ชนชั้นปกครองอังกฤษบิดเบือนสัญญา “แมคนา คาร์ตา” ปกปิดการปฏิวัติ และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน

 

ใจ อึ๊งภากรณ์

ชนชั้นปกครองอังกฤษกำลังบิดเบือนประวัติศาสตร์เนื่องในวันครบ 800 ปี สัญญา “แมคนา คาร์ตา” (ปี1215) ทั้งนี้เพื่อปกปิดความสำคัญของการกบฏครั้งยิ่งใหญ่ของไพร่ในปี 1381 การปฏิวัติอังกฤษที่ตัดหัวกษัตริย์ในปี 1640 และการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยถ้วนหน้าของขบวนการแรงงาน Chartists ระหว่าง 1838-1858

การปกปิดและการบิดเบือนประวัติศาสตร์แบบนี้ ก็ไม่ต่างจากการที่ชนชั้นปกครองไทยพยายามปกปิดความสำคัญของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ แล้วโกหกว่ารัชกาลที่ ๗ เป็น “บิดาแห่งประชาธิปไตย” หรือการที่รัฐบาลเผด็จการพยายามปกปิดอาชญากรรมรัฐไทย ยุค ๖ ตุลา, พฤษภา ๓๕ หรือการเข่นฆ่าเสื้อแดง

รัชกาลที่ ๗ พบ ฮิตเลอร์
รัชกาลที่ ๗ พบ ฮิตเลอร์

2475peg

     ในขณะที่รัฐบาลฝ่ายขวาพรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษกำลังส่งเสริมการฉลองครบรอบ 800 ปี ของ “แมคนา คาร์ตา” รัฐบาลของ เดวิด แคมมารอน ชุดนี้พยายามที่จะยกเลิก “กฏหมายสิทธิมนุษยชน” ที่ออกมาในปี 1998 และพยายามจะถอนตัวออกจาก “สัญญาสิทธิมนุษยชนของยุโรป” พร้อมกันนั้นมีการประกาศว่าจะลดสิทธิเสรีภาพของสหภาพแรงงานอีกด้วย ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีผู้นำตอแหล

สัญญา “แมคนา คาร์ตา” เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างกษัตริย์จอห์นกับขุนนางอังกฤษ ซึ่งพยายามลดอำนาจกษัตริย์เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ขุนนางและสถาบันศาสนา แต่ 85% ของประชาชนอังกฤษตอนนั้นเป็นไพร่ที่ไม่ได้รับสิทธิเสรีภาพอะไรทั้งสิ้น

อังกฤษในช่วงนั้นเป็นสังคมที่อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ความสำคัญของเมืองและการค้าขายเริ่มทำให้พวกขุนนางที่มีฐานอำนาจและเศรษฐกิจจากการคุมไพร่ในชนบท เริ่มกังวลว่ากษัตริย์กำลังรวบอำนาจ

แต่สิ่งที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มมีเสรีภาพมากขึ้นคือการกบฏครั้งยิ่งใหญ่ของไพร่อังกฤษในปี 1381 มีการยกกองทัพไพร่ไปที่ลอนดอน ยึดปราสาทกลางเมือง และจับรัฐมนตรีคลังและหัวหน้าศาสนาคริสต์ในอังกฤษมาประหารชีวิต เพราะสองคนนี้เป็นตัวการสำคัญในการเก็บภาษีจากไพร่ บริบทสำคัญที่ต้องพิจารณาประกอบกับการกบฏครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ที่ทำให้คนธรรมดามีพลังต่อรองมากขึ้น คือการแพร่ระบาดของกาฬโรคในปี 1348 ซึ่งมีผลทำให้ประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศล้มตาย เหตุการณ์นี้ทำให้แรงงานขาดแคลนและมีอำนาจต่อรองสูง ในที่สุดการกบฏของไพร่ถูกปราบสลาย แต่ชนชั้นปกครองอังกฤษจำต้องยกเลิกระบบไพร่เพราะเกรงกลัวการกบฏในอนาคต

กบฏไพร่อังกฤษ
กบฏไพร่อังกฤษ

ต่อมาในปี 1640 อำนาจของนายทุนในเมืองเริ่มแสดงตัวเมื่อมีการกบฏต่อกษัตริย์ ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติทุนนิยมของอังกฤษ กษัตริย์ชาร์ลส์ถูกจับและประหารชีวิต และอังกฤษก็กลายเป็นสาธารณรัฐชั่วคราว หลังจากนั้นทั้งๆ ที่มีการนำระบบกษัตริย์กลับมาอีกครั้ง แต่ระบบฟิวเดิลถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิงและตั้งแต่นั้นมากษัตริย์ไม่มีอำนาจจริง เพราะต้องพึ่งพานายทุนและทำตามสิ่งที่นายทุนต้องการ

กษัตริย์ชาร์ส์โดนประหารชีวิตในการปฏิวัติอังกฤษ
กษัตริย์ชาร์ส์โดนประหารชีวิตในการปฏิวัติอังกฤษ

การที่นายทุนอังกฤษมีอำนาจเหนือกษัตริย์ ไม่ได้ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีสิทธิเสรีภาพแต่อย่างใด สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยอังกฤษได้มาจากการต่อสู้ของขบวนการแรงงานเป็นหลัก โดยเฉพาะขบวนการ “ชาร์ทิสต์” ระหว่าง 1833-1858 รวมถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและการตั้งพรรคแรงงานอีกด้วย

ขบวนการชาร์ทิสต์
ขบวนการชาร์ทิสต์

ถ้าจะเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษและไทย เราสามารถสรุปได้ว่าสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยมาจากการลุกฮือปฏิวัติของคนชั้นล่าง ไม่ได้มาจากการยกอะไรให้ประชาชนจากเบื้องบน และไม่ได้มาจากการเจรจาระหว่างผู้มีอำนาจกับกษัตริย์อีกด้วย และที่สำคัญคือชนชั้นปกครองของเราทั่วโลก มักจะพยายามปกปิดประวัติศาสตร์การต่อสู้และการปฏิวัติของประชาชน นี่คือสาเหตุที่เราต้องศึกษาความจริงเกี่ยวกับการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และแนวคิดของอาจารย์ปรีดี และต้องให้ความสำคัญกับพลังของกรรมาชีพก้าวหน้าในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

Advertisements