เบื้องหลังรัฐประหารในตุรกี – ประวัติการเมืองตุรกี

ใจ อึ๊งภากรณ์

พลเมืองเกือบทั้งหมดในจำนวน75 ล้านของตุรกีนับถือศาสนาอิสลาม แต่ในโลกปัจจุบันที่มีการปลุกระดมให้เหยียดชาวมุสลิมทั่วโลก หลายคนจะมองข้ามความจริงว่าชาวมุสลิมก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา เป็นกรรมาชีพ เป็นนักสหภาพแรงงาน เป็นเกษตรกร หรือเป็นนายทุน และความเชื่อในศาสนา หรือจุดยืนทางการเมือง มีความหลากหลาย ซึ่งไม่ต่างจากการที่คนไทยจำนวนมากเป็นชาวพุทธที่มีสถานะและความเชื่อหรือจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันไป

ในอดีตตุรกีเป็นส่วนสำคัญของอาณาจักรออตโตมันที่เคยยิ่งใหญ่ แต่ในศตวรรษที่ยี่สิบ หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อาณาจักรนี้ล้าหลังและพังสลาย การก่อตั้งประเทศตุรกีสมัยใหม่ในปี 1923 โดยกลุ่มทหารหนุ่มภายใต้การนำของ เคมาล อตาเติร์ก เป็นความพยายามที่จะทำให้ตุรกีเป็นประเทศตะวันตก เผด็จการของ อตาเติร์ก สร้างคำจำกัดความใหม่ของการเป็น “ชาวเติร์ก” คือต้องมีทัศนะแบบตะวันตก ต้องมีเชื้อสายเติร์ก และต้องจงรักภักดีต่อรัฐที่ไม่อิงศาสนา คำจำกัดความนี้แปลว่าในรูปธรรม ชาวเคิร์ด ซึ่งเป็นชนชาติใหญ่ในตุรกี คนที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลามนิกายซุนนี และแม้แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่นับถือและปฏิบัติตนตามคำสอนของศาสนาอิสลามนิกายซุนนี กลายเป็นคนนอกกรอบ หรือ “ไม่ถูกสเป็ค” ของการเป็นพลเมืองตุรกีในความหมายของทหาร มีแต่พวกคนชั้นกลางและกลุ่มนายทหารหนุ่มที่ชื่นชมวัฒนธรรมฝรั่งเศสเท่านั้นที่เป็น “ชาวเติร์กแท้”

ataturk-3

เผด็จการทหารของ เคมาล อตาเติร์ก มีการบังคับ “ปฏิรูป” วิถีชีวิตของประชาชน เช่นการห้ามผู้หญิงโพกฮิญาบ ห้ามไม่ให้ผู้ชายใส่หมวดเฟส ห้ามไม่ให้เล่นดนตรีพื้นเมืองผ่านสถานีวิทยุ เปลี่ยนระบบการเขียนให้ไปใช้อักษรโรมัน และปิดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมดั้งเดิม

บรรยากาศแบบนี้สร้างวัฒนธรรมในหมู่ชนชั้นนำและชนชั้นกลาง ที่มองว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่รับอิทธิพลตะวันตกมาใช้ เป็นคน “ล้าหลัง” โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ในชนบทที่เป็นเกษตรกรรายย่อย และมีการกีดกันไม่ให้พลเมืองเหล่านั้นมีส่วนร่วมในการปกครอง นอกจากนี้มีการปราบปรามกดขี่ชาวเคิร์ด

ทุกวันนี้ หลายสิบปีหลังจากที่ อตาเติร์ก เสียชีวิตไป กองทัพตุรกียังมองว่าการวิจารณ์ เคมาล อตาเติร์ก และลัทธิ “เคมาลิสต์” เป็นอาชญากรรมร้ายแรง ซึ่งทัศนะแบบนี้ไม่ต่างจากการที่กองทัพไทยคลั่งในการใช้กฏหมาย 112

กลุ่มก้อนของชนชั้นนำที่คุมอำนาจรัฐตุรกีประกอบไปด้วยนายทหารและข้าราชการ รวมถึงตุลาการ ที่ยึดติดกับแนวลัทธิเคมาลิสต์

ในทศวรรษ 1970 ฝ่ายซ้ายในตุรกีมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพรรคสังคมนิยมแนวปฏิรูป หรือพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ฝ่ายซ้ายทั้งหมดยอมรับเงื่อนไขของลัทธิเคมาลิสต์ และมองว่ามีความ “ก้าวหน้า” ซึ่งแปลว่าค่อนข้างจะมีทัศนะแย่ๆ ต่อคนจนจำนวนมากที่มีวิถีชีวิตแบบเดิม ในยุคนั้นมีการปะทะกันระหว่างฝ่ายซ้ายกับพวกฟาสซิสต์ ซึ่งกลายเป็นโอกาสทองของทหารที่จะเข้ามาทำรัฐปรหารและทำลายประชาธิปไตย ในรอบหกสิบปีที่ผ่านมาทหารตุรกีทำรัฐประหารเพื่อแทรกแซงทางการเมืองสี่ครั้ง ในปี 1960 1971 1980 และ 1995 และมีการปราบปรามฝ่ายซ้ายอย่างต่อเนื่อง และบางทีก็ปราบนักการเมืองกระแสหลักอีกด้วย

490-254

turkey-military-ta_3298590b

ต้นกำเนิดของพรรคมุสลิมของประธานาธิบดี เออร์โดกัน ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า “พรรคความยุติธรรมและความเจริญ” (AKP) มาจากทศวรรษ 1960 แต่ในช่วงนั้นโดนปราบปรามอย่างหนักโดยทหาร และถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญตุรกีถูกใช้เป็นเครื่องมือของทหารเพื่อปรามพรรคมุสลิมมาตลอด ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ในไทย

ในยุคแรกคะแนนเสียงของพรรคจะน้อย ไม่เกิน 10% แต่ในปี 1995 พรรคนี้เริ่มได้รับชัยชนะ และประธาเอร์บาแคน ผู้นำพรรคมุสลิมก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิดี พรรคชนะเสียงส่วนใหญ่ในเมืองหลักๆ และฐานสนับสนุนของพรรคในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพมาจากนโยบายที่พยายามลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ มันไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับประเด็นศาสนาเลย พรรคมุสลิมสามารถเข้ามาแทนที่บทบาทของฝ่ายซ้ายที่ถูกปราบปรามและเสื่อมเอง อย่างไรก็ตามในปี 1995 กองทัพก็นำรถถังออกมาขู่รัฐบาลจนรัฐบาลต้องลาออก

หลังจากนั้น เออร์โดกัน แยกตัวออกจากพรรคเก่าและก่อตั้ง “พรรคความยุติธรรมและความเจริญ” (AKP) และในปี 2002 ก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกในแวดวงทหารและ “สลิ่ม” ชนชั้นกลางของตุรกี ในขณะที่คะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่สนับสนุนพรรค AKP มาจากกรรมาชีพในเมืองและย่านคนจนในทุกส่วนของประเทศ ต่อมาพรรคก็ชนะการเลือกตั้งอีกสองรอบในปี 2007 และ 2011 แต่ในปี 2015 คะแนนเสียงลดลงจนต้องทำแนวร่วมชั่วคราวกับพรรคชาวเคิร์ด

ทั้งๆ ที่พรรค AKP มีรากกำเนิดจากพรรคมุสลิม แต่ถ้าเราจะเข้าใจว่ามันเป็นพรรคแบบไหน เราควรมองว่ามันเป็นพรรคกระแสหลักของฝ่ายทุนที่เริ่มใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดมากขึ้น เสียงสนับสนุนของพรรคมาจากการที่เศรษฐกิจตุรกีขยายตัวอย่างรวดเร็วตลอดเวลาที่พรรคมีอำนาจ ซึ่งอาจเป็นความโชคดีที่มาจากสถานการณ์ในโลกภายนอกมากกว่าการใช้นโยบายที่ดีของรัฐบาล แต่ประเด็นสำคัญคือพลเมืองจำนวนมากมองว่าพรรคนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการปลดแอกประชาชนจากเผด็จการลัทธิ “เคมาลิสต์”

แต่ประสบการณ์ภายใต้พรรค AKP ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยเสรีภาพ เพราะ เออร์โดกัน ก็คลั่งกดขี่ปราบปรามชาวเคิร์ด เยาวชนผู้เห็นต่าง นักสหภาพแรงงาน หรือนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย และทุกวันนี้สภาพเศรษฐกิจเริ่มแย่ลงท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลาง

160715212318-23-turkey-coup-0725-exlarge-169

นั้นคือสาเหตุที่พรรคสังคมนิยมกรรมาชีพปฏิวัติของตุรกี (DSİP) ประกาศจุดยืนระดมมวลชนเพื่อต้านทหารที่พยายามก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกรกฏาคม แต่ประกาศชัดเจนด้วยว่าในการเคลื่อนไหวมวลชนต้องคัดค้านมาตรการเผด็จการของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่ไปตั้งความหวังกับรัฐบาล

Advertisements