อวสานขบวนการเสื้อแดง?

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเขียนบทความเรื่อง “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในปัจจุบัน – จุดยืนมาร์คซิสต์” ในบทความนั้นผมเสนอว่า แทนที่เราจะมองว่ามีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหลายๆ ขบวน ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน นักมาร์คซิสต์ตั้งแต่สมัยมาร์คซ์กับเองเกิลส์ มองว่ามันมีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของคนชั้นล่างแค่ขบวนการเดียว การเคลื่อนไหวนี้ท้าทายเบื้องบนเสมอ และหวังขยายพื้นที่เสรีภาพสำหรับคนชั้นล่าง แต่ขบวนการนี้มีหลายแขนหลายขาตามยุคต่างๆ ซึ่งแต่ละแขนขา มีหน้าตาแตกต่างกัน ในขณะที่เชื่อมกับลำตัวหลักข้ามยุคต่างๆ ตลอด

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในรูปแบบหนึ่ง ไม่เคยคงที่และถาวร แขนหรือขาข้างหนึ่งอาจหมดสภาพไป หรือเมื่อทำหน้าที่เฉพาะหน้าไปแล้วก็เริ่มเสื่อม แต่ในไม่ช้า ตราบใดที่สังคมยังไม่มีเสรีภาพหรือความเท่าเทียม แขนขาใหม่ก็งอกขึ้นมาแทนที่

เสื้อแดงกับขบวนการนักศึกษาและประชาชนจากยุค ๑๔ ตุลาเชื่อมโยงกันแบบนี้ และไม่ว่าใครจะว่ายังไง “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ของนักศึกษาในปัจจุบัน ก็เชื่อมกับสองขบวนการข้างต้น ทั้งในแง่ประเพณี รูปแบบการต่อสู้ องค์ความรู้ที่สะสม และบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นคนที่ไม่อยากให้เสื้อแดงมาชุมนุมสนับสนุนนักศึกษาใน “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” เป็นคนที่เข้าใจผิด ใจแคบ และค่อนข้างจะเกรงกลัวเสื้อแดงจนออกรสชาติอนุรักษ์นิยม แต่ถึงกระนั้นผมต้องบอกตรงๆ ว่า ขบวนการเสื้อแดงมันหมดสภาพไปแล้ว และสาเหตุหลักคือแกนนำตั้งใจแช่แข็งขบวนการเพื่อยอมจำนนต่อทหาร และการยอมจำนนครั้งนี้กระทำไปเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองสายทักษิณ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสรุปว่า การที่เสื้อแดงก้าวหน้าไม่เคยสนใจอย่างจริงจังที่จะสร้างองค์กรเพื่อช่วงชิงการนำจาก นปช. ก็ทำให้มวลชนเสื้อแดงขาดการนำที่เป็นทางเลือก ในสภาพเช่นนี้เสื้อแดงธรรมดาจะขาดความมั่นใจในการออกมาชุมนุมและเกรงกลัวทหาร แต่อย่าลืมว่านักศึกษาไม่ได้กลัวทหารแบบนั้น ดังนั้นเราต้องหาทางร่วมกันข้ามพ้นความกลัว

ขบวนการเสื้อแดง ในลักษณะ “ขบวนการ” อาจถึงจุดอวสาน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าบุคคลที่เคยเป็นเสื้อแดงจะต้องหมดสภาพ เขาสามารถออกมาเคลื่อนไหวและร่วมสร้างรูปแบบใหม่ของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยร่วมกับนักศึกษาและคนที่ไม่เคยเคลื่อนไหวมาก่อน นั้นคือภาระสำคัญสำหรับยุคนี้ เพราะถ้าเราจะล้มเผด็จการ เราต้องอาศัยพลังมวลชนในที่สุด ประวัติศาสตร์ทั่วโลกสอนให้เรารู้ว่าแค่การออกมาในรูปแบบกลุ่มเล็กๆ เพื่อเคลื่อนไหวเชิงสัญญลักษณ์จะไม่พอในการล้มอำนาจเผด็จการ

คนที่ไม่อยากเห็นคนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ จะเป็นคนที่ชอบพูดเรื่องนักศึกษาว่าเป็น “พลังบริสุทธิ์” ซึ่งก็คงหมายความว่าเสื้อแดงเป็นพลัง “เปรอะเปื้อน” เพราะเกี่ยวโยงกับทักษิณ ความคิดแบบนี้จะตั้งความหวังเพ้อฝันว่าพวกสลิ่มชนชั้นกลางอาจมาร่วมสนับสนุนนักศึกษาเพื่อล้มอำนาจทหาร ดังนั้นเขาอยากเห็นจุดยืนของ “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ที่ไม่พูดถึงการเมือง หรือถ้าพูดก็แค่ในลักษณะเบาๆ ที่สลิ่มยอมรับได้ ซึ่งหมายความว่าคงห้ามพูดถึง กฏหมาย 112 นักโทษการเมืองคนอื่นที่ไม่ใช่นักศึกษา การนำอาชญากรรัฐที่ฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล โดยเฉพาะทหาร หรือการลบผลพวงทั้งหมดของรัฐประหารสองรอบ สลิ่มจะคัดค้านการเคลื่อนไหวของมวลชนเพื่อล้มเผด็จการทหารด้วย

ในช่วงนี้เราเห็นสลิ่มบางคนมามีบทบาทในการ “ช่วย” นักศึกษา แม้แต่ “อภิสิทธิ์มือเปื้อนเลือด” ก็ออกมาพูดเสือก เราต้องถามว่าเป้าหมายของพวกนี้คืออะไร และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องกีดกันไม่ให้เขามีบทบาทนำในการกำหนดยุทธ์ศาสตร์สำหรับ “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่”

คนเสื้อแดงอาจเกี่ยวโยงกับทักษิณ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นแค่ลูกน้องของทักษิณที่สู้เพื่อทักษิณ คนเสื้อแดงซับซ้อนกว่านี้มาก และเหตุผลสำคัญในการต่อสู้ก็เพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตย และการกู้ศักดิ์ศรีพลเมืองของตนเองที่ถูกกดทับมานานในสังคมชนชั้นด้วย

นักศึกษาอาจใส่เสื้อสีขาวตามเครื่องแบบนักศึกษา แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาปลอด “เชื้อโรคแห่งการเมือง” เขาเป็นผลของการเติบโตในสังคมที่มีวิกฤตทางการเมือง

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ สลิ่มและชนชั้นกลางส่วนใหญ่ เป็นศัตรูของประชาธิปไตย เป็นเพื่อนของทหารเผด็จการ ดูถูกพลเมืองส่วนใหญ่ และเคยเคลื่อนไหวเพื่อกวักมือเรียกทหารและทำลายการเลือกตั้ง พวกนี้อยู่คนละฝั่งกับเรา ถ้าเราพยายามประนีประนอมกับสลิ่ม โดยถอยออกห่างจากคนเสื้อแดง เป้าหมายของเราจะกลายเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเท่านั้น

ท่ามกลางการเห่าหอนโกหกของเผด็จการประยุทธ์มือเปื้อนเลือด ว่าพวกเรา “ไม่จำเป็น” ที่จะคัดค้านรัฐบาลทหารชุดนี้ “เพราะเขาต้องยึดอำนาจเพื่อระงับสงครามกลางเมือง” เราควรเตือนความจำกันบ้าง

ประยุทธ์และทหารเผด็จการอื่นร่วมกันก่อรัฐประหาร ๑๙ กันยา เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หลังจากนั้นก็เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเข้าข้างฝ่ายเผด็จการ พอมันต้องจัดการเลือกตั้งอีกเพื่อดูดี ฝ่ายทักษิณก็ชนะอีก มันเลยให้ศาลทำรัฐประหารตุลาการแล้วตั้งรัฐบาล อภิสิทธ์-สุเทพ ในค่ายทหาร ต่อมาเมื่อเสื้อแดงเรียกร้องประชาธิปไตย แก๊งประยุทธ์-อนุพงษ์-อภิสิทธ์-สุเทพ ก็จัดการฆ่าคนที่ไม่มีอาวุธในมือเก้าสิบราย หลังจากนั้นมันจำเป็นต้องยอมให้มีการเลือกตั้งอีก แล้วมันก็แพ้อีกทั้งๆ ที่ประยุทธ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยก่อนวันเลือกตั้งเป็นประจำ เมื่อปลายปีที่แล้วประยุทธ์ก็นั่งเฉยอมยิ้มปล่อยให้อันธพาลม็อบสุเทพก่อความรุนแรงและทำลายกระบวนการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ดังนั้นข้ออ้างของประยุทธ์ในการก่อรัฐประหารฟังไม่ขึ้น ไม่ต่างจากข้ออ้างเหลวไหลของผู้ก่อรัฐประหารในอดีตทุกครั้ง

พรรคพวกของประยุทธ์มีแผนระยะยาวในการลดพื้นที่ประชาธิปไตย เขากำลังออกแบบระบบประชาธิปไตยปลอม เพื่อให้ทหารและข้าราชการอนุรักษ์นิยมครองอำนาจต่อไปไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง และพวกสลิ่มชนชั้นกลางก็เห็นด้วยกับโครงการยุคมืดอันนี้

ความหวังสำหรับประชาธิปไตยคือ การสร้างขบวนการมวลชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกอบไปด้วยคนที่เคยเป็นเสื้อแดง นักศึกษารุ่นใหม่ และคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวเลย

Advertisements