เศรษฐกิจพอเพียง กับ ประชาธิปไตยพอเพียง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในเมื่อไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือดไปแหกปากพูดเท็จที่สหประชาชาติ และไปพูดถึงการที่รัฐบาลทหารยึดหลักแนวเศรษฐกิจพอเพียง เราควรมาทบทวนว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้คืออะไร

ในปี ๒๕๔๙ พอล์ แฮนลี่ ในหนังสือ “กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม” เขียนว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแค่ “เศรษฐศาสตร์จอมปลอม”

ในปีเดียวกันคณะเผด็จการทหารก็แห่กันไปเชิดชูส่งเสริม “เศรษฐศาสตร์จอมปลอม” อันนี้ และเราก็เห็นว่าคณะทหารชุดนั้นและชุดปัจจุบันก็คลั่งเศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบเดียวกัน

ในปี ๒๕๕๐ วารสาร “อีคอนโนมิสต์” วิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็น “ขยะเพ้อฝัน” เนื่องในโอกาสที่ “โครงการพัฒนาของสหประชาชาติ” ตีพิมพ์รายงานเกี่ยวกับประเทศไทยที่เต็มไปด้วยขยะเพ้อฝันของเศรษฐกิจพอเพียง รายงานนี้ผลิตด้วยความช่วยเหลือจาก คริส เบเคอร์ สามีของอาจารย์ ผาสุก พงษ์ไพจิตร

วารสาร อีคอนโนมิสต์ เขียนไว้ว่ารายงานของโครงการพัฒนาของสหประชาชาติฉบับนี้ เป็นการเสนอความคิดด้านเดียวในเรื่องทฤษฏีที่ไม่เคยถูกพิสูจน์ในโลกจริงว่าใช้ได้ผล มันเป็นการให้ความชอบธรรมกับเผด็จการ และทั้งๆ ที่รองหัวหน้าโครงการพัฒนาของสหประชาชาติในไทยอ้างว่าเป็นการ “เปิดประเด็นเพื่อถกเถียง” แต่ในไทย เนื่องจากกฏหมาย 112 ประชาชนไม่สามารถถกเถียงกันในเรื่องนี้ได้เลย

ในปีเดียวกันผมก็โดนกฏหมาย 112 เนื่องจากวิจารณ์รัฐประหาร ๑๙ กันยาและเศรษฐกิจพอเพียงในหนังสือ “A Coup for the Rich” ย่อหน้าหนึ่งที่ทหารไม่พอใจคือ

“สมาชิกสภาที่แต่งตั้งโดยทหารหลังรัฐประหาร ได้รับเงินเดือนและเงินค่าต่างๆ 140,000บาท ในขณะที่กรรมกรส่วนใหญ่รับค่าจ้างขั้นต่ำเพียงเดือนละ 5000 บาท และเกษตรกรจำนวนมากได้น้อยกว่านี้ พวกส.ส.เหล่านี้ได้เงินเดือนจากตำแหน่งที่อื่นอีกด้วย รัฐบาลอ้างว่าใช้เศรษฐกิจพอเพียงของกษัตริย์ และพูดว่าเราต้องไม่โลภมาก ดูเหมือนทุกคนต้องพึงพอใจกับระดับพอเพียงของตนเอง เราอาจคิดไปว่านักเขียนอังกฤษ จอร์ช ออร์เวล  คงจะเสนอว่า “บางคนพอเพียงมากกว่าผู้อื่น” สำหรับพระราชวัง ความพอเพียงหมายถึงการมีหลายๆ วัง และบริษัททุนนิยมขนาดใหญ่เช่นธนาคารไทยพาณิชย์ สำหรับทหารเผด็จการความพอเพียงหมายถึงเงินเดือนสูง และสำหรับเกษตรกรยากจนหมายถึงการเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบากโดยไม่มีการลงทุนในระบบเกษตรสมัยใหม่ รัฐมนตรีคลังเสนอว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือการ “ไม่มากไปหรือน้อยไป” คือให้พอดีนั้นเอง”

พวกเราคงทราบดีว่าสถาบันกษัตริย์เป็นกลุ่มทุนใหญ่ที่มีผลประโยชน์ข้ามชาติ และกษัตริย์ภูมิพลเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในประเทศไทย แล้วยังบังอาจสอนคนจนว่าต้องพอเพียงในความยากจน นอกจากนี้นายภูมิพลมีจุดยืนที่ต่อต้านรัฐสวัสดิการมาตั้งแต่ยุค ๖ ตุลา แต่ที่น่าแปลกใจคือสำนักอนาธิปไตยชุมชน โดยเฉพาะลูกศิษย์ของอาจารย์ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เคยอ้างว่ากษัตริย์ภูมิพลเป็นผู้คิดค้นแนวชุมชนพึ่งตนเอง เพื่อคัดค้านระบบทุนนิยม

เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ แต่เป็น “ลัทธิ” ฝ่ายขวาที่ต่อต้านการกระจายรายได้และการสร้างรัฐสวัสดิการ มันแช่แข็งความเหลื่อมล้ำ และมันไปได้ดีกับแนวเสรีนิยมกลไกตลาด เราจึงเห็นสองความคิดนี้บรรจุควบคู่กันในรัฐธรรมนูญเผด็จการมาตั้งแต่ปี ๕๐

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นลัทธิโปรดของเผด็จการมือเปื้อนเลือดของไทย และไปได้ดีกับแนวคิด “ประชาธิปไตยพอเพียง” ของพวกนั้น

Advertisements