จะบริหารเสถียรภาพในระยะเปลี่ยนผ่าน หรือจะสู้เพื่อประชาธิปไตย?

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสคุยแลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่วิจัยของกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ เรื่องประเทศไทย คนนี้จะมีหน้าที่ติดตามสถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ผมแปลกใจมากเมื่อเขาเอ่ยปากพูดว่า “ประเทศพม่าเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เขาพูดต่อไปว่าเขากังวลว่า นางอองซานซูจี อาจจะไม่ยืดหยุ่นพอที่จะทำงานร่วมกับทหารพม่า

ในความเห็นของผม ประเทศอินโดนีเซียและประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยมากที่สุดในภูมภาคนี้ ทั้งๆ ที่มีข้อบกพร่องในระบบการเมืองพอสมควร อย่าลืมว่าในความเป็นจริงระบบประชาธิปไตยในประเทศตะวันตกอย่างสหรัฐกับอังกฤษก็ยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชนชั้นนายทุนอยู่อีกด้วย

สำหรับพม่า มันเป็นระบบการปกครองที่รัฐธรรมนูญแช่แข็งอิทธิพลของทหารเผด็จการเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และปัญหาของ นางอองซานซูจี คือเขาประนีประนอมกับทหารมากเกินไป ใช้แนวคิดชาตินิยมพม่าพุทธสุดขั้ว และเป็นคนที่ชื่นชมกลไกตลาดเสรี

แล้วความคิดแปลกๆ เกี่ยวกับพม่าของเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศอังกฤษมาจากไหน?

Guillermo O'Donnell
Guillermo O’Donnell

แนวคิดกระแสหลักของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองในตะวันตก ได้รับอิทธิพลจากสำนักคิดรัฐศาสตร์ฝ่ายขวาในสาขา “การเมืองเปรียบเทียบ” โดยเฉพาะความคิดเรื่องการสร้างประชาธิปไตยหลังยุคเผด็จการของคนอย่าง โอดอนนัล (Guillermo O’Donnell) สำหรับสำนักนี้การเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารไปสู่สิ่งที่เขาเรียกว่าประชาธิปไตย เป็นเรื่องของการ “บริหารเสถียรภาพและความมั่นคง” พวกนี้ไม่สนใจเรื่องสิทธิเสรีภาพ หรือความเท่าเทียมทางสังคมของคนธรรมดาเลย และเขาตาบอดถึงและเกรงกลัวการลุกฮือของมวลชนชั้นล่างอย่างถึงที่สุด

เมื่อเราอ่านตำรารัฐศาสตร์เรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ที่เขียนก่อนยุคที่เผด็จการ ซุฮาร์โต หรือ มาร์คอส ถูกล้ม จะไม่มีนักวิชาการกระแสหลักคนใดที่สนใจพิจารณาการเคลื่อนไหวของขบวนการมวลชนเลย โดยเฉพาะขบวนการกรรมาชีพและคนจน พวกนี้จะสนใจแต่การพิจารณาว่าชนชั้นนำซีกต่างๆ จะมีบทบาทอะไรบ้างเท่านั้น

แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์ไปแล้วว่าทั้ง ซุฮาร์โต และมาร์คอส ถูกล้มจากการเคลื่อนไหวลุกฮือของมวลชน และในกรณีอาหรับสปริง ไม่มีนักวิชาการกระแสหลักที่พูดถึงมวลชนหรือขบวนการแรงงาน แต่เผด็จการ มูบารัก ถูกมวลชนคนชั้นล่างล้ม ในไทยในช่วง ๑๔ ตุลา หรือพฤษภา ๓๕ ก็เหมือนกัน

ในกรณีที่ความจริงในโลกไปตบหัวนักวิชาการฝ่ายขวา จนเขาต้องยอมรับว่ามวลชนล้มเผด็จการได้ เขามักจะพยายามย้อมสีประวัติศาสตร์เพื่อให้บทบาทหลักอยู่กับชนชั้นกลาง

สรุปแล้วจุดยืนเรื่องการพัฒนาสิ่งที่เขาเรียกว่า “ประชาธิปไตย” ของสำนักคิดฝ่ายขวา “การเมืองเปรียบเทียบ” ดูถูกและเกรงกลัววุฒิภาวะของคนชั้นล่าง และมองว่าพวกอภิสิทธิ์ชนและชนชั้นกลางเป็นพลังในการปฏิรูปการเมือง ซึ่งพอคิดดูแล้วก็ตรงกับแนวคิดในไทยของ สลิ่ม เสื้อเหลือง ม็อบสุเทพ ทหาร และนักวิชาการที่รับใช้ทหารด้วยการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิกูลการเมือง

1404358011-fun0120045-o

ดังนั้นมันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เพื่อนผมคนหนึ่งจากจุฬาฯ คือ อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ออกมาเสนอแนวคิดประเภท “การเมืองเปรียบเทียบ” ฝ่ายขวา โดยแนะว่าเราต้องทำความเข้าใจกับสถาบันทหาร เพื่อหาทางคุยกับทหารเผด็จการในกระบวนการปฏิรูปการเมือง แต่ “ประชาธิปไตย” ที่จะมาจากวิธีคิดแบบนี้มันเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบภายใต้อิทธิพลของทหารและอำมาตย์ อย่างที่เราเห็นในพม่าทุกวันนี้

13526104291352610462l

บทเรียนจากเรื่องนี้คือ เราไม่ควรหวังพึ่งรัฐบาลของประเทศอื่น โดยเฉพาะรัฐบาลตะวันตก ว่าจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยในไทย สิ่งที่รัฐบาลเหล่านี้สนใจคือการทำธุรกิจของกลุ่มทุนข้ามชาติในประเทศไทย เขาอยากมีช่องทางพูดคุยติดต่อกับชนชั้นนำไทยรวมถึงเผด็จการทหารด้วย และจะบอกให้ว่าในแวดวงเจ้าหน้าที่รัฐบาลอังกฤษ มีการวิพากษ์วิจารณ์ทูตอังกฤษคนที่กำลังจะหมดวาระไปที่ไทย เพราะบางคนมองว่าเขามีอุดมการณ์ประชาธิปไตยมากเกินไป ซึ่งทำให้ช่องทางที่จะคุยกับคนอย่างไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือดมันถูกปิดไป

เราควรรู้อีกว่าสส.พรรคเพื่อไทยบางคนก็วิจารณ์ทูตคนนี้ด้วย เพราะมองว่าไม่ควรยุ่งในเรื่องการเมืองไทย

ในลักษณะเดียวกัน คงจะมีคนในแวดวงรัฐบาลสหรัฐ ที่กลัวว่าถ้าวิจารณ์เผด็จการไทยมากไป จีนจะได้เปรียบสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

14041086241404108638l

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า เราต้องพึ่งตนเองในระดับรากหญ้า ประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียมทางสังคม ย่อมมาจากขบวนการเคลื่อนไวทางสังคมของคนชั้นล่างเสมอ

Advertisements

อันธพาลชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในการเลือกตั้งที่พึ่งจบลงในฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตอร์เต นักการเมืองอันธพาลจากเมืองเดวาวบนเกาะมินดาเนาว์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่

ดูเตอร์เต เป็นนักการเมืองอันธพาลที่สนับสนุนมาตรการต่างๆ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะวิสามัญฆาตกรรมของคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “อาชญากร” องค์กรสิทธิมนุษยชนกล่าวหา ดูเตอร์เต ว่าในขณะที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเดวาว ดูเตอร์เต ใช้กองกำลังนอกระบบเพื่อฆ่าทิ้งอาชญากรจิ๊บจ๊อยไป 1-2 พันคน ในจำนวนนั้นมีเด็กด้วย

กองกำลังนอกระบบดังกล่าวประกอบไปด้วยมือปืนรับจ้าง ตำรวจนอกเครื่องแบบ และอดีตนักรบของพรรคคอมมิวนิสต์(สายเหมา)

หลังจากที่ได้รับเลือกตั้ง ดูเตอร์เต อวดว่าอยากจะใช้ทหารและตำรวจฆ่าวิสามัญ “ผู้กระทำความผิด” เพื่อ “แก้ปัญหา” อาชญากรรม นอกจากนี้เขาเสนอว่าควรจะนำโทษประหาร ที่เคยยกเลิกไปในปี 2006 กลับมาใช้อีก โดยใช้วิธีผูกคอตาย และสำหรับนักโทษร้ายแรงจะผูกคอจนหัวหลุดจากร่างกาย

ลักษณะการเมืองของ ดูเตอร์เต เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเอง ในขณะที่เขาอวดว่าไม่กลัวที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อจัดการกับอาชญากรรม และในขณะที่เขาพูดเหยียดสตรีเพราะมองว่าการฆ่าและข่มขืนแม่ชีออสเตรเลียในคุกเป็น “เรื่องตลก” เขากลับสนับสนุนองค์กรเกย์กะเทยทอมดี้

plm-flag

ดูเตอร์เต เป็นนักการเมืองฝ่ายขวาปฏิกิริยาที่พยายามพูดแบบซ้ายๆ เพื่อดึงคะแนนนิยมจากคนจน ยุทธศาสตร์ทางการเมืองแบบนี้ถูกใช้โดยพวกฟาสซิสต์ในอดีตและปัจจุบัน แต่ ดูเตอร์เต ไม่ใช่ฟาสซิสต์ ซอนนี่ มาเลนซิโอ นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจากพรรค “พลังมวลชน” (Partido Lakas ng Masa) เสนอว่า ดูเตอร์เต เป็นนักการเมืองที่มีลักษณะคล้ายๆ วาน เพรอน ที่เคยเป็นประธานาธิบดีอาเจนทีนา เพรอนใช้รัฐช่วยคนจน แต่นิยมวิธีการเผด็จการ เขาพยายามนำสหภาพแรงงานมาเป็นพวกเพื่อควบคุมขบวนการแรงงาน แต่ในขณะเดียวกันสนับสนุนกลุ่มทุนใหญ่ ดูเตอร์เต ไม่ได้สนใจขบวนการแรงงานฟิลิปปินส์เท่าไร แต่เขาจะผสมการเมืองฝ่ายขวากับฝ่ายซ้าย

Sonny_Melencio_web_0

ซอนนี่ มาเลนซิโอ

ดูเตอร์เต ไปจับมือกับพวกคอมมิวนิสต์สายเหมาเจ๋อตุงที่การเมืองเสื่อมจนแยกแยะอะไรไม่ได้ เพราะมัวแต่หาโอกาสเข้าถึงผู้มีอำนาจไม่ว่าการเมืองจะก้าวหน้าหรือล้าหลัง นั้นคือจุดยืนของพวกคอมมิวนิสต์สาย สตาลิน-เหมา มานาน ดูเตอร์เต ประกาศว่าจะให้ตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ปฏิรูปที่ดิน สังคมสงเคราะห์ และแรงงาน ให้กับพวกคอมมิวนิสต์เหล่านี้ แต่จะเป็นจริงแค่ไหนก็ต้องคอยดู ส่วน โฮเซ มาเรีย ซีซอน หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ที่ลี้ภัยในต่างประเทศก็ขานรับ ประกาศว่าอยากทำแนวร่วมกับดูเตอร์เต

ถ้าพวกคอมมิวนิสต์ได้ตำแหน่งเราไม่ต้องไปหวังว่าจะมีนโยบายก้าวหน้าแต่อย่างใด เพราะคอมมิวนิสต์สายเหมาในเนปาลหรือจีน หันไปรับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดเต็มตัวแล้ว พวกนี้หมดความเป็นซ้ายไปนานแล้ว

ในฟิลิปปินส์ มันมีประวัติของการแต่งตั้งฝ่ายซ้ายเป็นรัฐมนตรีแรงงานเพื่อควบคุมแรงงานให้สยบยอม ในสมัยนางคอราซอน อากีโน มีการแต่งตั้งผู้นำจากสหภาพแรงงานฝ่ายซ้าย และพอเขาทำหน้าที่ให้นายทุนเสร็จ เขาก็ถูกปลดทิ้ง

จุดยืนของ ดูเตอร์เต เป็นจุดยืนของนักการเมือง “ขุนศึก” ที่ไม่สนใจอุดมการณ์หรือลัทธิทางการเมือง แต่ทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองมีอิทธิพล

หลายคนมองว่าเขาเป็นนักการเมืองที่มาจาก “ภายนอก” ของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ชอบผูกขาดการเมืองฟิลิปปินส์ แต่สหาย ซอนนี่ มาเลนซิโอ อธิบายว่ามันเป็นการเข้าใจผิด เพราะ ดูเตอร์เต มาจากตระกูลผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งรวมอยู่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชน เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้มาจากเกาะลูซอน และไม่ทำตัวเหมือนเป็น “ผู้ดีชั้นสูง” เท่านั้นเอง และพวกนักการเมือง “ผู้ดี” ก็เป็นอันธพาลในรูปแบบเนียนๆ

สหาย ซอนนี่ มาเลนซิโอ อธิบายต่อว่าชัยชนะของ ดูเตอร์เต เป็นผลจากความเบื่อหน่ายในพรรคการเมืองกระแสหลักที่ฝ่ายก้าวหน้าเรียกกันว่า “พรรคผ้าขี้ริ้ว” โดยเฉพาะพรรคเสรีนิยมของประธานาธิบดีนอยนอย อากีโน ลูกชายของนาง คอราซอน อากีโน ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีนอยนอย อากีโน ไม่ได้ทำอะไรเลยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับกรรมาชีพกับคนจน และไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมที่ชนชั้นกลางเกรงกลัว นอกจากนี้ความอ่อนแอของพรรคฝ่ายซ้ายทำให้ไม่สามารถสร้างความหวังให้ประชาชนเพื่อเป็นทางเลือกอื่นได้

ซอนนี สรุปว่าฝ่ายซ้ายไม่ควรสนับสนุนทั้งสองฝ่ายคือพรรคเสรีนิยมหรือ ดูเตอร์เต ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วย

อย่างไรก็ตามจุดยืนของพรรคมวชนมีบางส่วนที่เราควรวิจารณ์ เพราะเขามองว่าฝ่ายซ้ายต้องเดินไปเคียงข้างผู้ที่สนับสนุน ดูเตอร์เต และ “ศัตรูหลัก” ของมวลชนกรรมาชีพคือพรรคกระแสหลักแบบพรรคเสรีนิยม เขาอาจเสนอแบบนี้เพราะกลัวว่าพรรคกระแสหลักอาจอยากปลุกระดมให้มีรัฐประหาร แต่มันเป็นจุดยืนที่ไม่เป็นประโยชน์ในการสร้างกระแสฝ่ายซ้าย เพราะทั้งดูเตอร์เต และพรรคเสรีนิยมเป็นศัตรูของกรรมาชีพกับคนจน

ถ้าเปรียบกับการเมืองไทย ทักษิณมีส่วนคล้าย ดูเตอร์เต ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างภาพว่าเป็นผู้นำเข้มแข็ง และมีการเอาใจคนจนด้วยหลายนโยบายทั้งๆ ที่พรรคของทักษิณเป็นพรรคนายทุน แต่ทักษิณต่างจากดูเตอร์เตที่เขาไม่ใช่นักการเมืองขุนศึกหรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และเขาอาจฉลาดกว่าดูเตอร์เตบ้าง เพราะมีแผนสำหรับการพัฒนาสังคม

Ji

จุดยืนของฝ่ายซ้ายอย่างเราในไทยในอดีตคือเราคัดค้านทักษิณจากจุดยืนสังคมนิยม เราไม่ไปจับมือกับพันธมิตร และเมื่อมีการทำรัฐประหารเราเสนอคำขวัญ “ไม่เอารัฐประหาร ไม่เอาทักษิณ” และเราคงไว้จุดยืนนี้มาตลอดทั้งๆ ที่เราประกาศตัวเป็นส่วนหนึ่งของคนเสื้อแดงก้าวหน้าหลังจากที่เกิดรัฐประหาร

แต่ในฟิลิปปินส์มันยังไม่มีรัฐประหาร ดังนั้นไม่จำเป็นต้องไปกอดคอกับคนที่รัก ดูเตอร์เต

DSC_0048

พรรคพลังมวลชนในฟิลิปปินส์ควรมีจุดยืน “ไม่เอาพรรคเสรีนิยม ไม่เอาดูเตอร์เต ไม่เอารัฐประหาร” เพื่อเสนอแนวสังคมนิยมเป็นทางเลือก เพราะการประกาศจุดยืนแบบนี้จะสร้างโอกาสในการถกเถียงกับคนจนที่หลงสนับสนุนดูเตอร์เต

[บทความของสหายซอนนี่ มาเลนซิโอ อ่านได้ที่นี่ http://bit.ly/1WEyXKb%5D

อ่านเพิ่มเรื่องฝ่ายซ้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ที่นี่ http://bit.ly/1sH06zu

ใครจะจัดการกับอาชญากรรัฐ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

6 ปีผ่านไปหลังเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่คนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยถูกทหารฆ่าตายอย่างเลือดเย็นกลางถนนในกรุงเทพฯ และทุกวันนี้สี่อาชญากรรัฐที่มีส่วนร่วมในการสั่งฆ่าประชาชนคือ อภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ และประยุทธ์ ก็ยังลอยนวลเหมือนเดิม

Murderers

บางคนคิดว่านายภูมิพลมีส่วนในการสั่งฆ่า แต่คงไม่จริง เพราะนายภูมิพลเป็นแค่เครื่องมือของทหารมาตั้งแต่ขึ้นสู่ตำแหน่งกษัตริย์ พร้อมกันนั้นนายภูมิพลใกล้หมดสภาพที่จะคิดอะไรสั่งอะไร อย่างไรก็ตามเราสามารถวิจารณ์นายภูมิพลว่าไม่ทำอะไรเลยเพื่อห้ามความโหดร้ายของทหารแต่อย่างใด ซึ่งหมายความว่าไม่รักประชาชน และไม่ทำตามหน้าที่ประมุขที่ใช้เงินประชาชนเพื่อเสพสุข มันชวนให้ถามว่ามีไว้ทำไมพวกราชวงศ์

อย่าไปหวังเลยว่าเมื่อนายภูมิพลตาย สถานการณ์ทางการเมืองในไทยจะเปลี่ยนภายใต้รัชกาลใหม่ คนต่อไปจะยิ่งอ่อนแอกว่าพ่อและไม่สนใจการเมืองเลย สนใจแต่ความสุขส่วนตัว

แล้วใครจะมาจัดการกับสี่อาชญากรรัฐที่มีบทบาทใน “เมษา-พฤษภาอำมหิต”? ใครจะมาจัดการกับอาชญากรที่สั่งฆ่าประชาชนในปี ๒๕๓๕? ใครจะมาจัดการกับอาชญากรที่สั่งฆ่าประชาชนหน้าธรรมศาสตร์ในเหตุการณ์ ๖ ตุลา (ถ้ายังมีชีวิตอยู่) และเราจะเปลี่ยนวัฒนธรรมของพวกคนเลวที่ลอยนวลเสมอในสังคมไทยได้อย่างไร?

สิ่งที่ชัดเจนคือเราไม่สามารถพึ่งพรรคเพื่อไทย หรือพรรคของฝ่ายทักษิณได้เลย

ในประการแรกทักษิณไม่อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมืองที่ต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมต้องขึ้นศาล เพราะทักษิณเองต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมที่ตากใบ และการฆ่าทนายสมชาย

ในประการที่สองประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่าการมีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้นำไปสู่การนำคนที่ฆ่าเสื้อแดงมาขึ้นศาลแต่อย่างใด รัฐบาลพรรคเพื่อไทยของยิ่งลักษณ์จงใจไม่ประกาศให้ไทยเข้าไปในกระบวนการศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่สามารถนำพวกนั้นมาลงโทษได้ รัฐบาลนี้ใช้กฏหมายเถื่อน 112 แรงขึ้นด้วย และสุดท้ายก็เสนอการนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” ที่จะให้พวกนั้นลอยนวล

หลายคนที่พยายามปกป้องรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เคยอธิบายว่ารัฐบาลต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา โดยไม่ไปพุ่งชนฝ่ายทหาร เพราะทหารภายใต้ประยุทธ์ คอยหาโอกาสทำรัฐประหาร พูดง่ายๆ พวกนี้เสนอว่าต้องเอาใจทหารเพื่อให้รัฐบาลอยู่รอด แต่มันไม่เป็นไปตามนั้น เพราะการเอาใจทหารอย่างต่อเนื่องยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามมั่นใจมากขึ้น และในที่สุดก็มีรัฐประหาร

การเอาใจทหารเผด็จการและพวกคลั่งเจ้าของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เสมือนคนที่พยายามเอาใจงูพิษโดยการลูบหัวมัน ทำไม่ได้หรอกเพราะงูมันจะหันมากัดตาย การจัดการกับเผด็จการก็เหมือนกัน

ดังนั้นอย่าไปหวังเลยว่าถ้าเรามีรัฐบาลแบบพรรคเพื่อไทย ที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต จะมีการจัดการกับอาชญากรรัฐ

ถ้าหมุนนาฬิกากลับได้ เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้น ผมเสนอว่าหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ยิ่งลักษณ์สามารถประกาศว่าจะนำทหารและอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลได้ สามารถปลดพวกผู้พิพากษาลำเอียงได้ สามารถปลดนายทหารระดับสูงที่คัดค้านประชาธิปไตยได้ แต่ต้องทำทันที โดยมีการระดมมวลชนเสื้อแดงให้ออกมาปกป้องรัฐบาล โดยเสนอนโยบายสำคัญๆ ที่จะเพิ่มคุณภาพชีวิตของกรรมาชีพและเกษตรกร และโดยเพิ่มคุณภาพสภาพความเป็นอยู่ของพลทหารและตำรวจระดับล่าง เพื่อให้คนเหล่านั้นเลิกฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา

แต่รัฐบาลที่จะทำอย่างนั้นได้คงไม่ใช่รัฐบาลของพรรคทักษิณ คงต้องเป็นรัฐบาลของพรรคกรรมาชีพและเกษตรกรคนจน ต้องเป็นรัฐบาลที่เดินหน้าคู่ขนานกับพลังมวลชนจำนวนมากนอกรัฐสภา และต้องเป็นรัฐบาลที่พร้อมจะปฏิวัติสังคมไทยแบบถอนรากถอนโคน

ในประเทศอื่นเมื่อมีการลุกฮือของมวลชนในการล้มเผด็จการจนสำเร็จ ก็มีกระแสที่จะจัดการกับพวกนายพลอาชญากร และลดอำนาจทางการเมืองของกองทัพ จนในที่สุดมีนายทหารบางคนในลาตินอเมริกาและเอเชียที่ถูกนำมาขึ้นศาล

10 10 2010_25

ในไทยก็เคยมีการลุกฮือล้มเผด็จการในอดีต เราทำได้อีก แต่เราต้องให้ความสำคัญกับรูปแบบการจัดขบวน คือต้องดูว่าพลังต่างๆ ในสังคมอยู่ตรงไหน ต้องให้ความสำคัญกับขบวนการแรงงาน โดยเฉพาะซีกที่ก้าวหน้า ต้องเน้นการนำตนเองจากล่างสู่บน และต้องสร้างพลังประชาชนที่อิสระจากนักการเมืองอย่างทักษิณ ถ้าจะทำให้สำเร็จ

นักสังคมนิยมสหรัฐที่มาก่อน เบอร์นี แซนเดอร์ส

ใจ อึ๊งภากรณ์

ปรากฏการณ์ของการทุ่มคะแนนเสียงให้ เบอร์นี แซนเดอร์ส นักสังคมนิยมที่กำลังลงแข่งกับ ฮิลลารี คลินตัน เพื่อหวังเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งประธานาธิบดี เป็นปรากฏการณ์ของกรรมาชีพและคนหนุ่มสาวสหรัฐที่เบื่อหน่ายกับระบบ มันสอดคล้องกับกระแส Occupy ที่เคยยึดใจกลางเมืองเพื่อประท้วงกลุ่มทุนใหญ่และตลาดหุ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา และมันสะท้อนว่าในสหรัฐคนจำนวนมากพร้อมจะสนับสนุนแนวสังคมนิยม

2016-03-12-1457776885-8487260-berniesanders

อย่างไรก็ตาม ระบบการเลือกผู้แทนของพรรคเดโมแครต เป็นระบบที่ให้ประโยชน์กับคนอย่าง ฮิลลารี คลินตัน นักการเมืองกระแสหลัก เพราะ “ผู้ใหญ่” ในพรรคมีสิทธิพิเศษในการเพิ่มคะแนนให้คลินตัน ซึ่งคาดกันว่าจะทำให้เขาชนะ ดังนั้นถ้า เบอร์นี แซนเดอร์ส ไม่ประกาศสู้ต่อไปทั้งในและนอกรัฐสภา ถ้าเขาไม่สร้างขบวนการเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้าย และถ้าเขาไม่แยกตัวออกจากพรรคเดโมแครต กระแสซ้ายของคนธรรมดาที่สนับสนุน เบอร์นี แซนเดอร์ส ด้วยเงินและคะแนนเสียง อาจถึงทางตัน

debs001TOUSE

ในอดีต ยูจีน เดบส์ นักสังคมนิยมที่มีบทบาทในการสร้างขบวนการแรงงานสหรัฐ ก็เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่จุดยืนของเขามีอุดมการณ์ที่ซ้ายกว่า แซนเดอร์ส มาก เพราะเป็นนักปฏิวัติที่เน้นการต่อสู้นอกรัฐสภาเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันใช้เวทีการเลือกตั้งเพื่อโฆษณาจุดยืนสังคมนิยม

ยูจีน เดบส์ เป็นคนงานรถไฟและนักเคลื่อนไหวสหภาพแรงงานที่ติดคุกสองครั้ง ครั้งแรกเพราะนำการนัดหยุดงานใหญ่ และครั้งที่สองเพราะรณรงค์ต่อต้านจักรวรรดินิยมและสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ในปี 1885 เขาได้รับเลือกเป็นผู้แทนในสภารัฐอินดีแอนนาภายใต้ธงของพรรคเดโมแครต ต่อมาในปี 1888 เขามีส่วนในการนัดหยุดงานที่ถูกปราบปรามจนพ่ายแพ้ ประสบการณ์นี้ทำให้เขาหันไปจัดตั้งคนงานรถไฟระดับล่างที่ไม่ค่อยมีฝีมือ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีสหภาพแรงงานเลย ในปี 1893 มีการนัดหยุดงานใหญ่ในบริษัทรถไฟ “พุลแมน” ซึ่งในยุคนั้นกลายเป็นการนัดหยุดงานที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมี ฝ่ายนายจ้างใช้อันธพาลและความรุนแรงเพื่อทำลายขวัญคนงาน และ ยูจีน เดบส์ ถูกจำคุก 6 เดือน

pullman-workersPullman-Strike

ในขณะที่ติดคุก เดบส์ มีโอกาสอ่านหนังสือ “ว่าด้วยทุน” ของคาร์ล มาร์คซ์ ซึ่งสำหรับ เดบส์ เป็นประสบการณ์คล้ายๆ กับถูกไฟฟ้าช็อต มันชวนให้เขาคิดหนัก และพอออกจากคุก เดบส์ เป็นนักปฏิวัติเต็มตัวและตัดสินใจหันหลังให้กับพรรคเดโมแครต

ยูจีน เดบส์ มักจะวิจารณ์ “นักสังคมนิยมน้ำเน่า” ที่พร้อมจะประนีประนอมเพื่อได้ตำแหน่งและอำนาจ เขาประกาศว่าเขาจะ “ไม่นำพวกคุณไปสู่แดนอารยะของสังคมนิยม เพราะถ้าผมนำคุณไปตรงนั้นได้ คนอื่นก็อาจจะนำคุณออกไปก็ได้” เขาเน้นว่าถ้าจะมีการปฏิวัติจะต้องเป็นการลุกฮือนำตนเองของมวลชน

socialist-party-1024x674-960x632

พรรคสังคมนิยมอเมริกา ที่ เดบส์ ก่อตั้งขึ้นมีสมาชิกเป็นแสน และมีตัวแทนในสภาคองเกรสสองคนรวมถึงสภาท้องถิ่นในหลายเมือง เดบส์ เห็นต่างจากพวกนักสหภาพแรงงานปฏิวัติที่เน้นการเคลื่อนไหวในสหภาพแรงงานอย่างเดียว และหันหลังให้กับการตั้งพรรคสังคมนิยม

ในปี 1912 ท่ามกลางกระแสนัดหยุดงานทั่วประเทศ เดบส์ ได้ 6% ของคะแนนเสียงทั่วประเทศในการเลือกตั้งประธานาธิบดี

เมื่อเกิดการปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซียในปี 1917 เดบส์ ประกาศว่าตนเป็น “บอลเชวิคจากหัวจรดเท้า”

debs

ต่อมาในปี 1918 หลังจากที่เขาปราศัยต่อต้านสงครามโลกและจักรวรรดินิยม รัฐบาลสหรัฐจับ เดบส์ ขังคุกสิบปีในข้อหา “ความมั่นคง” อย่างไรก็ตามในปี 1920 ขณะที่ยังติดคุกอยู่ เขาลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งและได้คะแนน 1 ล้านเสียง ในที่สุดสภาพในคุกที่ย่ำแย่ก็ส่งผลให้กับสุขภาพของเขา ในปี 1926 ยูจีน เดบส์ ก็เสียชีวิต

เดบส์ยืนยันว่าชาวอเมริกาต้องสร้างพรรคสังคมนิยมเพื่อสู้กับ “พรรคริพับลิกัน-เดโมแครต” ซึ่งเสมือนพรรคเดียวของชนชั้นนายทุนในการต่อสู้ทางชนชั้น เขาอธิบายเพิ่มว่าความแตกต่างที่อาจมีระหว่างสองพรรคนี้ไม่ใช่ในจุดยืนทางการเมืองหรือชนชั้น แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์อย่างเดียว

คำอธิบายของ ยูจีน เดบส์ เกี่ยวกับสองพรรคกระแสหลักยังเป็นความจริงทุกวันนี้ และวิธีการจัดตั้งและการต่อสู้ของเขาเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นใหม่

สหายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ยังติดคุก

ใจ อึ๊งภากรณ์

เวลาประมาณ 12:00 ของวันที่ 30 เมษายน 2554 สหายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกควบคุมตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประทศ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งต่อเขาว่า เขาถูกออกหมายจับโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในข้อหาตามมาตรา 112 ทนายความของสมยศได้พยายามติดต่อขอประกันตัวกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ไม่ได้ประกันตัว และไม่เคยได้ประกันตัวเลยหลังจากนั้น

Somyot-Prueksakasemsuk

สมยศ เป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเท่าเทียม ก่อนหน้าที่เขาจะมาเป็นบรรณาธิการวารสารของเสื้อแดง เขาเคยทำงานด้านแรงงาน สมยศเคยมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งสหภาพแรงงานหลายแห่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเฉพาะในย่านรังสิต

Untitled

ผมเคยพบและพูดคุยกับสมยศหลายครั้ง และถึงแม้ว่าเราจะมีข้อแตกต่างในรายละเอียดบางอย่างของการเมืองฝ่ายซ้าย หรือการเมืองของขบวนการแรงงาน แต่เราสองคนรักษามารยาทและเคารพซึ่งกันและกัน หลายครั้งสมยศจะเชิญผมไปคุยกับคนงานในเรื่องการเมืองสังคมนิยมด้วย

ผมเข้าใจว่าทุกวันนี้เขามีหน้าที่ในห้องสมุดของคุก ซึ่งน่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนนักโทษคนอื่นๆ

12295374_10206434082623538_6400719534773076811_n

บทความที่ทำให้เขาติดคุกอยู่ถึงทุกวันนี้ เขาไม่ได้เป็นคนเขียนเอง แค่เป็นบรรณาธิการ อย่างไรก็ตามเขาไม่ยอม “สารภาพความผิด” เพื่อให้มีการลดโทษ เพราะเขามองว่าการติดคุกของเขาควรจะเป็นเรื่องที่เปิดโปงข้อเสียของกฏหมาย 112

ในความเห็นผม กฏหมาย 112 เป็นกฏหมายที่ทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยสิ้นเชิง และสังคมใดที่เราไม่สามารถพูดอะไรบางอย่างได้เกี่ยวกับการเมือง ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย     การแก้กฏหมาย 112 ให้สำนักงานหนึ่งเป็นผู้ฟ้องแต่ฝ่ายเดียว ควบคู่กับการลดโทษ ไม่สามารถแก้ปัญหาว่า 112 เป็นกฏหมายที่ปิดปากประชาชน ใช้กระบวนการลับในศาล และทำให้การพูดความจริงเป็นสิ่งที่ผิดได้

คนที่ปกป้องกฏหมาย 112 มักจะอ้างว่า ถ้ากษัตริย์ไม่มีอำนาจและเป็นแค่ประมุข ไม่ควรมีใครไป “ลบหลู่” หรือวิจารณ์ แต่ถึงแม้ว่ากษัตริยไทยเป็นเพียงเครื่องมือของทหารและอำมาตย์ มันมีหลายเรื่องที่นายภูมิพลต้องรับผิดชอบเอง เช่นทำไมเขานิ่งเฉยเวลาสามชายบริสุทธิ์ถูกประหารชีวิตในกรณีการยิงรัชกาลที่ ๘ ทั้งๆ ที่นายภูมิพลทราบว่าในเหตุการณ์นั้นเกิดอะไรขึ้น หรือทำไมนายภูมิพลไม่เคยตำหนิการทำรัฐประหารที่ทำลายระบบประชาธิปไตย และทำไมเขาถึงเสนอลัทธิเศรษฐกิจพอเพียงที่แช่แข็งความเหลื่อมล้ำในสังคมตามแนวเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว ทั้งๆ ที่ตนไม่มีหน้าที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของชาติแต่อย่างใด การถามคำถามแบบนี้ไม่ใช่การ “ลบหลู่นายภูมิพล แต่เป็นการตั้งคำถามในเรื่องความจริงต่อบุคคลสาธารณะคนหนึ่ง

แต่เนื้อในสำคัญของกฏหมาย 112 และสถาบันกษัตริย์ ไม่ได้อยู่ที่ตัวนายภูมิพล เพราะนายภูมิพลเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นกษัตริย์อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ โดยทหารเผด็จการในยุคสงครามเย็น จึงกลายเป็นเครื่องมือของทหารเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้นกฏหมาย 112 มีบทบาทสำคัญในการปกป้องอำนาจอันไม่ชอบธรรมของทหาร นี่คือสาเหตุที่เราเห็นการใช้กฏหมายนี้บ่อยขึ้นอย่างน่าใจหายภายใต้เผด็จการของไอ้ยุทธิ์มือเปื้อนเลือด นี่คือสาเหตุที่ข้อหา “ล้มเจ้า” กลายเป็นข้อแก้ตัวในการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชนทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น

วัตถุประสงค์สำคัญในการใช้กฏหมาย 112 ก็เพื่อปราบปรามนักประชาธิปไตยที่เป็น “ฝ่ายซ้าย” ซึ่งหมายถึงคนที่รักความเป็นธรรม รังเกียจความเหลื่อมล้ำ และต้องการเห็นสังคมที่พลเมืองทุกคนมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ

ในยุค ๖ ตุลา ยุคหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา และในยุคมืดหลังรัฐประหารของประยุทธ์ คนที่โดนกฏหมาย 112 และที่เป็นนักโทษการเมืองปัจจุบัน ย่อมจะเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการใช้ 112 แบบนี้ คือใช้ในการปราบปรามกระแสสังคมนิยมหรือความพยายามที่จะสร้างสังคมที่เท่าเทียม พูดง่ายๆ กฏหมาย 112 เป็นกฏหมายที่ช่วยรักษาความเหลื่อมล้ำและโครงสร้างชนชั้นในสังคมไทย

พวกฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะทหารที่เกลียดชังประชาธิปไตย มักจะพูดว่าไทย “จำเป็น” ที่จะมีกฏหมาย 112 เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่คำถามใหญ่ที่เราควรถามคือ ทำไมเราต้องมีสถาบันปรสิตล้าหลังอันนี้ในยุคปัจจุบัน เพราะมันขัดกับหลักวิทยาศาสตร์และหลักความเท่าเทียมของมนุษย์

การที่ชนชั้นนำไทยเกรงกลัวการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์โดยประชาชน หมายความว่ากษัตริย์ไม่ได้เป็นที่รักและเคารพของพลเมืองทุกคน มันสะท้อนว่าพวกนี้ขาดความมั่นใจ เขากังวลเรื่องอนาคตที่เขาจะโหนเกาะสถาบันกษัตริย์เพื่อให้ความชอบธรรมกับตนเองต่อไป

12928283_1299337720080269_4890856468121206166_n

ในความเห็นของผม ซึ่งอาจแตกต่างจากความเห็นของสหายสมยศ (ผมไม่ทราบ) กฏหมายเถื่อน 112 นี้แก้ไขให้ดีขึ้นไม่ได้ มันต้องยกเลิกอย่างเดียว แล้วต้องปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน แต่ท้ายสุดแล้ว เราควรเปลี่ยนประเทศของเราให้เป็นสาธารณรัฐ