สังคมไทยขาดการถกเถียงเรื่องกลไกตลาด

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวออกมาว่านักวิชาการ “สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย” (ทีดีอาร์ไอ) วิจารณ์กระทรวงสาธารณสุขว่าการเป็นทั้ง ‘ผู้ซื้อ’ และ ‘ผู้ให้บริการ’ จะสร้างผลเสียให้ประชาชน และทุกครั้งที่นักวิชาการจากสถาบันนี้พูดอะไรออกมา สื่อในไทยก็พากันคารวะ เหมือนกับว่าพวกนี้เป็นปรมาจารย์ที่ผลิตมหาคัมภีร์เศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้ทุกครั้งที่ อัมมาร สยามวาลา ออกมาพูดอะไร สื่อก็พากันกราบไหว้ว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” หรือนักวิชาการเกียรติคุณ

แต่ ทีดีอาร์ไอ เป็นแค่ตัวแทนของสำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองสำนักหนึ่งเท่านั้น และ อัมมาร สยามวาลา เป็นแค่นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวาคนหนึ่งของสำนักเสรีนิยมใหม่ ที่คลั่งกลไกตลาด เพื่อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ เขาเชี่ยวชาญเหลือเกิน จนเคยเอ่ยปากมาว่าไม่รู้ว่าจะสร้างรัฐสวัสดิการในไทยได้อย่างไร!! คือพูดง่ายๆ อัมมาร สยามวาลา ไม่กล้าและไม่ต้องไปการศึกษารัฐสวัสดิการในตะวันตกนั้นเอง

ในฐานะที่ผมทำงานในระบบสาธารณสุขของรัฐสวัสดิการอังกฤษ และในฐานะที่ผมเป็นนักสังคมนิยม ผมสามารถรายงานว่า การแยกระบบสาธารณสุขอังกฤษออกเป็นฝ่าย ‘ผู้ซื้อ’ กับ ‘ผู้ให้บริการ’ เป็นมาตรการของนายกรัฐมนตรีแทชเชอร์ เพื่อค่อยๆ ทำลายระบบรัฐสวัสดิการและเปิดโอกาสให้มีการตัดงบประมาณรัฐพร้อมกับดึงบริษัท “หากิน” เอกชนเข้ามา ผลคือมีการจ้างนักบัญชีและนักบริหารตัวเลขมากขึ้นอย่างมหาศาล ผมเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนี้เพราะจำเป็นต้องเลี้ยงชีพ แต่เงินที่เคยทุ่มเทไปในการดูแลรักษาคนไข้กลับลดลง เงินซื้อยาถูกจำกัด และจำนวนพยาบาลก็ขาดแคลนเรื่อยมา พร้อมกันนั้นมีการกดค่าแรงให้ต่ำสุด และเปิดให้บริษัทเอกชนอย่าง G4S เข้ามากอบโกยกำไรจากภาษีประชาชน

ในระบบนี้ทุกรายละเอียดของการดูแลคนไข้จะถูกตีราคา ไม่ว่าจะเป็นการใส่สายในเส้นโลหิต การตรวจไขสันหลัง หรือการให้ยา มันเป็นระบบที่สิ้นเปลืองทรัพยากรและขาดประสิทธิภาพในการดูแลคนป่วย เพราะการทำบัญชีกลายเป็นสิ่งที่กำหนดทุกอย่าง แทนที่จะเอาความต้องการของคนไข้มาเป็นหลัก

สาเหตุที่การแยก ‘ผู้ซื้อ’ กับ ‘ผู้ให้บริการ’ เปิดโอกาสให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ก็เพราะมีการโยน “งบประมาณก้อน” ให้โรงพยาบาลหรือคลินนิคเพื่อบริหารเอง มีการตัดงบประมาณก้อนอันนั้น และมีการกดดันให้ฝ่าย “ขายบริการ” แข่งกันในตลาด คือแข่งกันตัดคุณภาพการรักษาและมาตรฐานการจ้างงาน เพื่อลดราคา

ในสังคมไทย เกือบจะไม่มีการถกเถียงกันเลยเรื่องสำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองที่แตกต่างกัน ในประวัติศาสตร์สิบปีที่ผ่านมา มีแค่สองตัวอย่างของกลุ่มคนที่คัดค้านการคลั่งกลไกตลาดเสรี อันนี้ไม่นับกลุ่มสังคมนิยมเล็กๆ ที่ผมเคยร่วมทำงานด้วย ตัวอย่างแรกคือรัฐบาลไทยรักไทยที่ใช้นโยบาย “คู่ขนาน” คือนโยบาบทุ่มเทงบประมาณรัฐตามแนวเคนส์รากหญ้าบวกกับกลไกตลาดเสรีในระดับชาติ และตัวอย่างที่สองคือกลุ่มเอ็นจีโอที่ทำงานด้านเอดส์และต่อต้านลิขสิทธิ์ของบริษัทข้ามชาติที่ผลิตยา แต่ในกรณีไทยรักไทย การใช้แนวคู่ขนานไม่ได้เป็นการคัดค้านกลไกตลาดทั้งหมด มีการซื้อขายบริการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค และเราคงจำได้ว่ามีการพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในกรณีกลุ่มเอ็นจีโอที่ทำงานด้านเอดส์ ถึงแม้ว่าจะต้านกลไกตลาดเสรีในเรื่องเอดส์ แต่ไม่ได้เชื่อมและขยายเรื่องนี้ไปสู่การคัดค้านกลไกตลาดทั่วไป เพราะติดอยู่ในกับดักการเคลื่อนไหวแยกส่วนประเด็นเดียว มีแต่พวกเราชาวสังคมนิยมเท่านั้นที่พยายามเชื่อมเรื่องนี้ในภาพกว้างไปสู่การคัดค้านกลไกตลาดเสรีโดยทั่วไป ดูได้จากหนังสือเล่มเล็กที่เราเคยผลิตสำหรับงานเอดส์โลกชื่อ “ทำไมทุนนิยมทำให้เอดส์เป็นโรคร้ายแรง” และดูได้จากความพยายามของเราในงานสมัชชาสังคมไทย ที่จะชวนกลุ่มคนที่สนใจหลากหลายปัญหามานั่งคุยร่วมกันถึงปัญหากลไกตลาด

20130218181838_3400

จริงๆ แล้วมีคนอีกลุ่มหนึ่งที่คัดค้านกลไกตลาดเสรีของกลุ่มทุนใหญ่ แต่พวกนี้เป็นพวกแนวเศรษฐกิจชุมชนที่อยากฝันว่าเราสามารถหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคนิยายอะไรก็ไม่รู้ในอดีต พร้อมกันนั้นการที่พวกนี้รับแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาด้วย ทำให้ไม่สามารถค้านกลไกตลาดเสรีได้จริง เพราะแนวเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวที่ไปได้ดีกับกลไกตลาดเสรี ไม่เชื่อก็ลองอ่านรัฐธรรมนูญฉบับปี ๕๐ หรือร่างรัฐธรรมนูญโจรล่าสุดดูก็ได้

ปัญหาความอ่อนแอในเรื่องการค้านกลไกตลาด เป็นมรดกร้ายจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพราะแนวคิดเหมาเจ๋อตุงของพรรคไม่สนใจศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์คซิสต์ สนใจแต่การ “กู้ชาติ” ดังนั้นหลังป่าแตก คนที่ออกมาจากพรรค ไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอ หรือนักวิชาการชาตินิยม ก็ไม่เข้าใจปัญหากลไกตลาดเลย เอ็นจีโอส่วนใหญ่สนับสนุนตลาดเสรีด้วยซ้ำ

ในไทยเวลาใครจัดเสวนาหรือชวนนักวิชาการมาร่วมกันเขียนบทความ จะไม่มีการเปรียบเทียบสำนักคิด เพราะความคิดของคนส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่อง “เทคนิค” หรือ “ความเชี่ยวชาญ” เท่านั้น ดังนั้นจะมีการพูดถึงปัญหาหนึ่งจากมุมมองนักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ หรือนักกฏหมาย มันเป็นวิธีพิจารณาประเด็นแบบปัญญาอ่อนที่ปลอดการเมืองของฝ่ายที่ตั้งคำถามต่อระบบกระแสหลัก

เมื่อผมเข้ามาเป็นอาจารย์ใหม่ๆ ที่จุฬาฯ ผมจำได้ว่าผมเคยถามเพื่อนอาจารย์คนหนึ่งที่สอน “การบริหารโรงพยาบาล” ว่าเขาสอนสำนักคิดไหนบ้าง เขามองผมด้วยความสงสัยและถามว่า “มีหลายสำนักคิดด้วยหรือ?”

แม้แต่ในเรื่องการบริหารโรงพยาบาลมีมากกว่าหนึ่งสำนักคิด ในอดีตก่อนที่แทชเชอร์จะนำกลไกตลาดเข้ามาในระบบสาธารณสุขของรัฐสวัสดิการอังกฤษ ระบบนี้อาศัยการให้บริการตามความต้องการของประชาชนเป็นหลัก และมีการตั้งงบประมาณตามนั้น ระบบสาธารณสุขจะบริหารโดยผู้แทนฝ่ายรัฐ ฝ่ายนักการเมืองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง และฝ่ายผู้แทนสหภาพแรงงาน นั้นคือรูปแบบการบริหารโรงพยาบาลตามแนวรัฐสวัสดิการที่เอียงไปทางสังคมนิยม มันไม่มีการซื้อขายบริการ และไม่มีการคิดเลขทำบัญชีและตีราคาของทุกอย่างแบบที่มีทุกวันนี้

อ่าน “ทำไมทุนนิยมทำให้เอดส์เป็นโรคร้ายแรง” ได้ที่นี่  data5.blog.de/media/961/3348961_223eae8460_d.doc

Advertisements