อย่างใด แต่จะเน้นการระบายสินค้าให้กลุ่มทุนแทน

ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนต้องอาศัยการลงทุนโดยรัฐในระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพและที่คิดค่าเดินทางต่ำเพื่อบริการคนส่วนใหญ่ ต้องอาศัยการลงทุนในถนนและรางรถไฟเพื่อพัฒนาคุณภาพ และนอกจากคนส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์แล้ว เรายังสามารถประหยัดพลังงานและช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้อีกด้วย

แต่แค่นั้นไม่พอ ต้องมีการเพิ่มฐานะทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ว่ากรรมาชีพผู้ทำงานต้องกินแต่ “ค่าจ้างขั้นต่ำ” ที่ไม่เคยเพียงพอตลอดชีพ การเพิ่มฐานะทางเศรษฐกิจจะหมายความว่าคนส่วนใหญ่จะสามารถซื้อรถยนต์แทนรถมอร์เตอร์ไซค์ได้มากขึ้น เพราะรถมอร์เตอร์ไซค์อันตรายมาก

แต่แค่นั้นก็ยังไม่พออีก ในสังคมไทย ในขณะที่พวกข้างบนไม่เคยทำงานอย่างจริงจังเลย คนส่วนใหญ่ที่เป็นกรรมาชีพถูกบังคับให้ทำงานนาน วันละหลายชั่วโมง สัปดาห์ละ 6 วัน โดยเกือบจะไม่มีวันหยุดพักร้อน ในประเทศที่ขบวนการแรงงานเข้มแข็ง เขาจะมีวันพักร้อนปีละ 6 สัปดาห์ ซึ่งถ้านำมาใช้ในไทย จะแปลว่าวันหยุดสงกรานต์ไม่ได้กลายเป็นสามสี่วันแห่งการคลั่งการเดินทาง คลั่งการสนุก และคลั่งการกินเหล้า

สำหรับคนที่สงสัยว่าไทยจะเอาเงินมาจากไหนในการลงทุนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสมัยใหม่หรือการเพิ่มฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชน ผมมีคำตอบง่ายๆ คือ ต้องตัดงบประมาณทหารแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งจะช่วยลดบทบาททหารเลวในสังคม และช่วยไม่ให้ทหารนำอุปกรณ์ต่างๆ มาเข่นฆ่าประชาชนอีกด้วย ต้องยกเลิกระบบกษัตริย์ และนำทรัพย์สินมหาศาลของกษัตริย์และราชวงศ์มาเป็นของกลางเพื่อพัฒนาชีวิตคนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ต้องเก็บภาษีจากคนรวยและอภิสิทธิ์ชนชั้นสูงทุกคนโดยไม่มีการยกเว้นใคร ถ้าเขาต้องขายเพชรต้องขายที่ดินก็ต้องขายไป ถ้าอยากหนีไปที่อื่นก็หนีไป และในที่สุดเราจะสร้างงานให้ประชาชนและพัฒนาไทยให้เป็นสังคมอารยะได้

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ถ้าเราไม่รวมตัวกันทางการเมือง อิสระจากทักษิณและเพื่อไทย เราต้องขยันในการจัดตั้งการเมืองของกรรมาชีพ และพัฒนาความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน

40 ปีหลังสงครามเวียดนาม

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เวียดนามถูกแบ่งแยกระหว่างเหนือกับใต้ ตามสูตรสงครามเย็น สถานการณ์นี้เกิดเมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้สงครามกับขบวนการกู้ชาติเวียดมินห์ ที่ “เดียนเบียนฟู” ในยุคนั้น สตาลิน และเหมาเจอตุง กดดันพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามให้ยอมรับการแบ่งประเทศ ทั้งๆ ที่มีอำนาจพอที่จะยึดทั้งประเทศได้ หลังจากนั้นทุกฝ่ายมีการตกลงกันว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศเพื่อแก้ปัญหาในอนาคต แต่สหรัฐกลับคำ เพราะรู้ว่าเวียดมินห์จะชนะ

ทางใต้ของเวียดนามสหรัฐ ซึ่งเคยเป็นท่อน้ำเลี้ยงเงินทุนและอาวุธให้ฝรั่งเศส ก็เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ประชาชนไม่พอใจกับเผด็จการ ส่วนหนึ่งเข้าไปเป็นกองกำลัง “เวียดกง” ในชนบทและในเมือง และอีกส่วนหนึ่งประท้วง เช่นพระสงฆ์ที่เผาตัวตายเป็นต้น

Ho_Chi_Minh_1946

ในช่วงแรก สองพี่น้อง “เคนนาดี” ที่คุมรัฐบาลสหรัฐ มั่นใจว่าจะสกัดกั้นไม่ให้คอมมิวนิสต์ยึดอำนาจได้ เพื่อไม่ให้เวียดนามกลายเป็น “คิวบาที่สอง”  แต่ในไม่ช้า“ทหารที่ปรึกษา” 400 นายที่เคยถูกส่งไปช่วยเผด็จการเวียดนามใต้ ขยายตัวเป็นทหารหลายแสนนาย และการทิ้งระเบิดอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนโดยกองทัพอากาศสหรัฐก็ตามมา แต่สงครามเวียดนามไม่เหมือนสงครามเกาหลี ที่มีกองทัพ “ทางการ” ของรัฐบาลสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน เพราะในเวียดนาม กองกำลังหลักที่สู้กับสหรัฐเป็นกองกำลังอาสาสมัครของประชาชนเวียดนามใต้ (ชื่อ “เวียดกง” หรือแนวร่วมกู้ชาติ) เวียดกงมักจะใช้วิธีซุ่มยิงแล้วถอย และรัฐบาลเวียดนามเหนือไม่มีทางเลือกนอกจากจะสนับสนุนกองกำลังนี้

Female-Viet-Cong-Warrior-c.19731

เวียดกงซึ่งมีทหารถึง 300,000 คน มีชื่อเสียงในการขุดอุโมงค์ในย่านชายขอบของเมืองไซ่ง่อนเพื่อเป็นฐานที่มั่นที่ปลอดภัยจากการทิ้งระเบิด มีทั้งที่พัก โรงอาหาร โรงพยาบาลและโรงภาพยนตร์พร้อม และอุโมงค์บางแห่งสามารถขุดเข้าไปใต้ฐานทัพสหรัฐได้อีกด้วย

ปี ค.ศ. 1969 เป็นปีที่มีทหารสหรัฐในเวียดนามมากที่สุดคือ 500,000 คน นอกจากนี้มีทหารแนวร่วมพันธมิตรจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ ไทย และฟิลิปปินส์อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นไม้ประดับในการสร้างภาพว่าสหรัฐกำลังทำสงครามเพื่อปกป้องประชาธิปไตยในโลกพร้อมๆกับพันธมิตรอื่นๆ

091333266171694

กองทัพสหรัฐคุมพื้นที่นอกฐานทัพไม่ได้ และในการรุกสู้ในวันตรุสเวียดนามปี 1968 เกือบจะคุมฐานทัพของตนเองไม่ได้อีกด้วย ในปี ค.ศ. 1968 นั้นเอง ริชาร์ด นิคสัน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยสัญญาว่าจะเลิกสงคราม แต่ก่อนที่จะถอนทหารได้ นิคสันมองว่าต้องสร้างความเข้มแข็งของกองทัพเวียดนามใต้และเพิ่มบทบาทของทหารพื้นเมือง ซึ่งเป็นสูตรที่สหรัฐพยายามใช้ในอิรักทุกวันนี้

จึงมีการเพิ่มความรุนแรงทางทหารเพื่อหวังสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงควบคู่กับการหวังสร้างเสถียรภาพของเวียดนามใต้ นิคสันพยายามจัดการกับสายส่งเสบียงของเวียดนามเหนือที่ผ่านลาวและเขมร (เส้นทาง “โฮจิมินห์” ) สหรัฐสนับสนุนการทำรัฐประหารของนายพลลอนนอลในเขมรเพื่อล้มรัฐบาลที่เป็นกลางของเจ้าสีหนุ หลังจากนั้นรัฐบาลฝ่ายขวาใหม่ของลอนนอลก็ “เชิญ” กองทัพสหรัฐให้บุกเข้าไปในเขมรและทิ้งระเบิดประเทศอย่างหนัก งบประมาณที่สหรัฐช่วยเหลือลอนนอลสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้สหรัฐยังขยายพื้นที่สงครามไปสู่ประเทศลาวและมีการส่งกองกำลังทหารเวียดนามใต้เข้าไปในลาวอีกด้วย ในที่สุดลาวก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ถูกถล่มด้วยระเบิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกขณะนั้น

แต่มันสายเกินไปสำหรับรัฐบาลสหรัฐเพราะกระแสต้านสงครามภายในสหรัฐเริ่มมาแรง ส่วนหนึ่งมาจากการเบื่อหน่ายของประชาชนต่อการล้มตายของทหารโดยที่ไม่ชัดเจนว่าไปตายเพื่ออะไร อีกส่วนหนึ่งมาจากการตื่นตัวของนักศึกษาสหรัฐต่อการเป็นจักรวรรดินิยมของประเทศเขา ในปี ค.ศ. 1969 มีผู้ประท้วงสงครามกลางกรุงวอชชิงตันถึงสองแสนห้าหมื่นคน หลังจากการบุกเขมรในปี ค.ศ. 1970 ทหารรักษาดินแดนสหรัฐยิงนักศึกษาที่ประท้วงสงครามที่มหาวิทยาลัย Kent State University ตาย 4 คน ซึ่งจุดประกายไฟให้นักศึกษาสหรัฐลุกฮือทั่วประเทศ คาดว่ามีนักศึกษาออกมาประท้วงครั้งนั้นถึง 4.3 ล้านคน นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐเพิ่มขึ้น 30% จนนายทุนสหรัฐเริ่มไม่พอใจกับสภาพเสื่อมโทรมของเศรษฐกิจ

การต่อต้านสงครามโดยนักศึกษาและประชาชนในสหรัฐและในประเทศอื่นๆทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย สร้างความมั่นใจกับหนุ่มๆ ในกองทัพสหรัฐที่ไม่พอใจกับสงคราม มีการจัดประชุมทางการเมืองตามค่ายทหารและบนเรือรบสหรัฐในทุกภูมิภาคทั่วโลก และมีการจัดตั้งกลุ่มทหารรากหญ้าต้านสงครามที่มีหนังสือพิมพ์ทำเองถึง 245 กลุ่ม หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับมีชื่อกวนประสาทที่ท้าทายผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลทั้งสิ้น เช่น Attitude Check (ตรวจสอบท่าที), Napalm (เนปาลม์), Fragging  Action (ปฏิบัติการแฟรกกิ้ง), Voice of the Lumpen (เสียงของพวกจรจัด ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรคเสือดำ Black Panthers ของทหารผิวดำ), Vietnam GI (ทหารสหรัฐในเวียดนามซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์มาร์คซิสต์สายตรอทสกี), Seasick (เมาคลื่น), Korea Free Press (สื่อเสรีเกาหลี), Harass the Brass (ก่อกวนผู้ใหญ่), Star Spangled Bummer (ก้นธงดาวสหรัฐ), Potemkin (โปเตมคิน -ชื่อเรือรบรัสเซียที่ทหารเรือก่อกบฏในยุคปฏิวัติ), All Hands Abandon Ship (ทุกคนปล่อยให้เรือล่ม), Kill for Peace (ฆ่าเพื่อสันติภาพ), Fuck the Army (กองทัพจัญไร) ฯลฯ

คาดว่ามีการลอบยิงหรือทำร้ายผู้บังคับบัญชาด้วยระเบิดมือ (Fraggings) กว่าพันกรณี โดยเฉพาะเวลาทหารถูกสั่งให้ออกไปรบ ในเดือนเมษายนปี ค.ศ. 1970 มีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์สหรัฐของการเจรจากันระหว่างผู้บังคับบัญชากับทหารธรรมดาที่ไม่ยอมออกไปรบ มีหลายกรณีที่ทหารออกตระเวนแล้วไปหลบหลังเนินใกล้ๆ ฐานทัพเพื่อกินเบียร์ สูบกัญชาและหลีกเลี่ยงการรบ โดยจะมีการ “รายงาน” ปลอมทางวิทยุ เพื่อแจ้งความคืบหน้าของการออกตระเวนด้วย ในปีนั้นเองรัฐบาลสหรัฐเริ่มเข้าใจดีว่ากองทัพหมดสภาพในการสู้รบอย่างสิ้นเชิง

ในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1973 มีการเซ็นสนธิสัญญาปารีสเพื่อถอนทหารออกจากเวียดนาม ในลาวมีการยุติการสู้รบ แต่ในเขมรสหรัฐยังคงทิ้งระเบิดหนักเพื่อหวังสกัดชัยชนะของเขมรแดง (Khmer Rouge)

ต่อมาในเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 1975 หลังจากที่ทหารสหรัฐจากเวียดนามไป กองทัพเวียดนามใต้ก็สลายตัวเพราะเป็นเพียงกองทัพหุ่นของเผด็จการ โรเบอร์ท แมคนามารา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐระหว่างปี ค.ศ. 1961-1968 อธิบายว่า “ชาวบ้านเขามองว่าทหารเวียดนามใต้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลโกงกินและของพวกคนรวย คนส่วนใหญ่สนับสนุนเวียดกง”

ในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975 ขบวนการปลดแอกเวียดนามได้รับชนะชนะอย่างสมบูรณ์ มีการรวมประเทศเป็นเอกราช และในภายหลัง Henry Kissinger รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในช่วงสงครามอธิบายว่าสหรัฐแพ้สงครามเพราะ “เราทำสงครามทางทหาร ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามทำสงครามการเมือง”

ฮ.เครื่องสุดท้ายออกจากสถานทูตสหรัฐเมืองไซ่ง่อน
ฮ.เครื่องสุดท้ายออกจากสถานทูตสหรัฐเมืองไซ่ง่อน

สหรัฐแพ้สงครามในเวียดนามเพราะความกล้าหาญของชาวเวียดนาม และการกบฏของคนหนุ่มสาวและทหารของสหรัฐ มันเป็นจุดเริ่มต้นของความอ่อนแอของสหรัฐอเมริกาที่รัฐบาลสหรัฐพยายาม “แก้”ไข” โดยการทำสงครามในตะวันออกกลาง แต่ทุกวันนี้ถึงแม้ว่าสหรัฐเป็นมหาอำนาจทางทหาร แต่ในด้านเศรษฐกิจมีจุดอ่อนมากมาย

อ่านเพิ่มเรื่อง  “การเมืองเอชียตะวันออกเฉียงใต้”