โมฮัมมัด อาลี นักมวยผู้มีจิตสำนึกทางการเมือง

ใจ อึ๊งภากรณ์

คนเวียดนามไม่เคยเรียกผมเป็น นิกเกอร์

 นี่คือคำพูดอันมีชื่อเสียงของนักมวยแชมป์โลกชื่อโมฮัมมัด อาลี และคำว่า “นิกเกอร์” เป็นคำหยาบคายเหยียดสีผิวที่คนผิวขาวหลายคนใช้เรียกคนผิวดำ ในไทยคนไทยจำนวนหนึ่งก็ใช้คำว่า “ไอ้มืด”  ในลักษณะเหยียดสีผิวเช่นกัน

ในปี 1967 โมฮัมมัด อาลี เอ่ยคำพูดดังกล่าวออกมาเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลถามเขาว่า ทำไมเขาฝ่าฝืนกฎหมายและไม่ยอมถูกเกณฑ์ทหารไปรบในเวียดนาม ในคลิปวิดีโอข้างใต้ อาลี อธิบายว่าเขาจะไม่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปทำสงครามฆ่าพี่น้องคนผิวคล้ำๆ หรือคนจนที่อดอยากต้องลุยโคลน  “คนเหล่านี้ไม่เคยเรียกผมว่านิกเกอร์ ไม่เคยลงประชาทัณฑ์ฆ่าพวกผม ไม่เคยเผาบ้านพวกผม ไม่เคยข่มขืนแม่ของพวกเรา ผมจะไปยิงพวกนี้เพื่ออะไร? เพื่อมหาอำนาจอเมริกาหรือ? ผมไม่ไปหรอก ลากผมเข้าคุกเลย!” และในคลิปเดียวกัน เมื่อเถียงกับนักศึกษาผิวขาวฝ่ายขวาเรื่องการไม่ยอมไปรบที่เวียดนาม เขาอธิบายว่าคนจีน คนญี่ปุ่น คนเวียดนามไม่ใช่ศัตรูของเขา “ศัตรูของผมคือคนผิวขาว พวกคุณไม่เคยสนับสนุนสิทธิเสรีภาพสำหรับคนผิวดำอย่างผม แล้วคุณจะให้ผมไปรบเพื่อพวกคุณหรือ?”

ดูวิดีโอ https://youtu.be/vd9aIamXjQI

ในยุคนั้นคนผิวดำหลายคนไม่เห็นด้วยกับการไปรบเพื่อรับใช้รัฐบาลสหรัฐทีกดขี่ตัวเองมาตลอด และเริ่มมีการตื่นตัวและสร้างองค์กรเคลื่อนไหวของคนผิวดำ เช่นพรรคเสือดำ นอกจากนี้ทหารสหรัฐผิวดำที่ไปรบที่เวียดนาม เมื่อกลับมาท่ามกลางการกบฏของกองทัพ ก็กลายเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้ของคนผิวดำเพื่อสิทธิเสรีภาพอีกด้วย ปี ค.ศ. 1968 เป็นปีที่มีกระแสการต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพของคนผิวดำและคนอื่นๆ ทั่วโลก

อ่านเพิ่ม: http://bit.ly/1UBwfkT

อาลี เปลี่ยนชื่อจากชื่อภาษาอังกฤษ และหันไปนับถือศาสนาอิสลาม เพราะเขามองว่าพวกที่นับถือศาสนาคริสต์เป็นพวกที่กดขี่คนผิวดำมานาน นักต่อสู้เพื่อคนผิวดำ “มัลคอม เอกส์” ก็ทำเช่นกัน และในยุคนั้นพรรคเสือดำก็จับอาวุธเพื่อปกป้องคนผิวดำจากความรุนแรงของตำรวจอีกด้วย

โมฮัมมัด อาลี ปราศรัยในการประชุมองค์กร "มุสลิมดำ"
โมฮัมมัด อาลี ปราศรัยในการประชุมองค์กร “มุสลิมดำ”

อ่านเพิ่ม: http://bit.ly/1U4JADz

 

มัลคอม เอกส์
มัลคอม เอกส์
มัลคอม เอกส์ กับ โมฮัมมัด อาลี
มัลคอม เอกส์ กับ โมฮัมมัด อาลี

คนผิวดำในสหรัฐเดิมถูกกวาดต้อนมาจากอัฟริกา แล้วถูกขายเป็นทาสเพื่อทำงานในไร่ฝ้ายและไร่อ้อย มันทำให้เราเข้าใจได้ว่าระบบทุนนิยมของสหรัฐสร้างขึ้นมาบนรากฐานการกดขี่ขูดรีดทาสผิวดำ ต่อมาหลังจากที่มีการเลิกทาส คนผิวดำยังถูกกดขี่มาตลอด และไม่มีสิทธิเสรีภาพเหมือนคนผิวขาวทั้งๆที่สหรัฐอ้างตัวเป็นศูนย์กลางของ “โลกเสรี” ในยุคสงครามเย็น การอ้างตัวเป็นโลกเสรีของสหรัฐเป็นข้ออ้างในการกดขี่ประเทศอื่นอีกด้วย โดยเฉพาะในกรณีที่สหรัฐทำสงครามอันป่าเถื่อนในเวียดนามเพื่อยับยั้งการปลดปล่อยตัวเองของประชาชนเวียดนาม

ขณะที่ประชาชนตะวันตกในยุโรปและสหรัฐกำลังลุกขึ้นสู้ “แนวร่วมปลดแอกแห่งชาติเวียดนาม” หรือ “เวียดกง” บุกเข้าไปในสถานทูตสหรัฐกลางเมืองไซ่ง่อนและยิงปืนออกมาสู้กับทหารอเมริกันในการลุกฮือ “ตรุษเวียดนาม” การรุกสู้ของเวียดกงครั้งนี้ เป็นสัญญาณสำคัญที่ส่งไปทั่วโลก เพื่อพิสูจน์ว่าสหรัฐไม่สามารถเอาชนะกองทัพอาสาสมัครของประเทศยากจนเล็กๆในเอเชียได้ สัญญาณนี้เป็นเครื่องเตือนใจและให้กำลังใจกับผู้ถูกกดขี่ทั่วโลกว่าการรวมตัวต่อสู้ของ “ผู้น้อย” ทั้งหลายเอาชนะยักษ์ใหญ่ได้ และคนหนุ่มสาวไทยก็เรียนบทเรียนนี้เช่นกัน เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เกิดขึ้น แค่ 5 ปีหลังจากนั้น และเป็นแรงบันดาลใจต่อไปให้กับนักศึกษาอินโดนีเซียในการเผชิญหน้ากับเผด็จการซูฮาร์โต และนักศึกษาในประเทศกรีซอีกด้วย

โมฮัมมัด อาลี เป็นที่เคารพรักใคร่ของประชาชนผู้ถูกกดขี่ทุกสีผิวทั่วโลก เพราะเขาเป็นคนผิวดำที่ไม่ยอมก้มหัวจำนนต่อระบบทุนนิยมและอำนาจรัฐที่เหยียดสีผิว เขาให้กำลังใจกับผู้ถูกกดขี่ทั้งหลาย และเป็นส่วนหนึ่งของกระแสรุกสู้ในยุคนั้นด้วย

ถ้าท่านเคารพ โมฮัมมัด อาลี และมองว่าเขาเป็นแบบอย่างที่ดี ท่านต้องชักชวนให้เพื่อนๆ คนไทยเลิกใช้คำหยาบคายเหยียดเชื้อชาติ เช่น “ไอ้มืด” “แขก” “ญวน” “เจ๊ก” หรือ “ฝรั่ง” และท่านต้องชักชวนเพื่อนฝูงมิตรสหายให้เลิกดูถูกคนงานข้ามชาติ คนมุสลิม หรือผู้ลี้ภัยอีกด้วย

 

Advertisements