อย่าพึ่งยอมแพ้และหดหู่ เราต้องสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย

ใจ อึ๊งภากรณ์

มันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประชาชนจำนวนมากไปรับร่างรัฐธรรมนูญที่งอกจากกระบอกปืนอันนี้ เพราะมันแปลว่าเราต้องอยู่กับเผด็จการต่อไปอีกนาน ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ และมันช่วยให้ความชอบธรรมกับเผด็จการอีกด้วย

ที่สำคัญคือ เราทราบดีว่า “ประชามติ” ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่ไร้เสรีภาพโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่ประชามติประชาธิปไตยแต่อย่างใด เพราะในรูปธรรมมีการสั่งห้ามวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในที่สาธารณะ  และมีการจับคุมนักเคลื่อนไหวที่อย่างต่อเนื่อง คณะทหารมีความหวังแต่แรกว่าถ้าขู่ประชาชนและพยายามปิดกั้นการแสดงออกหรือข้อถกเถียงต่างๆ ประชาชนจะขานรับการทำลายประชาธิปไตยที่บรรจุไว้ในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ประชามติครั้งนี้ไร้ความชอบธรรม ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องยอมรับผลแม้แต่นิดเดียว เรามีความชอบธรรมในการต่อต้านและวิจารณ์เผด็จการและรัฐธรรมนูญเผด็จการของมันต่อไป และสิ่งที่น่าทึ่งคือจำนวนคน 10 ล้านคน ที่กล้าออกมาลงคะแนนเสียงต้านเผด็จการในสถานการณ์แบบนี้ คนเหล่านี้ทั้ง 10 ล้านคน คือหน่ออ่อนของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย

เราจะต้องเคลื่อนไหวต่อต้านคณะทหาร และอิทธิพลของเผด็จการต่อไป จนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยคืนมา ยิ่งกว่านั้นเราจะต้องเคลื่อนไหวเพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตยออกไปให้กว้างกว่าแค่ยุคทักษิณหรือยุครัฐธรรมนูญปี ๔๐ โดยเฉพาะในเรื่องกฏหมาย 112 กฏหมายคอมพิวเตอร์ มาตรา 44 และแง่อื่นๆ ของความเป็นเผด็จการในไทยที่ตกข้างจากอดีต

อย่าลืมว่าประชาชนจำนวนหนึ่งลงคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเบื่อหน่ายกับสภาพสังคมเผด็จการ และต้องการให้มีการเลือกตั้งเร็วๆ แต่คนกลุ่มนี้เข้าใจผิดว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่เสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญทหารฉบับนี้

เราลืมไม่ได้ด้วยว่าสาเหตุหนึ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการผ่านในประชามติ ก็เพราะทักษิณ และ นปช. แช่แข็งขบวนการเสื้อแดงมานาน ขบวนการที่ถูกแช่แข็งย่อมอ่อนตัวลงและไร้ประสิทธิภาพ

ในประชามติครั้งนี้มีการจำกัดผู้มีสิทธิ์ออกเสียงนอกเขตเลือกตั้งด้วย ซึ่งทำให้คนที่ทำงานในจังหวัดอื่นเสียเปรียบ

นอกจากนี้จากประชาชนผู้มีสิทธิ์ทั่วประเทศ มีคนไปใช้เสียงแค่ 55% เท่านั้น ซึ่งแปลว่าประชาชนที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญทหารมีแค่ 31% ของประชาชนทั้งหมดของประเทศ

อย่าลืมด้วยว่าในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในหลายจังหวัดคะแนนไม่รับชนะ และที่น่าสนใจคือใน “ปาตานี” ชาวมาเลย์มุสลิมก็ลงคะแนนไม่รับด้วย นี่คือสาเหตุสำคัญที่คนเสื้อแดงและคนที่รักประชาธิปไตยทุกคนทั่วประเทศควรจะสมานฉันท์กับชาวมาเลย์มุสลิมในปาตานี เราต้องเรียนรู้ปัญหาของเขา และควรเข้าใจว่าเรามีศัตรูร่วม ถ้าไม่มีประชาธิปไตย เราจะไม่มีเสรีภาพและความสงบ สมัยที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ชาวมาเลย์มุสลิมต้องใช้ชีวิตภายใต้เผด็จการสยาม

13903326_1263016940383579_3770634799600694759_n

การไม่รับผลประชามติของพวกเรา ไม่เหมือนกรณีสลิ่ม มันต่างโดยสิ้นเชิงกับการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทย หรือพรรคไทยรักไทยเคยชนะในอดีต เพราะการเลือกตั้งที่นำไปสู่ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักไทย มันไม่ได้จัดภายใต้เงาเผด็จการ และมันสะท้อนความเห็นของประชาชนอย่างโปร่งใส ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยนี้ไร้ความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง มันร่างโดยสมุนของทหาร มันงอกออกมาจากกระบอกปืน มันเป็นรัฐธรรมนูญเถื่อน และมันออกแบบเพื่อให้เผด็จการคุมอำนาจเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ในแง่หนึ่งผลของประชามติก็สะท้อนความเห็นของคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมรับเผด็จการ หรืออย่างน้อยยอมจำนนต่อเผด็จการ ซึ่งแปลว่าเรามีงานหนักในการรณรงค์เพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตย เราต้องยอมรับความจริงตรงนี้ก่อนที่เราจะสู้ต่อไป อย่างไรก็ตามความจริงอีกอันหนึ่งที่เราไม่ควรลืมคือ คนมักเปลี่ยนความคิดได้เสมอ และท่ามกลางการต่อสู้ หรือท่ามกลางวิกฤตคนจะเปลี่ยนความคิดอย่างรวดเร็ว

หน้าที่ของผู้รักประชาธิปไตยทุกคน คือการรณรงค์ต่อไปเพื่อสิทธิเสรีภาพ โดยมองว่าทุกคนที่คัดค้านรัฐธรรมนูญทหารอย่างจริงใจเป็นแนวร่วมของเรา ตรงนี้ขอยกเว้นคนตอแหลอย่างอภิสิทธิ์

เราต้องเอาใจใส่ในวิธีการมากกว่าที่ผ่านมา เราต้องให้ความสำคัญกับการระดมมวลชน จัดตั้งมวลชน และสร้างเครือข่ายเพื่อต่อสู้ร่วมกัน ต้องมีการต่อสายระหว่างคนเสื้อแดง นักศึกษารุ่นใหม่ คนที่เคลื่อนไหวในสหภาพแรงงาน ชาวบ้านที่ออกมาปกป้องสิทธิชุมชน และคนอื่นๆ ที่เกลียดชังเผด็จการ เราไม่ควรและไม่ต้องไปรอให้ “ผู้ใหญ่” ที่ไหนเขาเปิดไฟเขียวให้ เพราะไม่ว่าจะเป็นทักษิณ แกนนำเสื้อแดง หรือพรรคเพื่อไทย เขาคงไม่ออกมาปลุกระดมประชาชน เราต้องร่วมกันทำเอง

คราวนี้เราต้องไม่ไปหลงใหลในนักการเมืองแบบทักษิณ ทักษิณไม่เคยปลุกระดมให้มวลชนออกมาต้านเผด็จการ ดังนั้นเราต้องสร้างความมั่นใจว่าประชาชนทำเองได้ แต่ถ้าเราไม่สร้างองค์กร ไม่สร้างพรรค ไม่สร้างเครือข่ายมวลชน เราจะไม่มีวันนำตนเองอย่างมีพลัง ที่สำคัญคือเราต้องรู้จักสามัคคีกับคนที่อาจเห็นต่างแต่มีจุดร่วมในการเกลียดชังเผด็จการ การเล่นพรรคเล่นพวกเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของเรา เป็นพฤติกรรมของเด็กๆ ที่ต้องเลิก

ถ้าเรามัวแต่เคลื่อนไหวในกลุ่มเล็กๆ ในเชิงสัญลักษณ์ โอกาสที่จะล้มเผด็จการจะยิ่งยืดออกไปนานในอนาคต

อย่าลืมว่าคนไทยเคยล้มเผด็จการมาหลายรอบ และคนไทยจำนวนมากมีวัฒนธรรมที่ชื่นชมประชาธิปไตย แน่นอนเราทุกคนก็เคยพบอุปสรรคในการต่อสู้ ต้องถอยหนึ่งก้าวเพื่อเดินหน้าสองก้าว

อย่าพึ่งยอมแพ้และหดหู่ เราต้องสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย เผด็จการจงพินาศ ประชาชนจงเจริญ!

Advertisements