การมองว่า ๖ ตุลา เป็นฝีมือกษัตริย์ภูมิพล เป็นการมองข้ามบทบาททหารและชนชั้นปกครองไทยโดยทั่วไป

 

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในช่วงนี้มีคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งที่มองว่าการเข่นฆ่าประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน เป็นผลงานกษัตริย์ภูมิพล การมองแบบนี้เป็นการล้างฟอกความชั่วร้ายของทหารและชนชั้นปกครองไทยโดยทั่วไป ออกจากประวัติศาสตร์

12140816_10153679823789696_7251153885849564790_n

จริงอยู่ นายภูมิพลเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมของสังคมไทย และพร้อมจะปล่อยให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยถูกเข่นฆ่าเหมือนผักเหมือนปลา เขามีส่วนสำคัญในการร่วมมือกับเผด็จการที่ทำให้สังคมไทยล้าหลังและขาดประชาธิปไตยจนถึงทุกวันนี้

แต่เราควรเข้าใจว่านายภูมิพลเป็นคนน่าสมเพช นายภูมิพลอาสาด้วยความเต็มใจที่จะเป็นเครื่องมือของทหาร และสำหรับนายภูมิพลการทำหน้าที่ดังกล่าวสร้างผลประโยชน์ให้ตัวเขาเองมากมาย จนเขาสามารถสะสมทรัพย์สินมหาศาล

สิ่งที่สำคัญคือนายภุมิพลไม่ใช่เจ้านายทหาร ทหารเป็นเจ้านายกษัตริย์ภูมิพลต่างหาก และสิ่งที่ทหารต้องการจากนายภูมิพล คือเขาต้องเล่นละครเทวดา

ในเรื่องเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ๒๔๑๙ นักวิชาการและนักข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคแรกๆ มีการถกเถียงกันถึงบทบาทของพระราชวังในเหตุการณ์ นักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายว่ากิจกรรมของวังมีส่วนเสริมให้เกิดวิกฤตกาลในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ โดยวิธีการต่างๆ เช่น การสนับสนุนขบวนการลูกเสือชาวบ้าน และการไปเยี่ยมพระถนอมที่วัดบวรนิเวศน์ในปลายเดือนกันยายนอย่างเปิดเผยเป็นต้น แต่นั้นไม่ต่างจากพฤติกรรมธรรมดาของพวกชนชั้นปกครองฝ่ายขวาคนอื่นๆ ของไทยในยุคสงครามเย็น

th05_03b

คนส่วนใหญ่ในแวดวงชนชั้นปกครองไทยในยุคนั้น ซึ่งรวมถึงทหาร ข้าราชการชั้นสูง นักการเมืองฝ่ายขวา และนักธุรกิจ เห็นว่า “จำเป็น” ที่จะต้องใช้ความรุนแรงและการปฏิบัตินอกกรอบของระบบประชาธิปไตยในการสกัดกั้นขบวนการ “สังคมนิยม” ซึ่งในสายตาของเขารวมถึงคนที่มีแนวคิดเสรีประชาธิปไตยด้วย ดังนั้นเกือบทุกส่วนของชนชั้นนำเห็นชอบกับการตั้งองค์กรลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล และกลุ่มนอกระบบอื่นๆ ถึงแม้ว่าบางส่วนอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง และบางส่วนอาจคาดไม่ถึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นในที่สุด

ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกสังคมไทย และวิกฤตที่เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามเย็นหรือปลายสงครามเวียดนาม เราจะเข้าใจว่าชนชั้นปกครองไทย ทั้งชนชั้น มีความต้องการที่จะกำจัดขบวนการนักศึกษาและฝ่ายซ้าย ดังนั้น ๖ ตุลา จึงเป็นการพยายามทำลายขบวนการสังคมนิยมในประเทศไทยโดยชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น ไม่ใช่การกระทำขององค์กร สถาบัน หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามส่วนต่างๆ ของชนชั้นปกครองไทยมีมุมมองที่อาจแตกต่างกันไป เช่นในเรื่องวิธีการที่ควรจะใช้ในการสกัดขบวนการฝ่ายซ้าย มันไม่มีการวาง “แผนใหญ่” เพียงแผนเดียวเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ส่วนต่างๆ ของชนชั้นปกครองไทยเป็นคู่แข่งกันด้วย แต่ละฝ่ายก็พยายามสร้างกลุ่มพลังฝ่ายขวามาคานนักศึกษา กรรมกร ชาวนา และฝ่ายซ้าย และมีการวางแผนทำรัฐประหาร แต่ละฝ่ายแข่งกันเพื่อคอยฉวยโอกาสตามสถานการณ์ โดยหวังว่ากลุ่มตนเองจะเป็นใหญ่

หนังสือเล่มหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าใจเหตุการณ์ ๖ ตุลา คือหนังสือของ Katherine Bowie เกี่ยวกับขบวนการลูกเสือชาวบ้าน เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมหลักฐานมหาศาลเกี่ยวกับวิธีการก่อตั้ง ลักษณะ และชะตากรรมของขบวนการลูกเสือชาวบ้านจากงานวิจัยของ Bowie เองในประเทศไทย นับว่าไม่มีผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับลูกเสือชาวบ้านที่มีรายละเอียดเท่าเล่มนี้

9VSc

Bowie อธิบายว่าขบวนการลูกเสือชาวบ้านถูกจัดตั้งขึ้นโดยกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อต่อสู้ทางความคิดกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในชนบท และในปี ๒๕๑๙ คาดว่า 20% ของคนไทยในวัยทำงานเป็นลูกเสือชาวบ้าน ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการใช้อาวุธสงครามที่ธรรมศาสตร์ กับขบวนการลูกเสือชาวบ้าน และการสนับสนุนขบวนการนี้จากพระราชวังทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ ๖ ตุลา ได้ดีขึ้น

ในปี ๒๕๑๙ ลักษณะของลูกเสือชาวบ้านเปลี่ยนไปจากขบวนการของชาวชนบทเนื่องจากมีการนำชาวเมืองมาเป็นลูกเสือมากขึ้น และในไม่ช้าขบวนการนี้กลายเป็นม็อบคนชั้นกลางซึ่งเป็นเครื่องมือของนักการเมืองฝ่ายขวาบางคน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญที่รัฐไทยภายหลังการยึดอำนาจในวันที่ ๖ ตุลา เริ่มพยายามสลายขบวนการ และปล่อยให้ตายเอง

ผู้ที่วางแผนก่อรัฐประหารในวันที่ ๖ ตุลา มีอย่างน้อยสามกลุ่ม แต่ “คณะปฏิรูปการปกครอง” ตัดหน้าชิงทำรัฐประหารก่อน เพื่อสกัดกั้นกลุ่มจากพรรคชาติไทยและประชาธิปัตย์ซีกขวาที่ใกล้ชิดกับถนอมและประภาส และสกัดกั้นพวกฝ่ายขวาสุดขั้ว อย่างไรก็ตามพวกนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะมีรัฐประหารซ้ำตามมาภายในหนึ่งปี

พูดง่ายๆ ส่วนต่างๆ ของชนชั้นปกครองไทยแข่งกันชิงอำนาจตลอดเวลาตามนิสัยเดิม แต่ทุกซีกมีจุดร่วมตรงที่ต้องการปราบฝ่ายซ้ายและคนจน นายภูมิพลก็คอยฉวยโอกาสเอาตัวรอดท่ามกลางสถานการณ์นี้

ดังนั้นเวลาพูดว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” จงเข้าใจว่าเหี้ยตัวจริงคือทหารที่ได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการและนักการเมืองชั้นนำ และกษัตริย์เป็นเพียงกิ้งก่าตัวเล็กนั่งอยู่บนหัวเหี้ย แต่กิ่งกาตัวนี้พองตัวให้คอโตสีเข้มและอวดใหญ่ว่าเป็นเทวดา เพื่อรับใช้เจ้านายตัวจริง

Advertisements