ควรยึดโรงพยาบาลเอกชนมาเป็นของรัฐ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ระบบรักษาพยาบาลในไทยมีการแบ่งแยกหลายระบบภายใต้มาตรฐานที่แตกต่างกัน การแบ่งแยกแบบนี้สร้างความเหลื่อมล้ำและทำให้ประสิทธิภาพน้อยกว่าที่ควร

สิ่งที่จะก่อประโยชน์ให้พลเมืองส่วนใหญ่มากที่สุดคือการสร้างระบบรักษาพยาบาลระบบเดียว ที่มีมาตรฐานสูง บริการพลเมืองอย่างถ้วนหน้าไม่เลือกปฏิบัติ และใช้งบประมาณรัฐที่เก็บจากระบบภาษีทางตรงในอัตราก้าวหน้า คือใครรวยก็จ่ายมาก ใครจนจ่ายน้อยหรือไม่จ่ายเลย นอกจากนี้ควรตัดงบประมาณทหาร และตัดงบประมาณราชวังอย่างถอนรากถอนโคน ทั้งนี้เพื่อสร้างความสุขอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมอีกด้วย

การที่ไทยมีระบบสำหรับข้าราชการ ระบบสำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม และระบบที่เดิมเรียกว่า “30 บาทรักษาทุกโรค” และยังมีระบบเอกชนสำหรับคนรวย กับคนที่มีประกันสุขภาพชั้นดีจากสถานที่ทำงาน ทำให้ระบบของไทยขาดคุณภาพและประสิทธิภาพ

การสร้างตลาดภายในโดยการแยกผู้ซื้อบริการ (Purchaser) ออกจากผู้ให้บริการ (Provider)  ทำให้รัฐบาลกลางสามารถหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบได้ เพราะถ้าคุณภาพการบริการเลวลงก็จะกลายเป็นความผิดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ “ไม่สามารถบริหารงบประมาณได้” นอกจากนี้มันเป็นการเปิดช่องให้บริษัทเอกชนเข้ามาแสวงหากำไรผ่านการรับเหมาช่วงที่ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน ในทางปฏิบัติประชาชนส่วนใหญ่เสียประโยชน์เพราะคุณภาพการให้บริการแย่ลงเพื่อเพิ่มกำไร และที่แย่ที่สุดคือมีการทุ่มเททรัพยากรในการจ้างนักบัญชีและผู้บริหารเพิ่ม ในขณะที่ลดบุคลากรด้านการแพทย์

ในประเทศอังกฤษระหว่างปี 1981 ถึง 1996 สัดส่วนพยาบาลต่อนักบัญชีลดลงจาก 3.5 : 1 เป็น 2.5 : 1   ยิ่งกว่านั้นค่าใช้จ่ายในการบริหารระบบ ซึ่งเดิมต่ำมากคือ 5% ของงบประมาณสาธารณะสุขก่อนปี 1980 เพิ่มเป็น 12% ในปี 1999 และสาเหตุหลักคือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของผู้บริหารจาก 1000 คนในปี 1986 เป็น 26,000 คนในปี 1995  และในขณะเดียวกันมีการกดค่าจ้างสวัสดิการของคนทำงานพื้นฐาน

ในสหรัฐอเมริกามีการโอนระบบประกันสุขภาพเข้าสู่ “องค์กรบริหารสุขภาพ” (Health Management Organisations หรือ H.M.O.) ซึ่งมีหน้าที่หลักในการควบคุมบัญชีกองทุนเพื่อเพิ่มกำไร แทนที่จะเน้นความจำเป็นในด้านสุขภาพอนามัยของผู้ประกันตน

ระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคในไทย มีการตั้งระบบตลาดภายในและซื้อบริการจากเอกชนตั้งแต่แรก

ค่าใช้จ่ายต่อหัวในระบบสาธารณสุขแบบอิงเอกชน ที่เน้นการประกันตน แทนการเก็บภาษีในระบบถ้วนหน้าของรัฐสวัสดิการ มักจะสูงกว่าเสมอ และสาเหตุสำคัญคือการจ้างคนมาบริหารระบบอย่างสิ้นเปลือง  ระบบสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกาที่ใช้ระบบเอกชนเป็นหลักแพงกว่าระบบอังกฤษสองเท่า เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายต่อหัว และไม่ครอบคลุมคนจนหลายล้านคน ซึ่งหมายความว่าในด้านประสิทธิภาพของการให้บริการกับผู้มีประกัน และประสิทธิภาพในการดูแลประชากร ระบบกลไกตลาดของอเมริกาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ในไทยในปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนและคลินิคเอกชน พึ่งพางบประมาณรัฐที่มาจากการเก็บภาษีประชาชนมากพอสมควรในหลายแง่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพึ่งพาการให้บริการกับระบบประกันสังคมและระบบอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาครัฐ และที่สำคัญคือมีการพึ่งพางบประมาณรัฐที่ใช้ในระบบการศึกษาที่ฝึกฝนแพทย์พยาบาลอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่ควรมีการยึดทรัพยากรทางแพทย์และสาธารณสุขที่อยู่ในมือนักธุรกิจเอกชน แล้วนำมาเป็นของระบบรัฐระบบเดียว โดยไม่แบ่งแยก ที่สำคัญด้วยคือควรมีโครงสร้างการบริหารโรงพยาบาล สถานพยาบาล และคลินิคหมอในชุมชนต่างๆ ให้สะท้อนระบบประชาธิปไตย คือมีกรรมการบริหารที่มาจากฝ่ายรัฐ ฝ่ายผู้ทำงานในการบริการ คือแพทย์ พยาบาล ลูกจ้างอื่นๆ โดยเฉพาะสหภาพแรงงาน และมีกรรมการที่มาจากผู้แทนของชุมชนผ่านการเลือกตั้งอีกด้วย

เมื่อไม่นานมานี้มีบทความใน “ประชาไท” ที่กล่าวถึงความฝันที่จะสร้าง ‘โรงพยาบาลของผู้ประกันตน’  โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมที่ระบุว่าจำนวนสถานพยาบาลโครงการประกันสังคมปี 2558 นั้นมีทั้งหมด 241 แห่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ 157 แห่ง และเป็นโรงพยาบาลเอกชน 84 แห่ง และตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาพบว่า จำนวนของโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการประกันสังคมได้ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ จาก 266 แห่งในปี 2550 เหลือเพียง 241 แห่งในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ในทางกลับกัน จำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมกลับเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี จากปี ปี 2550 ที่มีผู้ประกันตนจำนวน 9,182,170 คน มาเป็น 13,748,489 คน ในปี 2558

แต่ข้อเสนอให้สร้าง ‘โรงพยาบาลของผู้ประกันตน’ เป็นข้อเสนอที่ล้าหลัง ไม่ก้าวหน้า เพราะเป็นการผลิตซ้ำระบบหลายมาตรฐานที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่ควรทำคือนำโรงพยายาลทุกแห่งมาเป็นของรัฐ สร้างโรงพยาบาลรัฐเพิ่มขึ้น และรวมทุกระบบรักษาพยาบาลมาเป็นระบบเดียวภายในรัฐสวัสดิการ

แต่ถ้าเราจะทำสิ่งเหล่านี้มันมีเงื่อนไขสำคัญสองประการคือ ต้องล้มเผด็จการเพื่อสร้างประชาธิปไตย และต้องสร้างความเข้มแข็งของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายซ้าย เพื่อต่อสู้กับผลประโยชน์ของอภิสิทธิ์ชน

Advertisements