ความแตกแยกของขบวนการแรงงานเป็นเรื่องปกติ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในงานเสวนา “แรงงานไม่มีประวัติศาสตร” เมื่อไม่นานมานี้ (ดู http://bit.ly/2cGUopg ) นภาพร อติวานิชยพงศ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่าขบวนแรงงานยังขาดพลังเพราะไม่สามารถหาจุดร่วม มีความแตกแยกทางการเมือง และขาดเอกภาพ

ส่วน ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการประวัติศาสตร์แรงงาน เล่าประวัติศาสตร์การขึ้นๆ ลงๆ ของการต่อสู้ของแรงงาน และเสนอว่าขบวนจะเข้มแข็งในช่วงที่มีประชาธิปไตย เพราะมีเสรีภาพ ข้อสรุปของ อ.ศักดินาคือ ขบวนการแรงงานต้องเลือกว่าจะมุ่งเฉพาะเรื่องปากท้องหรือประเด็นสังคมการเมือง

ที่แย่สุดคือมีการชวนนักวิชาการที่หากินกับเผด็จการ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ มาพูดด้วย และเนื้อหาสาระที่เขาเสนอแทบจะไม่มีอะไรเลย

สิ่งที่ขาดไปจากการวิเคราะห์ของวิทยากรเหล่านี้มีสองเรื่องใหญ่คือ ในประการแรก ขบวนการแรงงานหรือสมาชิกของสหภาพแรงงาน ในทุกสังคมย่อมแตกแยกกันทางการเมืองเป็นสภาพปกติไม่ว่าจะพูดถึงสังคมไหนในโลก ในขบวนการแรงงานยุโรป หรือในเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น มีการแบ่งแยกกันระหว่างซ้ายกับขวา ทั้งในหมู่แกนนำและสมาชิกรากหญ้า นักเคลื่อนไหวแรงงานในซีกก้าวหน้าของไทยเข้าใจประเด็นนี้ดีและไม่เคยเพ้อฝันว่าทุกฝ่ายจะสามัคคีกัน มีแต่การพยายามที่จะช่วงชิงการนำจากฝ่ายล้าหลังเท่านั้น ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง

13769336_1563901320583949_524328318666672353_n

สาเหตุหลักของการแบ่งแยกทางการเมืองในขบวนการแรงงานนี้ มาจากสภาพสังคมทุนนิยม นักมาร์คซิสต์อย่าง เลนิน หรือ กรัมชี่ อธิบายว่ากรรมาชีพจะได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากสองขั้วคือ ขั้วชนชั้นนายทุน ที่อาศัยสื่อกระแสหลักและอำนาจของนายจ้างกับรัฐเพื่อกล่อมเกล่าให้แรงงานคล้อยตามการเมืองล้าหลังของชนชั้นปกครอง และขั้วของกรรมาชีพก้าวหน้า ที่มีบทสรุปร่วมจากการต่อสู้ทางชนชั้นจนเกิดจิตสำนึกของกรรมาชีพเองที่ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดนายทุนหรือชนชั้นปกครอง

ระหว่างกลางสองขั้วนั้นจะมีแรงงานกลุ่มใหญ่ที่รับความคิดจากทั้งสองฝ่ายและยังไม่พร้อมจะเลือกข้าง แต่กลุ่มต่างๆ และจุดยืนของเขาไม่ใช่เรื่องคงที่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอกเวลาตามการขึ้นลงของการต่อสู้ทางชนชั้น

13239284_1088207564568951_6630476242817492022_n

นักมาร์คซิสต์ตั้งแต่สมัยเลนินเข้าใจดีว่าต้องมีการสร้างพรรคปฏิวัติสังคมนิยม เพื่อรวบรวมขั้วก้าวหน้าของกรรมาชีพมาเข้าด้วยกัน และพรรคนี้ต้องเสนอความคิดทางการเมืองกับกลุ่มแรงงานที่ยังไม่เลือกข้าง เพื่อช่วงชิงการนำโดยหวังว่าในอนาคตจะร่วมกันล้มระบบทุนนิยมและระบบการขูดรีดแรงงาน และในที่สุดจะสร้างสังคมใหม่ที่มีความเท่าเทียมและความเป็นธรรม ในช่วงเฉพาะหน้าก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทาง การที่มีพรรคสังคมนิยมและขั้วก้าวหน้าแบบนี้จจะช่วยสร้างความเข้มแข็งในการต่อสู้ทางการเมืองของแรงงาน โดยที่ไม่มีการแยกเรื่องปากท้องออกจากการเมืองภาพกว้าง เพราะมันเชื่อมกันเสมอ ดังนั้นพรรคต้องมีการพยายามเสนอการเมืองภาพกว้างตลอด เพื่อทำให้การต่อสู้เพื่อค่าจ้างหรือสวัสดิการมีประสิทธิภาพมากขึ้น

28897952564_b8d80d98e4

ที่นี้เวลาเราพิจารณาสิ่งที่วิทยากรในงานเสวนาเสนอ เราควรจะจำว่าศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา เป็นนักวิชาการที่จริงใจเข้าข้างแรงงานก็จริง แต่ในขณะเดียวกันเขามีจุดยืนในการปฏิเสธการตั้งพรรคของแรงงานในไทย นอกจากนี้เขาชื่นชมพรรคสังคมประชาธิปไตยของเยอรมัน ซึ่งเป็นพรรค “ปฏิรูป” ที่พยายามผสมผสานแนวคิดทางการเมืองของฝ่ายทุนและแรงงานเข้าด้วยกัน ซึ่งในรูปธรรมแปลว่าแรงงานต้องประนีประนอมเสมอ

ทุกวันนี้การที่เราไม่มีการสร้างพรรคสังคมนิยมปฏิวัติของแรงงานในไทย ทำให้แรงงานขาดพลังในการต่อสู้ทางชนชั้นเพราะไม่มีการจัดตั้งขั้วก้าวหน้าอย่างจริงจังและไม่มีการช่วงชิงการนำเท่าที่ควร ในอดีตตอนที่เรามีพรรคคอมมิวนิสต์แรงงานมีพลังมากกว่านี้ ทั้งๆ ที่การเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์มีปัญหาหลายอย่าง

ngow

อีกสิ่งหนึ่งที่นักเคลื่อนไหวแรงงานก้าวหน้าในไทยเข้าใจดีคือ การเข้ามาแทรกแซงแรงงานโดยองค์กรเอ็นจีโอ ทั้งจากต่างประเทศและของไทย ทำให้แรงงานถูกแช่แข็งกดทับให้อยู่ในสภาพ “เหยื่อ” ที่ต้องมี “พี่เลี้ยง” เอ็นจีโอคอยดูแลและให้ทุน เพราะองค์กรเหล่านี้ไม่ต้องการให้แรงงานมีจิตสำนึกแบบสังคมนิยมปฏิวัติ ที่เน้นการต่อสู้ในรูปแบบที่พึ่งตนเองและนำตนเอง ทุกวันนี้เวลามีปัญหาแรงงาน เราจะเห็นคนที่หากินกับแรงงานเป็นอาชีพลงไปในม็อบ ส่วนใหญ่เป็นนักเคลื่อนไหวหากินที่ไม่เคยเป็นแรงงานเอง คนเหล่านี้เคยเข้ากับพวกเสื้อเหลืองด้วยซ้ำ คือหากินไปเรื่อยๆ และใช้เป็นโอกาสหาทุน ตราบใดที่ไม่มีการกำจัดพวกเหลือบดูดเลือดเหล่านี้ออกไปจากขบวนการแรงงาน กรรมาชีพจะไม่มีวันเข้มแข็ง

Advertisements