40 ปีหลังสงครามเวียดนาม

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เวียดนามถูกแบ่งแยกระหว่างเหนือกับใต้ ตามสูตรสงครามเย็น สถานการณ์นี้เกิดเมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้สงครามกับขบวนการกู้ชาติเวียดมินห์ ที่ “เดียนเบียนฟู” ในยุคนั้น สตาลิน และเหมาเจอตุง กดดันพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามให้ยอมรับการแบ่งประเทศ ทั้งๆ ที่มีอำนาจพอที่จะยึดทั้งประเทศได้ หลังจากนั้นทุกฝ่ายมีการตกลงกันว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศเพื่อแก้ปัญหาในอนาคต แต่สหรัฐกลับคำ เพราะรู้ว่าเวียดมินห์จะชนะ

ทางใต้ของเวียดนามสหรัฐ ซึ่งเคยเป็นท่อน้ำเลี้ยงเงินทุนและอาวุธให้ฝรั่งเศส ก็เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ประชาชนไม่พอใจกับเผด็จการ ส่วนหนึ่งเข้าไปเป็นกองกำลัง “เวียดกง” ในชนบทและในเมือง และอีกส่วนหนึ่งประท้วง เช่นพระสงฆ์ที่เผาตัวตายเป็นต้น

Ho_Chi_Minh_1946

ในช่วงแรก สองพี่น้อง “เคนนาดี” ที่คุมรัฐบาลสหรัฐ มั่นใจว่าจะสกัดกั้นไม่ให้คอมมิวนิสต์ยึดอำนาจได้ เพื่อไม่ให้เวียดนามกลายเป็น “คิวบาที่สอง”  แต่ในไม่ช้า“ทหารที่ปรึกษา” 400 นายที่เคยถูกส่งไปช่วยเผด็จการเวียดนามใต้ ขยายตัวเป็นทหารหลายแสนนาย และการทิ้งระเบิดอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนโดยกองทัพอากาศสหรัฐก็ตามมา แต่สงครามเวียดนามไม่เหมือนสงครามเกาหลี ที่มีกองทัพ “ทางการ” ของรัฐบาลสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน เพราะในเวียดนาม กองกำลังหลักที่สู้กับสหรัฐเป็นกองกำลังอาสาสมัครของประชาชนเวียดนามใต้ (ชื่อ “เวียดกง” หรือแนวร่วมกู้ชาติ) เวียดกงมักจะใช้วิธีซุ่มยิงแล้วถอย และรัฐบาลเวียดนามเหนือไม่มีทางเลือกนอกจากจะสนับสนุนกองกำลังนี้

Female-Viet-Cong-Warrior-c.19731

เวียดกงซึ่งมีทหารถึง 300,000 คน มีชื่อเสียงในการขุดอุโมงค์ในย่านชายขอบของเมืองไซ่ง่อนเพื่อเป็นฐานที่มั่นที่ปลอดภัยจากการทิ้งระเบิด มีทั้งที่พัก โรงอาหาร โรงพยาบาลและโรงภาพยนตร์พร้อม และอุโมงค์บางแห่งสามารถขุดเข้าไปใต้ฐานทัพสหรัฐได้อีกด้วย

ปี ค.ศ. 1969 เป็นปีที่มีทหารสหรัฐในเวียดนามมากที่สุดคือ 500,000 คน นอกจากนี้มีทหารแนวร่วมพันธมิตรจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ ไทย และฟิลิปปินส์อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นไม้ประดับในการสร้างภาพว่าสหรัฐกำลังทำสงครามเพื่อปกป้องประชาธิปไตยในโลกพร้อมๆกับพันธมิตรอื่นๆ

091333266171694

กองทัพสหรัฐคุมพื้นที่นอกฐานทัพไม่ได้ และในการรุกสู้ในวันตรุสเวียดนามปี 1968 เกือบจะคุมฐานทัพของตนเองไม่ได้อีกด้วย ในปี ค.ศ. 1968 นั้นเอง ริชาร์ด นิคสัน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยสัญญาว่าจะเลิกสงคราม แต่ก่อนที่จะถอนทหารได้ นิคสันมองว่าต้องสร้างความเข้มแข็งของกองทัพเวียดนามใต้และเพิ่มบทบาทของทหารพื้นเมือง ซึ่งเป็นสูตรที่สหรัฐพยายามใช้ในอิรักทุกวันนี้

จึงมีการเพิ่มความรุนแรงทางทหารเพื่อหวังสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงควบคู่กับการหวังสร้างเสถียรภาพของเวียดนามใต้ นิคสันพยายามจัดการกับสายส่งเสบียงของเวียดนามเหนือที่ผ่านลาวและเขมร (เส้นทาง “โฮจิมินห์” ) สหรัฐสนับสนุนการทำรัฐประหารของนายพลลอนนอลในเขมรเพื่อล้มรัฐบาลที่เป็นกลางของเจ้าสีหนุ หลังจากนั้นรัฐบาลฝ่ายขวาใหม่ของลอนนอลก็ “เชิญ” กองทัพสหรัฐให้บุกเข้าไปในเขมรและทิ้งระเบิดประเทศอย่างหนัก งบประมาณที่สหรัฐช่วยเหลือลอนนอลสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้สหรัฐยังขยายพื้นที่สงครามไปสู่ประเทศลาวและมีการส่งกองกำลังทหารเวียดนามใต้เข้าไปในลาวอีกด้วย ในที่สุดลาวก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ถูกถล่มด้วยระเบิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกขณะนั้น

แต่มันสายเกินไปสำหรับรัฐบาลสหรัฐเพราะกระแสต้านสงครามภายในสหรัฐเริ่มมาแรง ส่วนหนึ่งมาจากการเบื่อหน่ายของประชาชนต่อการล้มตายของทหารโดยที่ไม่ชัดเจนว่าไปตายเพื่ออะไร อีกส่วนหนึ่งมาจากการตื่นตัวของนักศึกษาสหรัฐต่อการเป็นจักรวรรดินิยมของประเทศเขา ในปี ค.ศ. 1969 มีผู้ประท้วงสงครามกลางกรุงวอชชิงตันถึงสองแสนห้าหมื่นคน หลังจากการบุกเขมรในปี ค.ศ. 1970 ทหารรักษาดินแดนสหรัฐยิงนักศึกษาที่ประท้วงสงครามที่มหาวิทยาลัย Kent State University ตาย 4 คน ซึ่งจุดประกายไฟให้นักศึกษาสหรัฐลุกฮือทั่วประเทศ คาดว่ามีนักศึกษาออกมาประท้วงครั้งนั้นถึง 4.3 ล้านคน นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐเพิ่มขึ้น 30% จนนายทุนสหรัฐเริ่มไม่พอใจกับสภาพเสื่อมโทรมของเศรษฐกิจ

การต่อต้านสงครามโดยนักศึกษาและประชาชนในสหรัฐและในประเทศอื่นๆทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย สร้างความมั่นใจกับหนุ่มๆ ในกองทัพสหรัฐที่ไม่พอใจกับสงคราม มีการจัดประชุมทางการเมืองตามค่ายทหารและบนเรือรบสหรัฐในทุกภูมิภาคทั่วโลก และมีการจัดตั้งกลุ่มทหารรากหญ้าต้านสงครามที่มีหนังสือพิมพ์ทำเองถึง 245 กลุ่ม หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับมีชื่อกวนประสาทที่ท้าทายผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลทั้งสิ้น เช่น Attitude Check (ตรวจสอบท่าที), Napalm (เนปาลม์), Fragging  Action (ปฏิบัติการแฟรกกิ้ง), Voice of the Lumpen (เสียงของพวกจรจัด ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรคเสือดำ Black Panthers ของทหารผิวดำ), Vietnam GI (ทหารสหรัฐในเวียดนามซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์มาร์คซิสต์สายตรอทสกี), Seasick (เมาคลื่น), Korea Free Press (สื่อเสรีเกาหลี), Harass the Brass (ก่อกวนผู้ใหญ่), Star Spangled Bummer (ก้นธงดาวสหรัฐ), Potemkin (โปเตมคิน -ชื่อเรือรบรัสเซียที่ทหารเรือก่อกบฏในยุคปฏิวัติ), All Hands Abandon Ship (ทุกคนปล่อยให้เรือล่ม), Kill for Peace (ฆ่าเพื่อสันติภาพ), Fuck the Army (กองทัพจัญไร) ฯลฯ

คาดว่ามีการลอบยิงหรือทำร้ายผู้บังคับบัญชาด้วยระเบิดมือ (Fraggings) กว่าพันกรณี โดยเฉพาะเวลาทหารถูกสั่งให้ออกไปรบ ในเดือนเมษายนปี ค.ศ. 1970 มีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์สหรัฐของการเจรจากันระหว่างผู้บังคับบัญชากับทหารธรรมดาที่ไม่ยอมออกไปรบ มีหลายกรณีที่ทหารออกตระเวนแล้วไปหลบหลังเนินใกล้ๆ ฐานทัพเพื่อกินเบียร์ สูบกัญชาและหลีกเลี่ยงการรบ โดยจะมีการ “รายงาน” ปลอมทางวิทยุ เพื่อแจ้งความคืบหน้าของการออกตระเวนด้วย ในปีนั้นเองรัฐบาลสหรัฐเริ่มเข้าใจดีว่ากองทัพหมดสภาพในการสู้รบอย่างสิ้นเชิง

ในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1973 มีการเซ็นสนธิสัญญาปารีสเพื่อถอนทหารออกจากเวียดนาม ในลาวมีการยุติการสู้รบ แต่ในเขมรสหรัฐยังคงทิ้งระเบิดหนักเพื่อหวังสกัดชัยชนะของเขมรแดง (Khmer Rouge)

ต่อมาในเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 1975 หลังจากที่ทหารสหรัฐจากเวียดนามไป กองทัพเวียดนามใต้ก็สลายตัวเพราะเป็นเพียงกองทัพหุ่นของเผด็จการ โรเบอร์ท แมคนามารา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐระหว่างปี ค.ศ. 1961-1968 อธิบายว่า “ชาวบ้านเขามองว่าทหารเวียดนามใต้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลโกงกินและของพวกคนรวย คนส่วนใหญ่สนับสนุนเวียดกง”

ในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975 ขบวนการปลดแอกเวียดนามได้รับชนะชนะอย่างสมบูรณ์ มีการรวมประเทศเป็นเอกราช และในภายหลัง Henry Kissinger รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในช่วงสงครามอธิบายว่าสหรัฐแพ้สงครามเพราะ “เราทำสงครามทางทหาร ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามทำสงครามการเมือง”

ฮ.เครื่องสุดท้ายออกจากสถานทูตสหรัฐเมืองไซ่ง่อน
ฮ.เครื่องสุดท้ายออกจากสถานทูตสหรัฐเมืองไซ่ง่อน

สหรัฐแพ้สงครามในเวียดนามเพราะความกล้าหาญของชาวเวียดนาม และการกบฏของคนหนุ่มสาวและทหารของสหรัฐ มันเป็นจุดเริ่มต้นของความอ่อนแอของสหรัฐอเมริกาที่รัฐบาลสหรัฐพยายาม “แก้”ไข” โดยการทำสงครามในตะวันออกกลาง แต่ทุกวันนี้ถึงแม้ว่าสหรัฐเป็นมหาอำนาจทางทหาร แต่ในด้านเศรษฐกิจมีจุดอ่อนมากมาย

อ่านเพิ่มเรื่อง  “การเมืองเอชียตะวันออกเฉียงใต้”

Advertisements