คำโกหกเรื่องอัตราว่างงาน

ใจ อึ๊งภากรณ์

บุคคลสาธารณะที่หน้าด้านโกหกประชาชนแล้วหลงตัวเองถึงขนาดเชื่อว่าประชาชนจะเชื่อคำพูดของตนเอง นับว่าปัญญาอ่อนที่สุด

เมื่อไม่นานมานี้ ไอ้ไก่อู นักโกหกมืออาชีพของเผด็จการมือเปื้อนเลือด ออกมาพูดว่า “อัตราการว่างงานที่ต่ำ ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีความสุขเชิงเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก” กรุณาอย่าหัวเราะมากเกินไปครับ เพราะจะหมดแรงอ่านบทความสั้นชิ้นนี้จนจบ…

ไอ้ลิ้นสองแฉกตัวนี้อธิบายว่า “อัตราการว่างงานของไทยสูงไม่เกินกว่าร้อยละ 1 มาตั้งแต่”… ทหารเริ่มเข้ามายึดประเทศ… “ขณะที่อีกหลายๆ ประเทศ มีอัตราการว่างงานสูงกว่า เช่น ฝรั่งเศส ร้อยละ 10.4 สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 7.4 เยอรมัน ร้อยละ 5.3 ญี่ปุ่น ร้อยละ 4 สิงคโปร์ ร้อยละ 2.8 มาเลเซีย ร้อยละ 3.2 อินโดนีเซีย ร้อยละ 6.3 เป็นต้น”

ภายในคณะเผด็จการคงมีการจ้างคนเขียนบทโกหกแบบนี้เพื่อให้ทุกคนอ่านตรงกัน เพราะ ธีรพล ขุนเมือง โฆษกกระทรวงแรงงาน และขี้ข้าของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ออกมาพูดตรงกันว่า “สถานการณ์ว่างงานของประเทศไทย นับว่าต่ำที่สุดในโลก” และ “ทำให้ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสุขเชิงเศรษฐกิจมากที่สุดในโลกในปี 2015”

ประเทศไทยอาจขึ้นชื่อในหลายเรื่อง แต่ที่ชัดๆ คือขึ้นชื่อว่าถูกปกครองโดยเผด็จการที่โกหกประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจำนวนคนงานที่สมัครรับเงินประโยชน์ทดแทนการตกงานเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 26% เมื่อต้นปีนี้ในภาคอุตสาหกรรมอีเลคทรอนิคส์ จำนวนคนที่ถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 150% และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาในภาคยานยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องประดับ อัตราการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 143% 68% และ 43% ตามลำดับ

จริงอยู่จำนวนคนที่ถูกเลิกจ้างไม่สูงถึงล้านๆ แต่ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาล่าสุดของจีน รวมถึงผลพวงของการมีรัฐบาลเผด็จการที่แก้วิกฤตการเมืองไม่เป็นและละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นประจำ ทำให้เศรษฐกิจไทยตกต่ำและคนตกงานมากขึ้น

อย่างไรก็ตามการอ้างตัวเลขการตกงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะของประเทศเจริญ แล้วมาเทียบกับไทย เป็นการจงใจบิดเบือนความจริง สาเหตุก็เพราะตัวเลขอัตราว่างงานของประเทศตะวันตกมักจะตรงกับจำนวนคนที่ลงทะเบียนตกงานในระบบที่ทุกคนได้สวัสดิการ แต่ในไทยคนที่มีสิทธิที่จะได้สวัสดิการการว่างงานเป็นคนส่วนน้อยของกำลังงาน เป็นแค่คนที่จ่ายเงินสมทบเพียงพอในระบบประกันสังคมเท่านั้น แต่คนทำงานจำนวนมากในไทย ทั้งในเมืองและชนบท ไม่มีสิทธิ์รับสวัสดิการใดๆ

นอกจากนี้ อ.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อธิบายว่ารัฐบาลไทยนิยามว่าคนมีงานทำ คือทุกคนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปและในช่วง 7 วันก่อนถูกสัมภาษณ์ทำงานตั้งแต่ 1 ชม.ขึ้นไปโดยได้ค่าจ้าง หรือทำงานอย่างน้อย 1 ชม.ในกิจการของครอบครัวโดยไม่ได้ค่าจ้าง

เมื่อคนทำงานในไทยถูกเลิกจ้างหรือจบการศึกษาแต่หางานทำไม่ได้ เขาจำใจต้องไปทำงานประเภทคุณภาพต่ำที่ไม่มีความมั่นคง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในวิกฤตต้มยำกุ้งปี ๒๕๓๙ ดังนั้นตัวเลขที่มีความสำคัญในการวัดคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจในไทย คือระดับค่าจ้างที่ได้รับ คุณภาพงาน ความมั่นคงในการทำงาน ชั่วโมงการทำงานต่อวัน และความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย ไม่ใช่จำนวนคนที่สมัครขอสวัสดิการว่างงาน หรือคนที่รัฐบาลนิยามว่าตกงาน

ระดับความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยในไทยสูงกว่าประเทศตะวันตกทุกประเทศรวมถึงญี่ปุ่น และสูงกว่าอินเดียอีกด้วย

การที่รัฐบาลเผด็จการต้องออกมาพูดคำขยะๆ แบบนี้ ก็เพราะนายพลหัวโตทั้งหลายที่ชอบชี้หน้าด่านักข่าว ไม่มีแผนอะไรเลยที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยเลย รัฐบาลนี้จงใจทำลายประชาธิปไตยด้วยการทำรัฐประหารและการร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการ สิทธิเสรีภาพและความสุขของประชาชนในระบบการเมืองก็ถูกโยนทิ้งไปเลย และในเรื่องเศรษฐกิจ ความบ้าคลั่งในกลไกตลาดเสรีทำให้เขาเกลียดชังมาตรการก้าวหน้าที่จะเพิ่มความสุขในการทำงานของประชาชน หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่นการขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำ นโยบายจำนำข้าว หรือมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยคนจนที่รัฐบาลทักษิณเคยใช้

และในเรื่องการพยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เผด็จการก็ออกคำสั่งทำลายกระบวนการจัดทำและพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อให้ไร้ความหมาย ซึ่งจะไม่มีวันเพิ่มความสุขให้ประชาชนเลย ในเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับเอ็นจีโอบางกลุ่มที่ต้อนรับหรือไม่สนใจรัฐประหาร แต่พวกนี้จะทบทวนตัวเองหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะเอ็นจีโอไทยส่วนใหญ่ปัญญาอ่อนทางการเมืองมานานแล้ว

Advertisements