ศาสนาพุทธไปด้วยกันกับแนวมาร์คซิสต์ได้หรือไม่

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังจากที่ ดาไลลามะ ประกาศว่าตนเป็น “มาร์คซิสต์” เราควรจะมาพิจารณาว่าพุทธศาสนากับแนวมาร์คซิสต์มีส่วนคล้ายส่วนต่างกันตรงไหน

ทั้งปรัชญาพุทธและปรัชญามาร์คซิสต์มีจุดกำเนิดบางอย่างในปรัชญาโลกโบราณชนิดหนึ่งที่เป็นกระแสสำคัญเมื่อ 2-3 พันปีมาก่อน ปรัชญาดังกล่าวเราจะพบในอริยธรรมกรีกกับอินเดีย มีการเน้นว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ มันพัฒนาไปสู่ปรัชญา “วิภาษวิธี” ของแนวมาร์คซิสต์ และเรื่อง “ไตรลักษณ์” ของศาสนาพุทธ

สำหรับวิภาษวิธีของมาร์คซิสต์ หลักสำคัญๆ คือ “การเข้าใจความจริงมาจากการมองภาพรวม” “ทุกอย่างในโลกไม่มีการแช่แข็งคงที่เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ” “การเปลี่ยนแปลงมาจากความขัดแย้งที่ปรากฏอยู่ในภาพรวมเสมอ” “การเปลี่ยนแปลงย่อมพัฒนาจากปริมาณสู่คุณภาพ”-คือจากขั้นตอนน้อยๆไปสู่การเปลี่ยนสภาพสังคมทั้งหมด และ “เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจะมีความขัดแย้งใหม่เกิดขึ้นเสมอ

ไตรลักษณ์ของปรัชญาพุทธ เน้นการเปลี่ยนแปลงเสมอเช่นกัน และมีลักษณะ 3 ประการอันได้แก่ “อนิจจลักษณะ” ความไม่เที่ยง ทุกสิ่งในโลกย่อมมีการแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา “ทุกขลักษณะ” ความเป็นทุกข์ คือ มีความบีบคั้นด้วยอำนาจของธรรมชาติทำให้ทุกสิ่งไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป และ “อนัตตลักษณะ” การที่ทุกสิ่งไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามความต้องการได้ อาการที่แสดงถึงความไม่มีอำนาจแท้จริงในตัวเลย อาการที่แสดงถึงความด้อยสมรรถภาพโดยสิ้นเชิง

ปรัชญามาร์คซิสต์ที่เน้นว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง เป็นปรัชญาที่ตรงข้ามกับลัทธิของชนชั้นปกครองทั่วไปที่เน้นว่าสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ เป็นสภาพ “ธรรมชาติ” เป็นเรื่องประเพณีที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือเป็นสิ่งที่ “ประทานจากฟ้า” ซึ่งเราคงคุ้นเคยในแนวคิดดของพวกอนุรักษ์นิยมในไทยที่ต้องการทำลายประชาธิปไตย ดังนั้นการเสนอว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงเป็นการเสนอว่าเราเปลี่ยนสังคมได้และโค่นล้มอำนาจที่กดทับเราได้เสมอ

แต่ปรัชญาพุทธ เวลาพูดว่าทุกอย่างไม่เที่ยงย่อมแปรเปลี่ยนเสมอ ไม่ได้เน้นไปที่สังคม แต่เน้นไปที่ปัจเจก เป็นการเสนอว่าเราไม่ควรยึดติดกับอะไร และยิ่งกว่านั้นเป็นการเสนอว่ามนุษย์ไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนสภาพโลกภายนอกได้ เราได้แต่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เลิก “อยาก” หรือเลิกยึดติดรักอะไร ทั้งนี้เพื่อดับทุกข์ตามอริยสัจ4 คือ ทุกข์ สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) นิโรธ(การดับทุกข์ผ่านการดับความอยาก) และมรรค(การปฏิบัติรูปธรรมในการดับทุกข์)

ในการเสนอว่าทุกอย่างไม่เที่ยงและย่อมเปลี่ยนแปลงเสมอของศาสนาพุทธ ไม่ได้มีเจตนาที่จะเสนอว่าระบบการปกครองเผด็จการของไทย หรือรูปแบบคน “สูง-ต่ำ” ในไทยจะหายไปแต่อย่างใด เพราะไม่ได้สนใจตรงนี้ สนใจแต่ว่าปัจเจกจะจัดการกับสภาพที่ทนยากได้อย่างไร คือเป็นการ “ทำใจ” เหมือนการ “ทำใจ” ของคนที่ติดคุก และในเรื่องการติดคุกหรือการทำใจในสภาพที่แก้ปัญหาในระยะสั้นยากมันอาจช่วย แต่การ “ทำใจให้สงบ” จะไม่มีวันเปลี่ยนสภาพสังคมที่จับขังคนที่วิจารณ์ผู้มีอำนาจแต่อย่างใด

บางคนอาจแย้งว่า “ถ้าทุกคนปฏิบัติธรรม และไม่เบียดเบียนผู้อื่น สังคมเราจะดีขึ้น” มันเป็นแนวคิดที่เน้นการเปลี่ยนแปลงตนเองแบบปัจเจก ที่เรามักพบในเกือบทุกศาสนา แต่มันเพ้อฝันเพราะไม่คำนึงถึงโลกแห่งความเป็นจริง และที่สำคัญคือไม่พิจารณาความเหลื่อมล้ำทางอำนาจชนชั้นในสังคม มันเพียงแต่เป็นความหวังว่างเปล่า

อาจมีตัวอย่างสำคัญของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม เช่นพระสงฆ์ซีกก้าวหน้าในพม่า พระสงฆ์เสื้อแดงในไทย หรือพระสงฆ์ฝ่ายซ้ายในลาวในยุคสงครามเวียดนาม แต่มันยากที่จะอธิบายว่าการต่อสู้แบบนั้นยืนอยู่บนพื้นฐานปรัชญาพุทธที่ชัดเจน

ในหลายแง่พุทธศาสนาเป็นแนวคิดที่ชวนให้คนมองตนเอง เน้นแต่ตนเอง หรือเน้นปัจเจก การที่มีการพูดถึง “กรรม” และ “การทำบุญ” เป็นเรื่องปัจเจกเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องสังคม

และนอกจากนี้พุทธศาสนาเป็นแนวคิดที่เน้น “การปรับความคิด” ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นแนว “จิตนิยม” ก็ได้ ความคิดอาจเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ แต่ความคิดมีพลังเหนือสภาพความจริงในโลกไม่ได้ มันไม่มีอำนาจในตัวมันเอง

ส่วนปรัชญามาร์คซิสต์เป็นแนวคิดที่เน้น “มนุษย์ในฐานะสัตว์สังคมที่อาศัยซึ่งกันและกันเสมอ” และการที่ทุกอย่างที่เกิดขึ้น แม้แต่ความคิดของมนุษย์ที่เกิดขึ้น มีความผูกพันกับสภาพโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะวิธีเลี้ยงชีพของมนุษย์ในยุคต่างๆ นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” และวิภาษวิธีย่อมใช้ร่วมกับวัตถุนิยมประวัติศาสตร์เสมอ

แทนที่มาร์คซิสต์จะเน้นปัจเจกด้านเดียว นักมาร์คซิสต์จะพูดตลอดว่า “มนุษย์เป็นผู้เปลี่ยนโลกร่วมกัน แต่ในสภาพสังคมที่ตนไม่ได้เลือกเพราะเป็นมรดกตกทอดจากยุคก่อน” พูดง่ายๆ เรารวมตัวกันเปลี่ยนสังคมได้เสมอ แต่เราต้องเข้าใจสภาพสังคมและโลกแห่งความเป็นจริงด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่สร้างอุปสรรคสำหรับการต่อสู้เปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเราทำอะไรเองคนเดียวในฐานะปัจเจกไม่ได้ เราต้องร่วมกับคนอื่น

นอกจากนี้แนวมาร์คซิสต์จะอธิบายว่า บ่อยครั้งความทุกข์ของมนุษย์มาจากการถูกกดขี่ขูดรีดในระบบชนชั้น ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่เราแก้ไม่ได้ แต่แน่นอนความทุกข์ที่มาจากสภาพอื่น เช่นการ “อกหัก” หรือผิดหวังในความรัก คงเป็นเรื่องที่ต้องแก้ด้วยวิธีอื่นที่อาจเน้นความปัจเจก

วิภาษวิธีของมาร์คซิสต์จะเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงของสังคม มาจากความขัดแย้งทางชนชั้นในยุคต่างๆ ในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นทุนนิยม นอกจากระบบทุนนิยมจะขัดแย้งในตัวจนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเป็นประจำแล้ว และนอกจากความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองชาติต่างๆ ที่ก่อให้เกิดสงคราม พลังในการล้มระบบทุนนิยมอยู่ที่ชนชั้นกรรมาชีพผู้ทำงาน ซึ่งขัดแย้งกับชนชั้นนายทุนที่คุมอำนาจเศรษฐกิจและการเมือง แต่การที่กรรมาชีพจะเปลี่ยนสังคมได้ ย่อมขึ้นอยู่กับการรวมตัวจัดตั้งทางการเมืองและโอกาสในการลุกฮือ นอกจากนี้การที่ชนชั้นปกครองทั่วโลกพยายามจะลดสิทธิเสรีภาพของคนส่วนใหญ่เมื่อมีโอกาส ก็เป็นเพราะเขาต้องการกอบโกยผลประโยชน์จากเราผ่านการขูดรีด โดยไม่มีการต่อสู้กบฏต่ออำนาจเขา

Advertisements