รัฐบาลเผด็จการทหารคลั่งกลไกตลาดเสรี กดค่าจ้างขั้นต่ำ “รัฐประหารเพื่อคนรวย”รอบสอง

 

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังรัฐประหารรอบแรกในปี ๒๕๔๙ ผมเขียนหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ “รัฐประหารเพื่อคนรวย” โดยอธิบายว่ารัฐบาลทหารในครั้งนั้นขยันผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมกลไกตลาด  พร้อมกันนั้นมีการอ้างความชอบธรรมจากลัทธิเศรษฐกิจพอเพียงของนายภูมิพลอีกด้วย มันเป็นความพยายามที่จะหมุนนาฬิกากลับจากยุคทักษิณในหลายๆ แง่

รัฐมนตรีคลังในสมัยนั้นคือ ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งพยายามตัดงบประมาณสาธารณสุข กดค่าแรงขั้นต่ำ และนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ในขณะเดียวกันมีการเพิ่มงบประมาณทหารมหาศาล

หลังรัฐประหารรอบสองของประยุทธ์มือเปื้อนเลือด ก็มีการใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดเช่นกัน โดย ปรีดิยาธร เทวกุล เข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ รัฐบาลเผด็จการชุดนี้เริ่มเสนอว่าประชาชนจะต้อง “ร่วมจ่าย” ในการรักษาพยาบาล มีการกดค่าแรงโดยยกเลิกนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ และนำระบบ “ค่าแรงลอยตัว” ที่กำหนดโดยนายทุนและข้าราชการในแต่ละจังหวัดเข้ามาแทน นอกจากนี้มีการผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบเพิ่มขึ้น

จะเห็นว่านโยบายของรัฐบาลทหารหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา และนโยบายเผด็จการประยุทธ์ ล้วนแต่ใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว นโยบายนี้คัดค้านการใช้รัฐและงบประมาณรัฐในการพัฒนาสภาพชีวิตของคนจน โดยที่พวกนี้ด่าอย่างไร้สาระว่าเป็นนโยบาย “ประชานิยม” ไม่ว่าจะเป็นนโยบายสาธารณสุขถ้วนหน้า การจำนำข้าว หรือกองทุนหมู่บ้าน และมีการต่อต้านการกู้เงินของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูงอีกด้วย นอกจากทหารแล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็ชื่นชมกลไกตลาดเสรีสุดขั้วเช่นกัน

ในรัฐธรรมนูญทหารปี ๒๕๕๐ และร่างรัฐธรรมนูญล่าสุด มีการส่งเสริมลัทธิเศรษฐกิจพอเพียงแบบบ้าคลั่งจนน่ารำคาญ แต่ในรูปธรรมมันไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจจริง เพราะไม่มีมาตรการเศรษฐกิจอะไรที่จับต้องได้ และเศรษฐีคนรวยทั้งหลายที่เป็นผู้ส่งเสริม ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ ทหาร หรือข้าราชการชั้นสูง ไม่เคยรู้จักพอเอง เราจึงต้องสรุปว่ามันเป็นลัทธิการเมืองมากกว่าอะไรอื่น มันคัดค้านการกระจายรายได้ และแช่แข็งความเหลื่อมล้ำโดยเรียกร้องให้คนจนปรับตัวกับความยากจน ซึ่งที่น่าสนใจคือมันเป็นลัทธิที่เข้ากับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดได้ดีเพราะมองว่ารัฐควร “ปล่อยวาง” ไม่ช่วยพลเมืองและไม่แก้ความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียงมีคุณสมบัติพิเศษคือ อ้างว่ามาจากปากกษัตริย์ภูมิพล ดังนั้น “ต้องเป็นมหาความคิดของเทวดา” และเราวิจารณ์ไม่ได้ เพราะถ้าวิจารณ์จะโดน 112 อย่างที่ผมเคยโดนหลังจากที่เขียนหนังสือ “รัฐประหารเพื่อคนรวย” ที่วิจารณ์รัฐประหาร ๑๙ กันยา

ส่วนนโยบายของไทยรักไทยเป็นนโยบาย “คู่ขนาน” ที่ใช้รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าตามแนวเคนส์ (Keynes) กระตุ้นในระดับหมู่บ้านและชุมชนภายในประเทศ พร้อมกันนั้นมีการใช้แนวกลไกตลาดเสรีในเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายของไทยรักไทยนี้ออกแบบเพื่อแก้ปัญหาที่มาจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี ๒๕๔๐ และประสบความสำเร็จผ่านการ “นำคนจนมาเป็นผู้ร่วมพัฒนา” แต่เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมืองของนายทุนเป็นหลัก

บทเรียนสำคัญจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งรอบที่แล้วคือ การที่ไทยอาศัยค่าแรงในระดับต่ำ เพื่อผลิตสินค้าส่งออก หมดประสิทธิภาพไปนานแล้ว เพราะแข่งกับประเทศอื่นที่ค่าแรงต่ำกว่าไม่ได้ นี่คือสาเหตุที่สินค้าส่งออกของไทยตกต่ำ และมันเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไทยขาดแคลนแรงงานและมีการต่อสู้เพื่อเพิ่มค่าแรงพร้อมๆ กัน นอกจากนี้เมื่อเกิดวิกฤตปี ๒๕๔๐ กำลังซื้อภายในประเทศไม่เพียงพอที่จะพยุงเศรษฐกิจและทดแทนการส่งออกได้ เพราะโดยรวมค่าแรงของคนไทยยังต่ำเกินไป รัฐบาลไทยรักไทยเข้าใจตรงนี้และพยายามพัฒนาระดับเทคโนโลจีและรายได้ของประชาชนด้วยนโยบาย “คู่ขนาน”

แต่เราต้องเน้นและเข้าใจว่าไทยรักไทยไม่ใช่รัฐบาลสังคมนิยมหรือแม้แต่รัฐบาลของคนจนหรือกรรมาชีพคนทำงาน สิ่งที่เขาทำเขาทำไปเพื่อประโยชน์กลุ่มทุน แต่มันเอื้อประโยชน์ให้คนจนไปด้วย

นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ทั้งสายเสรีนิยมกลไกตลาด และแนวเคนส์ ไม่กล้ายอมรับว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้นมาจากข้อบกพร่องในตัวมันเองของกลไกตลาดระบบทุนนิยม โดยเฉพาะแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไร ซึ่งนำไปสู่เศรษฐกิจฟองสบู่เพราะนายทุนไม่ยอมลงทุนในการผลิตจริง และหันไปปั่นหุ้นหรือเล่นการพนันกับอสังหาริมทรัพย์ ในระยะยาวแม้แต่แนวเคนส์ที่อาศัยการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในตัวของระบบทุนนิยมได้ ซึ่งเห็นชัดจากกรณีญีปุ่นและจีนทุกวันนี้ นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่กล้าศึกษาทฤษฏีเศรษฐศาสตร์การเมืองของฝ่ายซ้าย ที่อธิบายวิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยมมาตั้งแต่สมัย คาร์ล มาร์คซ์

พอถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบล่าสุด ที่เริ่มเมื่อ 7 ปีก่อน การนำเข้าสินค้าของชาติตะวันตก และการนำเข้าสินค้าของจีน เริ่มตกต่ำลง ซึ่งมีผลกระทบกับการส่งออกของไทย มันไม่เกี่ยวอะไรทั้งสิ้นกับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท อย่างที่พรรคพวกของประยุทธ์อ้าง

ข้อมูลเศรษฐกิจจากประเทศ “เริ่มพัฒนา” หลายๆ ประเทศ ฉายภาพว่าการส่งออกและการนำเข้า หรือการค้าขายระหว่างประเทศนั้นเอง ตกต่ำลงในรอบปีที่ผ่านมา และมันไม่เกี่ยวอะไรเลยกับระดับค่าแรง (ดูภาพ)

การค้าตกต่ำในหลายประเทศ (ภาพจาก Financial Times)
การค้าตกต่ำในหลายประเทศ (ภาพจาก Financial Times)

ยิ่งกว่านั้น 300 บาทต่อวันไม่เคยเพียงพอสำหรับการมีชีวิตที่ดีของคนทำงาน แต่พวกเศรษฐีคนรวยและนายพลที่มีรายได้และทรัพย์สินมหาศาลชอบสอนเราว่าค่าแรงเรา “สูงเกินไป” ถ้าจะกดค่าแรงตอนนี้เพื่อแข่งกับประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่า ก็เท่ากับการลากเศรษฐกิจไทยกลับไปเป็นประเทศด้อยพัฒนาขั้นต่ำนั้นเอง

การกดค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลทหารชุดนี้จะไม่แก้ปัญหาการส่งออกของไทย จะไม่ช่วยเพิ่มการลงทุน จะไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทำงาน และจะไม่กระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศเพื่อทดแทนการส่งออกที่ลดลง แต่มันจะช่วยกลุ่มทุนไทยล้าหลังที่ไม่ยอมลงทุนเพื่อพัฒนาการผลิต ส่วนกลุ่มทุนจากต่างประเทศที่ใช้เทคโนโลจีสูง เช่นในอุตสาหกรรมรถยนต์ มักจ่ายค่าแรงสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว

การมีค่าแรงสูงและคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้ทำให้การส่งออกหรือการลงทุนลดลง เพราะประเทศที่เจริญที่มีค่าแรงสูงและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าไทย จะได้รับการลงทุนจากกลุ่มทุนใหญ่มากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา และการค้าระหว่างประเทศพัฒนากันเองก็อยู่ในระดับสูงกว่าด้วย ประเด็นคือรัฐบาลและนายทุนไทยพร้อมจะพัฒนาคุณภาพการผลิตหรือไม่ และการพัฒนาถ้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นประโยชน์ต่อพลเมืองส่วนใหญ่ หรือแค่เป็นประโยชน์กับคนรวย

ที่แย่ที่สุดคือ “ปากหมาประยุทธ์” ออกมาโกหกปลุกระดมให้กรรมาชีพแตกแยกกันระหว่างคนงานไทยกับแรงงานเพื่อนบ้าน โดยการพูดว่าค่าแรง 300 บาทให้ประโยชน์กับแรงงานจากเพื่อนบ้านเท่านั้น

เราต้องคัดค้านการเหยียดเชื้อชาติของเผด็จการแบบนี้ และกลุ่มแรงงานต่างๆ ควรสมานฉันท์สามัคคีกันข้ามเชื้อชาติ เพื่อต่อสู้ให้ขึ้นค่าแรงและสร้างสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย

Advertisements