โปรดฟังอีกครั้ง… ช่วยกันลงคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญโจร

ใจ อึ๊งภากรณ์

 วันที่ 7 สิงหาคมนี้ทุกคนที่รักประชาธิปไตยควรตบหน้าแก๊งไอ้ยุทธ์และคณะโจร โดยไปลงคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการทหาร

ถ้าประชาชนจำนวนมากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่งอกจากกระบอกปืนอันนี้ มันจะช่วยทำลายความชอบธรรมของเผด็จการอย่างชัดเจน

13728936_1145964815444913_3158334133934371265_n

แต่ในขณะเดียวกัน เราทราบดีว่า “ประชามติ” ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่ไร้เสรีภาพโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่ประชามติประชาธิปไตยแต่อย่างใด เพราะในรูปธรรมมีการสั่งห้ามวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในที่สาธารณะ และมีการจับคุมนักเคลื่อนไหวที่พยายามวิจารณ์ความไม่เป็นประชาธิปไตยของร่างรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง คณะทหารมีความหวังว่าถ้าขู่ประชาชนและพยายามปิดกั้นการแสดงออกหรือข้อถกเถียงต่างๆ ประชาชนจะขานรับการทำลายประชาธิปไตยที่บรรจุไว้ในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

นี่คือสาเหตุที่นักเคลื่อนไหวบางคนอยากให้เราบอยคอตหรืองดออกเสียง ผู้เขียนมีมุมมองต่างคือ เราต้องไปลงคะแนนเสียงไม่รับแทน และถ้าประชาชนส่วนใหญ่ลงคะแนนไม่รับ เราต้องชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทหารลาออก

แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยนี้ไร้ความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เราต้องมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญเถื่อน และเราจะต้องเคลื่อนไหวต่อต้านคณะทหารและอิทธิพลของเผด็จการต่อไปจนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยคืนมา ยิ่งกว่านั้นเราจะต้องเคลื่อนไหวเพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตยออกไปให้กว้างกว่ายุคทักษิณหรือยุครัฐธรรมนูญปี ๔๐ โดยเฉพาะในเรื่องกฏหมาย 112 กฏหมายคอมพิวเตอร์ และแง่อื่นๆ ของความเป็นเผด็จการในไทยที่ตกข้างจากอดีต

ขอสรุปว่าทำไมเราไม่ความรับร่างรัฐธรรมนูญมีชัยมีดังนี้

(1) อารัมภบทของร่างมีชัย แสดงให้เห็นเจตนาในการโกหกบิดเบือนประวัติศาสตร์และคำจำกัดความของประชาธิปไตยแต่แรก มันถูกออกแบบเพื่อให้ความชอบธรรมแก่คณะทหารโจรที่ปล้นสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยของประชาชนผ่านการทำรัฐประหาร มันถูกออกแบบเพื่อลดอำนาจของผู้แทนและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยเพิ่มอำนาจและสืบทอดอิทธิพลของฝ่ายเผด็จการอนุรักษ์นิยม และมันมีการดูถูกประชาชนชาวไทยว่าไม่เข้าใจระบบประชาธิปไตยอีกด้วย

(2) มาตรา 5 เขียนถึงอำนาจพิเศษที่จะเข้ามาควบคุมรัฐบาลและรัฐสภาในยามที่ทหารมองว่า “ผิดปกติ”  ซึ่งเสียงข้างมากในกลุ่มคนที่มีอำนาจพิเศษเหนือรัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด

(3) มีการเปิดโอกาสให้คนนอกที่ไม่ใช่ สส. เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในบางสถานการณ์ ถ้าหลังการเลือกตั้งครั้งแรกเกิดมีนายกรัฐมนตรีทหารหรือคนของทหาร มันก็เป็นโอกาสสำหรับการยืดเวลาปกครองของเผด็จการได้ อย่าลืมว่าคนไทยเสียเลือดเนื้อในอดีตเพื่อให้นายกรัฐมนตรีเป็น สส. และมาจากการเลือกตั้ง

(4) ในเรื่องศาสนามีการเอาใจคนเลวอย่าง “พุทธอิสระ” โดยตัดหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเสริมสร้างความสมานฉันท์ระหว่างศาสนาออก ตัดเรื่องห้ามลิดรอนสิทธิเพราะเหตุการนับถือศาสนาออก และเขียนนวัตกรรมใหม่ให้รัฐต้องส่งเสริมและเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งทั้งหมดนี้เปิดโอกาสให้กดขี่ศาสนาอิสลามหรือศาสนาพุทธนิกายที่ทหารไม่เห็นด้วย

(5) ร่างรัฐอธรรมนูญนี้ทำลายมาตรฐานการบริการพลเมืองโดยรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องสาธารณสุข พูดง่ายๆ มีการเสนอนโยบายที่ทำลายระบบบัตรทอง หรือที่เคยเรียกกันว่า “30 บาทรักษาทุกโรค”

(6) ในเรื่องการศึกษา มีการตัดสิทธิ์เรียนฟรีในระดับ ม.ปลาย

(7) โครงสร้างการคำนวณจำนวน สส. มีการออกแบบเพื่อให้ประโยชน์กับพรรคประชาธิปัตย์

(8) วุฒิสภามาจากการแต่งตั้งโดยทหารเผด็จการทั้ง 200 คน และมีอายุการดำรงตำแหน่ง 5 ปี คือนานกว่าสภาผู้แทนราษฏร 1 ปี ทั้งนี้เพื่อควบคุมผู้แทนของประชาชน

(9) การแก้รัฐธรรมนูญนี้ในรูปธรรมทำได้ยากมาก เพราะต้องอาศัยเสียงข้างมากของ สส. 500คน และ สว.แต่งตั้ง 200คน รวมกัน นอกจากนี้ต้องอาศัยคะแนนเสียง 20% ของพรรคฝ่ายค้าน และ1/3 ของสว. อีกด้วย ดังนั้นอย่าไปหลงคิดว่าถ้าเรา “รับไปก่อน” เราจะแก้ทีหลังได้ ฝ่ายเผด็จการมันหลอกเราในเรื่องนี้มารอบหนึ่งแล้วในปี ๕๐ ปีนี้เราไม่ความโง่ซ้ำรอบสอง

13417520_1769959999947170_3393365336073478790_n

Advertisements

เบื้องหลังรัฐประหารในตุรกี – ประวัติการเมืองตุรกี

ใจ อึ๊งภากรณ์

พลเมืองเกือบทั้งหมดในจำนวน75 ล้านของตุรกีนับถือศาสนาอิสลาม แต่ในโลกปัจจุบันที่มีการปลุกระดมให้เหยียดชาวมุสลิมทั่วโลก หลายคนจะมองข้ามความจริงว่าชาวมุสลิมก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา เป็นกรรมาชีพ เป็นนักสหภาพแรงงาน เป็นเกษตรกร หรือเป็นนายทุน และความเชื่อในศาสนา หรือจุดยืนทางการเมือง มีความหลากหลาย ซึ่งไม่ต่างจากการที่คนไทยจำนวนมากเป็นชาวพุทธที่มีสถานะและความเชื่อหรือจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันไป

ในอดีตตุรกีเป็นส่วนสำคัญของอาณาจักรออตโตมันที่เคยยิ่งใหญ่ แต่ในศตวรรษที่ยี่สิบ หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อาณาจักรนี้ล้าหลังและพังสลาย การก่อตั้งประเทศตุรกีสมัยใหม่ในปี 1923 โดยกลุ่มทหารหนุ่มภายใต้การนำของ เคมาล อตาเติร์ก เป็นความพยายามที่จะทำให้ตุรกีเป็นประเทศตะวันตก เผด็จการของ อตาเติร์ก สร้างคำจำกัดความใหม่ของการเป็น “ชาวเติร์ก” คือต้องมีทัศนะแบบตะวันตก ต้องมีเชื้อสายเติร์ก และต้องจงรักภักดีต่อรัฐที่ไม่อิงศาสนา คำจำกัดความนี้แปลว่าในรูปธรรม ชาวเคิร์ด ซึ่งเป็นชนชาติใหญ่ในตุรกี คนที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลามนิกายซุนนี และแม้แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่นับถือและปฏิบัติตนตามคำสอนของศาสนาอิสลามนิกายซุนนี กลายเป็นคนนอกกรอบ หรือ “ไม่ถูกสเป็ค” ของการเป็นพลเมืองตุรกีในความหมายของทหาร มีแต่พวกคนชั้นกลางและกลุ่มนายทหารหนุ่มที่ชื่นชมวัฒนธรรมฝรั่งเศสเท่านั้นที่เป็น “ชาวเติร์กแท้”

ataturk-3

เผด็จการทหารของ เคมาล อตาเติร์ก มีการบังคับ “ปฏิรูป” วิถีชีวิตของประชาชน เช่นการห้ามผู้หญิงโพกฮิญาบ ห้ามไม่ให้ผู้ชายใส่หมวดเฟส ห้ามไม่ให้เล่นดนตรีพื้นเมืองผ่านสถานีวิทยุ เปลี่ยนระบบการเขียนให้ไปใช้อักษรโรมัน และปิดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมดั้งเดิม

บรรยากาศแบบนี้สร้างวัฒนธรรมในหมู่ชนชั้นนำและชนชั้นกลาง ที่มองว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่รับอิทธิพลตะวันตกมาใช้ เป็นคน “ล้าหลัง” โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ในชนบทที่เป็นเกษตรกรรายย่อย และมีการกีดกันไม่ให้พลเมืองเหล่านั้นมีส่วนร่วมในการปกครอง นอกจากนี้มีการปราบปรามกดขี่ชาวเคิร์ด

ทุกวันนี้ หลายสิบปีหลังจากที่ อตาเติร์ก เสียชีวิตไป กองทัพตุรกียังมองว่าการวิจารณ์ เคมาล อตาเติร์ก และลัทธิ “เคมาลิสต์” เป็นอาชญากรรมร้ายแรง ซึ่งทัศนะแบบนี้ไม่ต่างจากการที่กองทัพไทยคลั่งในการใช้กฏหมาย 112

กลุ่มก้อนของชนชั้นนำที่คุมอำนาจรัฐตุรกีประกอบไปด้วยนายทหารและข้าราชการ รวมถึงตุลาการ ที่ยึดติดกับแนวลัทธิเคมาลิสต์

ในทศวรรษ 1970 ฝ่ายซ้ายในตุรกีมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพรรคสังคมนิยมแนวปฏิรูป หรือพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ฝ่ายซ้ายทั้งหมดยอมรับเงื่อนไขของลัทธิเคมาลิสต์ และมองว่ามีความ “ก้าวหน้า” ซึ่งแปลว่าค่อนข้างจะมีทัศนะแย่ๆ ต่อคนจนจำนวนมากที่มีวิถีชีวิตแบบเดิม ในยุคนั้นมีการปะทะกันระหว่างฝ่ายซ้ายกับพวกฟาสซิสต์ ซึ่งกลายเป็นโอกาสทองของทหารที่จะเข้ามาทำรัฐปรหารและทำลายประชาธิปไตย ในรอบหกสิบปีที่ผ่านมาทหารตุรกีทำรัฐประหารเพื่อแทรกแซงทางการเมืองสี่ครั้ง ในปี 1960 1971 1980 และ 1995 และมีการปราบปรามฝ่ายซ้ายอย่างต่อเนื่อง และบางทีก็ปราบนักการเมืองกระแสหลักอีกด้วย

490-254

turkey-military-ta_3298590b

ต้นกำเนิดของพรรคมุสลิมของประธานาธิบดี เออร์โดกัน ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า “พรรคความยุติธรรมและความเจริญ” (AKP) มาจากทศวรรษ 1960 แต่ในช่วงนั้นโดนปราบปรามอย่างหนักโดยทหาร และถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญตุรกีถูกใช้เป็นเครื่องมือของทหารเพื่อปรามพรรคมุสลิมมาตลอด ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ในไทย

ในยุคแรกคะแนนเสียงของพรรคจะน้อย ไม่เกิน 10% แต่ในปี 1995 พรรคนี้เริ่มได้รับชัยชนะ และประธาเอร์บาแคน ผู้นำพรรคมุสลิมก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิดี พรรคชนะเสียงส่วนใหญ่ในเมืองหลักๆ และฐานสนับสนุนของพรรคในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพมาจากนโยบายที่พยายามลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ มันไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับประเด็นศาสนาเลย พรรคมุสลิมสามารถเข้ามาแทนที่บทบาทของฝ่ายซ้ายที่ถูกปราบปรามและเสื่อมเอง อย่างไรก็ตามในปี 1995 กองทัพก็นำรถถังออกมาขู่รัฐบาลจนรัฐบาลต้องลาออก

หลังจากนั้น เออร์โดกัน แยกตัวออกจากพรรคเก่าและก่อตั้ง “พรรคความยุติธรรมและความเจริญ” (AKP) และในปี 2002 ก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกในแวดวงทหารและ “สลิ่ม” ชนชั้นกลางของตุรกี ในขณะที่คะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่สนับสนุนพรรค AKP มาจากกรรมาชีพในเมืองและย่านคนจนในทุกส่วนของประเทศ ต่อมาพรรคก็ชนะการเลือกตั้งอีกสองรอบในปี 2007 และ 2011 แต่ในปี 2015 คะแนนเสียงลดลงจนต้องทำแนวร่วมชั่วคราวกับพรรคชาวเคิร์ด

ทั้งๆ ที่พรรค AKP มีรากกำเนิดจากพรรคมุสลิม แต่ถ้าเราจะเข้าใจว่ามันเป็นพรรคแบบไหน เราควรมองว่ามันเป็นพรรคกระแสหลักของฝ่ายทุนที่เริ่มใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดมากขึ้น เสียงสนับสนุนของพรรคมาจากการที่เศรษฐกิจตุรกีขยายตัวอย่างรวดเร็วตลอดเวลาที่พรรคมีอำนาจ ซึ่งอาจเป็นความโชคดีที่มาจากสถานการณ์ในโลกภายนอกมากกว่าการใช้นโยบายที่ดีของรัฐบาล แต่ประเด็นสำคัญคือพลเมืองจำนวนมากมองว่าพรรคนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการปลดแอกประชาชนจากเผด็จการลัทธิ “เคมาลิสต์”

แต่ประสบการณ์ภายใต้พรรค AKP ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยเสรีภาพ เพราะ เออร์โดกัน ก็คลั่งกดขี่ปราบปรามชาวเคิร์ด เยาวชนผู้เห็นต่าง นักสหภาพแรงงาน หรือนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย และทุกวันนี้สภาพเศรษฐกิจเริ่มแย่ลงท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลาง

160715212318-23-turkey-coup-0725-exlarge-169

นั้นคือสาเหตุที่พรรคสังคมนิยมกรรมาชีพปฏิวัติของตุรกี (DSİP) ประกาศจุดยืนระดมมวลชนเพื่อต้านทหารที่พยายามก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกรกฏาคม แต่ประกาศชัดเจนด้วยว่าในการเคลื่อนไหวมวลชนต้องคัดค้านมาตรการเผด็จการของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่ไปตั้งความหวังกับรัฐบาล

ถึงเวลาที่เราต้องเลิกเล่นละคร

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ทหารส่วนหนึ่งในประเทศตุรกีพยายามก่อรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทันทีที่ทหารกลุ่มนั้นนำรถถังออกมาบนท้องถนน ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยก็ลุกฮือออกมาต้านเป็นหมื่นๆ ในสถานีโทรทัศน์แห่วหนึ่ง เมื่อทหารบุกเข้าไป นักข่าวก็ไม่ยอม มีการปะทะกันจนทหารถูกจับ ในที่สุดรัฐประหารครั้งนี้ก็ล้มเหลว

160715212318-23-turkey-coup-0725-exlarge-169

11072913_862664113774986_6805070261629013469_n

ถ้าเปรียบเทียบภาพมวลชนในตุรกี ที่ออกมาต้านรัฐประหาร กับการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ หรือกลุ่มนักศึกษาอื่นๆ ที่ออกมาค้านเผด็จการแค่หยิบมือหนึ่ง แค่ห้าหกคน แล้วถูกทหารเถื่อนจับคุมซ้ำแล้วซ้ำอีก มันชวนให้นึกว่าที่ไทยมันมีการเล่นละครต้านเผด็จการเท่านั้นเอง มันชวนให้คิดว่าบางทีกลุ่มนักศึกษาดังกล่าวสนใจแต่จะเป็น “พระเอก” แบบ “โรแมนติก” หรืออย่างน้อยก็มองว่าคนหยิบมือหนึ่งทำแทนมวลชนได้ ถ้าเราจมอยู่ในวิธีต้านเผด็จการแบบเล่นละครในไทยแบบนี้ เราจะไม่มีวันล้มเผด็จการได้

ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่เพื่อตั้งคำถามกับความจริงใจของกลุ่มนักศึกษาแต่อย่างใด แต่ความจริงใจมันล้มเผด็จการไม่ได้ การเลือกแนวสู้ หรือการเลือกยุทธวิธี เป็นเรื่องชี้ขาด และไม่ใช่ว่าคนไทยไม่เคยออกมาเป็นหมื่นๆ แสนๆ ในอดีตเพื่อล้มเผด็จการ

TanksRed

24879_385730269924_537184924_3652887_7350322_n

1_22979

เราต้องเปรียบเทียบภาพขบวนการประชาธิปไตยใหม่กับภาพของเสื้อแดงที่ชุมนุมกันในอดีต หรือภาพนักศึกษาและคนงานที่เคยออกมาในปี ๒๕๑๖ แล้วจะเห็นพลังที่สามารถล้มทหารได้ ถ้าเราฉลาดในการสู้

มันถึงเวลานานแล้วที่นักเคลื่อนไหวปัจจุบันจะต้องทบทวนแนวคิดที่มองว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทำได้โดยห้าหกคนที่ “ยอมเสียสละ” อดอาหารหรือยอมถูกจับ แนวคิดนี้เน้นการ “ทำข่าว” หรือการ “เปิดโปง” ความชั่วร้ายของทหาร แต่ละเลยเรื่อง “พลัง” หรือ “อำนาจ”

ถ้าเราจะสร้างพลังในการต่อรองกับเผด็จการ เราต้องมีการ “จัดตั้ง” มวลชน อย่างที่เสื้อแดงหรือนักศึกษาในปี ๒๕๑๖ เคยทำ และถ้าจะให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง ต้องกระตือรือร้นในการลงพื้นที่เพื่อคุยกับและปลุกระดมมวลชน ต้องไว้ใจว่ามวลชนกลุ่มต่างๆ จะนำตนเองได้ และต้องมีทัศนะที่เปิดกว้างยอมทำงานกับคนที่มีความคิดหลากหลายที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชนที่ไม่ชอบเผด็จการ ไม่ใช่ว่าเราจะต้องหวงความบริสุทธิ์ หรือไม่กล้าเถียงกับคนที่เห็นต่างในบางเรื่องแต่พร้อมจะจับมือกันในการเคลื่อนไหว

แน่นอนในทุกยุคทุกสมัย และในประเทศต่างๆ สถานการณ์มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่ที่สำคัญคือเราต้องสามารถดึงประเด็นหลักๆ ออกมาเพื่อเป็นบทเรียน

บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือถ้ามวลชนไม่ออกมาประท้วง เราสร้างประชาธิปไตยไม่ได้ การอาศัยพระเอกไม่กี่คนไม่เคยชนะเผด็จการ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือแนวทาง “พระเอก” หรือ “นางเอก” ของอองซานซูจีในพม่า เพราะเขาใช้เวลาหลายปีในการสลายพลังมวลชน และดูดพลังมวลชนดังกล่าวเข้ามาในตัวเขาคนเดียว ผลคือการประนีประนอมครั้งใหญ่กับทหาร และการประนีประนอมกับรัฐเผด็จการ อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ในพม่า

ในตุรกีมันมีความขัดแย้งระหว่างกองทัพ ที่อาศัยแนวคิด “เคมาลลิสต์” ของ เคมาล อตาเติร์ก อดีตผู้ก่อตั้งรัฐสมัยใหม่ กับฝ่ายพรรคมุสลิม (พรรคความยุติธรรมและความเจริญ AKP) ที่ชนะการเลือกตั้งมาหลายรอบ มันสะท้อนความขัดแย้งระหว่างกลุ่มก้อนเผด็จการเก่ารวมถึงฝ่ายตุลาการที่ไม่อิงศาสนา กับนักการเมืองที่เป็นมุสลิม มันสะท้อนความขัดแย้งระหว่างพลเมืองชนชั้นกลางที่มีวิถีชีวิตแบบตะวันตก(สลิ่มตุรกี) กับพลเมืองกรรมาชีพเกษตรกรและคนจนที่มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับศาสนา ในอดีตฝ่ายซ้ายสังคมนิยมเคยเป็นหัวหอกในการนำการเคลื่อนไหวของคนจน แต่การปราบปรามจากเผด็จการทหารและความเสื่อมของฝ่ายซ้าย ทำให้พรรคมุสลิมเข้ามาแทนที่ได้

ที่น่าประทับใจคือในการต้านรัฐประหารครั้งนี้ประชาชนหลายฝ่าย ทั้งผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลและผู้ที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านร่วมมือกันออกมาต้านทหาร สาเหตุเพราะคนจำนวนมากจำได้ว่าชีวิตเป็นอย่างไรภายใต้เผด็จการทหารในอดีต

People react near a military vehicle during an attempted coup in Ankara, Turkey, July 16, 2016. REUTERS/Tumay Berkin TPX IMAGES OF THE DAY
People react near a military vehicle during an attempted coup in Ankara, Turkey, July 16, 2016. REUTERS/Tumay Berkin TPX IMAGES OF THE DAY

พรรคสังคมนิยมกรรมาชีพปฏิวัติของตุรกี หรือ Revolutionary Socialist Workers Party (DSİP) อธิบายว่าการก่อรัฐประหารที่พึ่งเกิดขึ้น สะท้อนความไม่พอใจของกลุ่มทหารที่กำลังเสียเปรียบต่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลพยายามลดอิทธิพลของทหารที่ต่อต้านพรรคมุสลิมในกองทัพ ในความเป็นจริงทั้งสองฝ่ายก็มีแนวโน้มเผด็จการพอสมควร และรัฐบาลนี้พร้อมจะใช้อำนาจรัฐในการปราบผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายซ้าย สหภาพแรงงาน หรือชาวเคิร์ด แน่นอนทหารมีประวัติเผด็จการโหดที่ชัดเจน แต่เราไม่ควรไปหลงสนับสนุนรัฐบาล ดังนั้นเมื่อมีการพยายามทำรัฐประหารครั้งนี้ พรรคสังคมนิยมกรรมาชีพปฏิวัติของตุรกี ประกาศจุดยืนระดมมวลชนเพื่อต้านทหาร แต่ในการเคลื่อนไหวต้องคัดค้านมาตรการเผด็จการของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่ไปตั้งความหวังกับรัฐบาล หรือตั้งความหวังกับตำรวจหรือทหาร “แตงโม”

ผมขอย้ำอีกที พลังหลักในการล้มเผด็จการอยู่ที่มวลชนที่ประกอบไปด้วยกรรมาชีพ เกษตรกร คนจน และประชาชนธรรมดาที่รักประชาธิปไตย

ประเทศไทยไม่มี “รัฐพันลึก”

ใจ อึ๊งภากรณ์

เมื่อไม่นานมานี้มีการสัมมนาที่มหาวิทยาลัยลอนดอนหัวข้อ “ประเทศไทยในวิกฤตรัฐพันลึก” โดย อูจีนี เมริเออ เสนอบทบาทและการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและศาลอื่นในฐานะกลไกของรัฐพันลึก

[ดู http://bit.ly/25RMW44 และบทความอ.นิธิ http://bit.ly/1UMTQ1X   ท่านอาจต้องกดเข้าไปดูที่บล็อกของเลี้ยวซ้ายเพื่ออ่าน]

ทฤษฏี “รัฐพันลึก” หรือ Deep State ใช้มุมมองบกพร่องแต่แรก เพราะมองว่ามีสิ่งที่เรียกว่า “รัฐปกติ” ที่โปร่งใสและรับใช้พลเมือง ในขณะที่รัฐพันลึกเป็นกรณีพิเศษที่พบในบางประเทศ คือมีส่วนหนึ่งของรัฐที่ฝังลึกอยู่และไม่ได้ถูกตรวจสอบโดยกลไกประชาธิปไตย

ในโลกแห่งความจริง รัฐทุกรัฐในระบบทุนนิยมเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองหรือชนชั้นนายทุน เป็นเครื่องมือเพื่อกดขี่ชนชั้นอื่นๆ โดยเฉพาะชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกรรายย่อย มันไม่รับใช้พลเมืองส่วนใหญ่แต่อย่างใด รัฐทุกรัฐในระบบทุนนิยมเข้าข้างนายทุนเสมอ เพราะปกป้องสิ่งที่เขาเรียกว่า “สิทธิในการบริหารและการเป็นเจ้าของ”ทรัพย์สินมหาศาลกับปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตของพลเมืองทุกคน พูดง่ายๆ คือ รัฐทุนนิยมปกป้องเผด็จการทางเศรษฐกิจของชนชั้นนายทุน นายทุนไม่เคยต้องลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งเป็นนายทุน เขาไม่เคยมาจากคะแนนเสียงของลูกจ้างหรือประชาชนธรรมดา ตำรวจและทหาร ซึ่งเป็นกองกำลังของรัฐนี้ ถูกใช้ในการปราบปรามการนัดหยุดงานหรือการเคลื่อนไหวของประชาชนธรรมดา แต่ไม่เคยมีการใช้กองกำลังนี้เพื่อปราบปรามนายทุนที่เลิกจ้างคนงาน ปิดกิจกรรม ขนการลงทุนไปที่อื่น หรือตัดรายได้ของคนทำงาน

ในประเทศประชาธิปไตยตะวันตก นอกจากอำนาจเผด็จการทางเศรษฐกิจของนายทุนแล้ว มีหลายส่วนของรัฐที่ไม่ถูกตรวจสอบหรือเลือกมาจากเสียงประชาชน เช่นหน่วยราชการลับ ผู้พิพากษา ปลัดกระทรวงต่างๆ ผู้ว่าธนาคารชาติ หรือผู้บังคับบัญชาทหาร และหลายครั้งในอดีตมีการสร้างอุปสรรคในการทำงานของรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่มาจากการเลือกตั้งโดยคนเหล่านี้ เช่นในกรณีรัฐบาลพรรคแรงงานของอังกฤษ

ดังนั้นรัฐบาลกับรัฐไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และการคุมเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาจนตั้งรัฐบาลได้ ไม่ได้แปลว่าคุมอำนาจรัฐ นี่คือเรื่องปกติของรัฐในระบบทุนนิยม

บางครั้งการพูดถึง “รัฐพันลึก” อาจมีประโยชน์ในการอธิบายบางส่วนของรัฐที่ตกค้างมาจากยุคเผด็จการเบ็ดเสร็จ หรือยุคฟาสซิสต์ เช่นหน่วยราชการลับที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยเมื่อประเทศนั้นมีประชาธิปไตย เช่นในตุรกี หรือบางประเทศในลาตินอเมริกา แต่มันไม่ตรงกับสภาพสังคมการเมืองของไทยเลย

การนิยามว่าไทยมี “รัฐพันลึก” โดย อูจีนี เมริเออ ต้องอาศัยการบิดเบือนพูดเกินความจริงเรื่องอำนาจกษัตริย์ ต้องมองข้ามการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ในกองทัพ และในหมู่ชนชั้นนำ ต้องมองข้ามความอ่อนแอและการไม่มีความอิสระเลยของตุลาการ และที่สำคัญคือต้องไม่เอ่ยถึงบทบาทมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเลย

นอกจากนี้ อูจีนี เมริเออ จะสร้างภาพเท็จว่า “รัฐพันลึก” ต้านทักษิณมาแต่แรกซึ่งไม่ใช่ ในยุคแรกๆ ของรัฐบาลทักษิณ ชนชั้นนำไทยเกือบทุกส่วนชื่นชมรัฐบาลทักษิณที่สัญญาว่าจะทำให้เศรษฐกิจและสังคมทันสมัยหลังวิกฤตต้มยำกุ้งและปัญหาความขัดแย้งพฤษภาปี๓๕ ตอนนั้นนายกทักษิณ ในฐานะส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครองนายทุน มีอิทธิพลในกองทัพ และมีอิทธิพลเหนือตุลาการและข้าราชการระดับสูง

พวกอนุรักษ์นิยมในหมู่ชนชั้นปกครองไทยเริ่มหันมาต้านทักษิณในภายหลัง เมื่อค้นพบว่าแข่งกับทักษิณไม่ได้ในเวทีประชาธิปไตยที่สร้างอำนาจทางการเมือง เพราะพวกอนุรักษ์นิยมไม่ยอมเสนอนโยบายที่จะทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นด้วยเหตุที่พวกนี้คลั่งกลไกตลาดเสรี ดังนั้นเขาครองใจประชาชนธรรมดาไม่ได้

ในหมู่พวกที่มารวมตัวกันต้านทักษิณในภายหลัง มีคนจำนวนมากที่เคยเป็นแนวร่วมกับทักษิณก่อนหน้านั้น และมีคนที่เคยร่วมปราบประชาธิปไตยในอดีต สมัยสงครามเย็น ที่เข้ามาอยู่กับทักษิณอีกด้วย มันเป็นภาพพลวัตของการทำแนวร่วมชั่วคราว ที่เปลี่ยนข้างกันตามโอกาสตลอดเวลา ในหมู่ชนชั้นปกครอง มันไม่ใช่ภาพของกลุ่มก้อนบุคคลในรัฐพันลึกที่คงที่และฝังตัวอยู่กลางรัฐไทยมาตลอดแต่อย่างใด

สมาชิกอนุรักษ์นิยมในหมู่ชนชั้นปกครอง หรือที่ เมริเออ เรียกว่ารัฐพันลึก ไม่ได้เป็นห่วงว่าอภิสิทธิ์ของเขาจะหายไปอย่างที่เขาอ้าง เพราะทักษิณไม่ได้ต่อต้านอภิสิทธิ์ของคนใหญ่คนโตแต่อย่างใด เขาไม่ใช่นักสังคมนิยม ผู้ที่กลัวว่าอภิสิทธิ์ของตนจะถูกลดลง ในขณะที่คนชนบทและคนทำงานในเมืองจะสำคัญมากขึ้นคือชนชั้นกลางต่างหาก แต่นักวิชาการคนนี้ไม่พูดถึงพวกสลิ่มคนชั้นกลางเลย

สิ่งที่พวกอนุรักษ์นิยมในหมู่ชนชั้นกปครองไม่พอใจ คือการเริ่มรวบอำนาจทางการเมืองในมือทักษิณและไทยรักไทยผ่านการเลือกตั้ง

เมริเออ เสนอว่ารัฐพันลึกกำลังย้ายอำนาจของนายภูมิพลไปสู่ตุลาการในช่วงที่ใกล้หมดรัชกาล แต่นายภูมิพลไม่เคยมีอำนาจ เพียงแต่เป็นเครื่องมือเพื่อการสร้างความชอบธรรมให้กับชนชั้นปกครองโดยเฉพาะทหาร ซึ่งทหารเป็นผู้สร้างนายภูมิพลขึ้นมาจนมีภาพลวงตาว่าเหมือนพระเจ้า ทักษิณก็ใช้นายภูมิพลเช่นกัน และในยุครัฐบาลทักษิณมีการส่งเสริมความบ้าคลั่งของการสวมเสื้อเหลืองทุกสัปดาห์

การเสนอว่าพิธีสาบานตนต่อกษัตริย์ของตุลาการไทย “พิสูจน์” ว่าตุลาการต้องทำตามคำสั่งกษัตริย์เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะถ้าเป็นจริงอังกฤษคงปกครองโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนทุกวันนี้ กำตริย์ในระบบสมัยใหม่มีบทบาทแค่ในเชิงพิธีเท่านั้น

จริงๆ แล้วทฤษฏีรัฐพันลึกของ เมริเออ เป็นแค่อีกวิธีหนึ่งที่จะเสนอว่ากษัตริย์ไทยมีอำนาจในใจกลางรัฐ และความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน เป็นความขัดแย้งระหว่างทักษิณและกษัตริย์ ซึ่งไม่ต่างจากพวกที่พูดเกินเหตุว่านายภูมิพลสั่งการทุกอย่าง หรือแม้แต่ “ทฤษฏีเครือข่ายกษัตริย์” ของ Duncan MacCargo ที่มองข้ามพลวัตของการทำแนวร่วมชั่วคราวของชนชั้นปกครองไทย [ดู http://bit.ly/1VTFyio หน้า 84]

พวกนี้ใช้กรอบคิดร่วมกันกรอบหนึ่งคือ กรอบคิด “สตาลิน-เหมา” เรื่องขั้นตอนการปฏิวัติทุนนิยมไทย แต่บางคนอาจใช้โดยไม่รู้ตัวก็ได้ การวิเคราะห์ของนักวิชาการที่อาศัยกรอบแนวสตาลิน-เหมา ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เสนอว่าไทยเป็น “กึ่งศักดินา” ตามสูตรสำเร็จที่พรรคเหล่านี้ทั่วโลกใช้กัน ดังนั้นเขามักจะมองว่าความขัดแย้งที่นำไปสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยาเป็นความขัดแย้งระหว่างนายทุนสมัยใหม่(ทักษิณ) กับระบบ “กึ่งศักดินา” ของกษัตริย์ภูมิพล โดยที่กษัตริย์เป็นผู้นำทางการเมืองที่สำคัญ

มุมมองแบบนี้จะต้องอาศัยข้อสรุปว่าการปฏิวัตินายทุนหรือที่บางคนเรียกว่า “กระฎุมพี” ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จหรือยังไม่สมบูรณ์ในประเทศไทย   มันเป็นมุมมองบกพร่องที่เสนอการปฏิวัตินายทุนและขั้นตอนของประวัติศาสตร์ในลักษณะกลไก เป็นการสวมประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 18 ในยุโรปทับสถานการณ์บ้านเมืองในไทยปัจจุบัน เพราะแท้จริงแล้ว การปฏิวัติกระฎุมพีของไทย ที่ทำลายระบบศักดินาและสร้างรัฐสมัยใหม่เกิดขึ้นภายใต้การนำของกษัตริย์รัชกาลที่๕

การที่ม็อบชนชั้นกลางที่ต้านทักษิณชูธงเหลืองหรือรูปกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรฯ หรือม็อบสุเทพ ไม่ได้แปลว่ากษัตริย์จัดตั้งพวกนี้แต่อย่างใด การที่ทหารเผด็จการเชิดชูกษัตริย์ก็เช่นกัน ถ้าเราหลงเชื่อปรากฏการณ์เปลือกภายนอกผิวเผินแบบนี้ เราจะคิดตื้นเขินเกินไป

ในลักษณะเดียวกัน การที่พุทธอิสระใช้ความรุนแรงในการทำลายประชาธิปไตยขณะที่ห่มผ้าเหลือง ก็ไม่ได้แปลว่าพระพุทธเจ้าบงการการกระทำแย่ๆ ของพุทธอิสระแต่อย่างใด

จริงๆ แล้วรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย ก็เชิดชูกษัตริย์เช่นกัน และพร้อมจะใช้กฏหมาย 112 ด้วย ข้อแตกต่างระหว่างฝ่ายเสื้อเหลืองและทหาร กับฝ่ายทักษิณ ไม่ใช่เรื่องกษัตริย์นิยมแต่อย่างใด ข้อแตกต่างแท้คือฝ่ายทักษิณสามารถใช้นโยบายเศรษฐกิจและการเมืองในการเพิ่มความชอบธรรมให้ตนเองประกอบกับการเชิดชูกษัตริย์ ในขณะที่พวกทหารและเสื้อเหลืองมีสิ่งเดียวที่เขาหวังใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมคือเรื่องความคิดกษัตริย์นิยม

ตุลาการไทย และส่วนอื่นๆ ของระบบราชการไทย มีความอ่อนแอมากและไม่เคยเป็นตัวของตัวเองเลย เพราะมัวแต่ก้มหัวรับฟังคำสั่งจากทหาร หรือคนใหญ่คนโตที่เป็นนักการเมืองตลอด นี่คือสาเหตุที่ไทยไม่มีมาตรฐานความยุติธรรม และระบบข้าราชการเต็มไปด้วยการคอร์รับชั่นและการแทรกแซงโดยผู้มีอิทธิพล กองกระดาษและเอกสารที่พลเมืองต้องกรอกเพื่อทำอะไรในระบบราชการ เป็นอาการของข้าราชการที่ไม่เคยกล้าตัดสินใจเองในเกือบทุกเรื่อง คือต้องส่งขึ้นไปให้คนใหญ่คนโตเห็นชอบเสมอ

กองทัพไทยไม่เคยสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวและไม่มีจุดยืนคงที่ด้วย เพราะกองทัพคือแหล่งกอบโกยสำคัญของพวกนายพล การแบ่งพรรคแบ่งพวกแบบนี้ทำให้กองทัพมีอำนาจจำกัดทั้งๆ ที่สามารถล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ ซีกต่างๆ ของกองทัพมีแนวการเมืองต่างกันด้วย ในอดีตมีนายพลที่เกลียดเจ้า หรือเป็นฝ่ายซ้าย ในปัจจุบันมีนายพลที่เห็นด้วยกับประชาธิปไตย และมีทหารที่เข้าข้างทักษณ เพียงแต่ว่ากลุ่มประยุทธ์ที่ครองอำนาจอยู่ตอนนี้เป็นกลุ่มขวาจัดเท่านั้นเอง ดังนั้นกองทัพไม่ใช่อะไรที่จะสร้างรัฐพันลึดอะไรได้

สิ่งที่มีอิทธิพลต่ออำนาจกองทัพมากที่สุดคือพลังมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบห้าสิบปีที่ผ่านมา เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างมวลชนกับอำนาจรัฐ มีแพ้และมีชนะ มีช่วงเผด็จการและมีช่วงประชาธิปไตย สาเหตุหนึ่งที่เผด็จการครองเมืองตอนนี้ได้ก็เพราะหลายส่วนที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวในขบวนการทางสังคม ไปโบกมือเรียกทหารให้ทำรัฐประหาร แต่ทุกวันนี้เผด็จการทหารยังต้องพยายามสร้างภาพลวงตาว่าจะจัดการเลือกตั้งและปฏิรูปการเมือง เพราะกลัวกระแสประชาธิปไตยในสังคมไทย

เมริเออ ยอมรับว่ากระแสประชาธิปไตยปัจจุบันทำให้พวกอนุรักษ์นิยมเลือกไปเพิ่มอำนาจตุลาการ เพราะดูดีกว่าการใช้อำนาจโดยตรงของทหารหรือกษัตริย์ แต่เขาไม่เอ่ยถึงบทบาทสำคัญของมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเลย สำหรับนักวิชาการคนนี้ ช่วงที่เป็นประชาธิปไตยของไทยเป็นการ “ทดลอง” ของชนชั้นนำเท่านั้น คือทุกอย่างกำหนดจากเบื้องบน

แนว “รัฐพันลึก” อาจเป็นแนวคิดที่ใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับนักวิชาการหอคอยงาช้าง แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรในการอธิบายวิกฤตการเมืองไทยเลย

อ่านเพิ่ม

http://bit.ly/1VTFyio ,  http://bit.ly/1OtUXBm , http://bit.ly/1UoSKed

วิกฤตทางการเมืองในยุโรป

ใจ อึ๊งภากรณ์

การลงคะแนนเสียง “ออก” ของประชาชนอังกฤษในประชามติเรื่องการเป็นสมาชิกอียู(สหภาพยุโรป) เป็นเพียงหนึ่งบทในวิกฤตเศรษฐกิจ-การเมืองของยุโรป แต่มันเป็นบทที่สำคัญ เพราะอังกฤษเป็นประเทศใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรป และเป็นศูนย์กลางทางไฟแนนส์ การธนาคาร และตลาดหุ้นที่สำคัญที่สุดในยุโรปอีกด้วย นอกจากนี้ในเรื่องกำลังทหาร อังกฤษมีบทบาทสูงสุดในอียู และใช้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา เพื่อหนุนกองทัพของยุโรปและ “นาโต้” ดังนั้นอำนาจทางทหารของยุโรปจะอ่อนแอลงระดับหนึ่ง

แง่หนึ่งของวิกฤตยุโรปมาจากการทำสงครามจักรวรรดินยมโดยสหรัฐ อังกฤษ และประเทศอื่นในยุโรป สงครามในตะวันออกกลางดังกล่าว ทำให้มีผู้ลี้ภัยสงครามจำนวนมาก และคนเหล่านี้พยายามเข้ามาในอียู ซึ่งสร้างปัญหาทางการเมืองให้กับหลายรัฐบาล และเป็นโอกาสทองสำหรับพวกฝ่ายขวาที่เกลียดคนต่างชาติ

การออกจากอียูของอังกฤษสร้างปัญหาให้กับชนชั้นปกครองสหรัฐ เพราะสหรัฐพึ่งพาอังกฤษในแง่ของการเป็นพันธมิตรที่ดี เพื่อเพิ่มอิทธิพลของสหรัฐในยุโรป สหรัฐเองเป็นประเทศที่ผลักดันให้มีการรวมตัวกันของประเทศในยุโรปตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อเป็นแนวร่วมต้านรัสเซีย

ในปัจจุบันสหรัฐพยายามทำข้อตกลงค้าเสรีกับอียู ซึ่งเป็นการผลักดันแนวกลไกตลาดและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้บริษัทเอกชนเข้ามามีบทบาทอย่างเสรีในภาคสาธารณสุขและการบริการประชาชน สัญญาค้าเสรีอันนี้เป็นภัยต่อคนธรรมดามาก แต่การโหวดออกจากอียูของอังกฤษทำให้การตกลงในสัญญาการค้าอันนี้ต้องเลื่อนออกไป

ผลของการโหวดออกของอังกฤษในครั้งนี้ จะสร้างวิกฤตรัฐธรรมนูญให้กับสหราชอาณาจักร เพราะในประเทศสก็อตแลนด์กับไอร์แลนด์ จะมีกระแสเรียกร้องให้แยกตัวออกจากอิงแลนด์ เรื่องนี้เป็นเรื่องดีสำหรับฝ่ายสังคมนิยม เพราะเราไม่ต้องการปกป้องรัฐอังกฤษ และถ้ารัฐอังกฤษ ในฐานะประเทศจักรวรรดินิยม อ่อนแอลงมากกว่านี้ ก็จะเป็นเรื่องดีสำหรับชนชั้นกรรมาชีพในทุกประเทศอีกด้วย

สำหรับยุโรป ผลของการโหวดออกจะสร้างกำลังใจให้กับประชาชนในประเทศต่างๆ ที่ไม่พอใจกับอียู และไม่พอใจกับพรรคกระแสหลักมานานท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ มันมีสองกระแสใหม่ทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือ กระแสฝ่ายซ้าย และกระแสฝ่ายขวาเหยียดเชื้อชาติ ทั้งสองกระแสนี้มาจากวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2008  ซึ่งทำให้คนจำนวนมากจนลงและตกงาน มันนำไปสู่ความรู้สึกแปลกแยกและห่างเหินจากการเมืองกระแสหลัก เพราะประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าพรรคการเมืองเก่าไม่สนใจที่จะเป็นตัวแทนของเขา ไม่สนใจที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อน และแถมซ้ำเติมด้วยนโยบายรัดเข็มขัด ตอนนี้ทั่วยุโรปจึงมีวิกฤตทางการเมืองที่ปะทะกับความชอบธรรมเก่าของพรรคกระแสหลัก

นักมาร์คซิสต์ทราบดีว่า เมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง ที่นำไปสู่ความไม่พอใจในพรรคการเมืองกระแสหลัก ประชาชนจะไปทางขวาสุดขั้วก็ได้ หรือจะไปทางซ้ายแบบสังคมนิยมก้าวหน้าก็ได้ และมันไม่มีอะไรอัตโนมัติ ถ้าฝ่ายซ้ายไม่เคลื่อนไหวและปลุกระดม คนจำนวนมากจะไปฟังนักการเมืองขวาสุดขั้วแทน ซึ่งเราเห็นปรากฏการณ์แบบนี้ในหลายประเทศ ในกรีซและสเปน มีการขยายคะแนนนิยมของฝ่ายซ้ายสังคมนิยม ในฝรั่งเศส ออสเตรีย และฮังการี่ มีการขยายตัวของฝ่ายขวาฟาสซิสต์ และทั่วยุโรปทัศนะเหยียดคนต่างชาติกำลังปะทะกับทัศนะฝ่ายซ้ายที่พยายามสมานฉันท์กับคนทุกเชื้อชาติ

วิกฤตในประเทศกรีซ นำไปสู่การเลือกพรรคฝ่ายซ้าย “ไซรีซา” ซึ่งสัญญาว่าจะต้านนโยบายรัดเข็มขัดที่ทำลายมาตรฐานชีวิตของประชาชน นโยบายนี้สั่งลงมาจากกลุ่มอำนาจในอียู คือธนาคารกลาง กรรมการบริหารอียู และไอเอ็มเอฟ เมื่อรัฐบาลไซรีซาจัดประชามติว่าจะรับหรือไม่รับนโยบายดังกล่าวของอียู ประชาชนจำนวนมากลงคะแนนเสียงไม่รับ แต่รัฐบาลกลับหักหลังประชาชน แล้วไปเจรจารับนโยบายรัดเข็มขัดแทน โดยใช้ข้ออ้างว่าโดนกดดันอย่างหนักจากกลุ่มทุนใหญ่ในอียูและรัฐบาลเยอรมัน ซึ่งมีความจริงอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามพรรคไซรีซาไม่กล้าพากรีซออกจากสกุลเงินยูโรเพื่อลดอิทธิพลของอียู และไม่กล้าใช้พลังมวลชนเพื่อเปลี่ยนระบบ สถานการณ์จึงอยู่ในสภาพคาราคาซัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฝ่ายซ้ายในกรีซได้กำลังใจจากการโหวดออกจากอียูของประชาชนอังกฤษ

[อ่านเพิ่ม http://bit.ly/293ZpqO ]

ความไม่พอใจต่อวิกฤตเศรษฐกิจและนโยบายรัดเข็มขัดในสเปน นำไปสู่การชุมนุมใหญ่ของเยาวชนกลางเมือง เพราะอัตราว่างงานของคนหนุ่มสาวสูงมาก ในการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่แล้วพรรคกระแสหลักเสียคะแนนเสียงมากจนไม่มีพรรคไหนสามารถตั้งรัฐบาลได้ จึงต้องมีการเลือกตั้งใหม่เมื่อปลายมิถุนายน แต่ผลก็ไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกันพรรคฝ่ายซ้ายโพดามอส ที่เพิ่มคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งแรก กลับเสียคะแนนเล็กน้อยในการเลือกตั้งล่าสุด สาเหตุสำคัญคือการที่แกนนำพรรคมีพฤติกรรมสองจิตสองใจตลอดเวลาว่าจะผลักดันนโยบายก้าวหน้าหรือไม่ เช่นเรื่องการคัดค้านการรัดเข็มขัด หรือการรณรงค์ให้รัฐต่างๆ ในสเปนมีความอิสระมากขึ้น พรรคนี้เติบโตมาเพราะสะท้อนกระแสต้านนโยบายเสรีนิยม และสะท้อนความไม่พอใจของคนหนุ่มสาว [อ่านเพิ่ม http://bit.ly/293hWr1]

ในสถานการณ์วิกฤตหนัก ฝ่ายซ้ายในกรีซและสเปนถูกทดสอบอย่างหนัก ซึ่งแปลว่านักสังคมนิยมต้องถกเถียง สนใจทฤษฏี และเรียนรู้จากบทเรียนต่างๆ ตลอดเวลา เพราะแรงกดดันจากฝ่ายทุนต่อนโยบายสังคมนิยมจะรุนแรงมาก

ในฝรั่งเศส การนัดหยุดงานทั่วไปของสหภาพแรงงานเพื่อต้านกฏหมายที่ทำลายมาตรฐานการจ้างงานของรัฐบาลพรรคสังคมนิยมจอมปลอม เพื่อเพิ่มกำไรให้กลุ่มทุนตามนโยบายเสรีนิยม เป็นเครื่องเตือนใจว่าผู้ที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพแท้จริงของประชาชน คือสหภาพแรงงานที่กล้าสู้  มันไม่ใช่รัฐบาลของพรรคฝ่ายซ้ายที่เน้นแต่รัฐสภาและละเลยขบวนการเคลื่อนไหวภายนอก พูดง่่ายๆ นักสังคมนิยมมาร์คซิสต์ต้องเน้นพลังกรรมาชีพและสร้างพรรคสังคมนิยมที่เชื่อมการเมืองก้าวหน้ากับการต่อสู้อย่างเป็นรูปธรรม

ในอังกฤษกระแสสำคัญอันหนึ่งที่เห็นชัดคือการขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคแรงงานของคอร์บิน ซึ่งเป็นสส.ซีกซ้ายของพรรค แต่สส.ซีกขวากำลังพยายามล้มคอร์บิน ทั้งๆที่เขาได้รับเสียงสนับสนุนมหาศาลจากมวลชน ดังนั้นถ้าไม่มีการปลุกระดมนักสหภาพแรงงานและมวลชนทั้งในและนอกพรรค คอร์บินอาจถูกล้มได้

ปรากฏการณ์ความรู้สึกแปลกแยกและห่างเหินจากการเมืองกระแสหลัก เห็นได้ชัดจากผลประชามติอังกฤษด้วย เพราะคนที่ลงคะแนนให้อังกฤษ “ออก” มีแนวโน้มจะยากจนและอาศัยอยู่ในภูมิภาคที่อุตสาหกรรมเก่าถูกทำลาย มันมีกระแสเหยียดเชื้อชาติที่ถูกปลุกระดมโดยนักการเมืองฝ่ายขวาทั้งสองฝ่าย คือพวกที่สนับสนุนอียูและพวกที่อยากออก แต่สาเหตุหลักที่คนจำนวนมากโหวดออกก็เพราะทนไม่ไหวที่จะอยู่ต่อไปแบบเดิม

ที่น่าสนใจคือมีปรากฏการณ์ “สลิ่มอังกฤษ” ที่ออกมาเรียกร้องให้จัดประชามติใหม่ เพราะไม่พอใจกับผลที่พึ่งออกมา พวกนี้จะมองคนที่โหวดออกด้วยความดูถูกว่า “จน โง่ ขาดการศึกษา และเหยียดเชื้อชาติ”

ประชามติครั้งนี้จัดขึ้นโดยรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยม ผลประโยชน์กลุ่มทุนอังกฤษส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการดำรงอยู่ต่อไปในอียู แต่พรรคอนุรักษ์นิยมซีกขวาสุดฝันว่าจะกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองของอังกฤษในอดีต ซึ่งเป็นไปไม่ได้ หลังประชามติพรรคอนุรักษ์นิยมจึงแตกเป็นสองซีกอย่างรุนแรง และนายกรัฐมนตรีคามารอนต้องประกาศลาออก

วิกฤตในยุโรปที่เราเห็นอยู่ เป็นผลจากปัญหาเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2008 มันเป็นวิกฤตระดับโลกที่มาจากการลดลงของอัตรากำไรที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในระบบทุนนิยม [อ่านเพิ่ม http://bit.ly/129xlhF ] ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจนี้สร้างวิกฤตความชอบธรรมทางการเมืองต่อ และมันโยงกับสภาพสงครามในตะวันออกกลางด้วย มันพิสูจน์ว่าเศรษฐศาสตร์กับการเมืองแยกกันไม่ได้ เราไม่ควรเข้าใจผิดว่าความปั่นป่วนในยุโรปเป็นเรื่องของความคิดชาตินิยมที่ฝังลึกอยู่ในใจคน หรือเข้าใจผิดว่าอังกฤษเป็นกรณีพิเศษ ถ้าจะเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เราต้องดูภาพรวมของสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตามแนววิเคราะห์ “วิภาษวิธี” เพราะถ้าเรามองแยกส่วน และเล็งไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง เราจะไม่มีวันเข้าใจอะไร