ลัทธิ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” เป็นบ่อเกิดแห่งความรุนแรง

ใจ อึ๊งภากรณ์

ภาพความรุนแรงของพวกคลั่งเจ้าหลังการตายของนายภูมิพล เป็นสิ่งที่เปิดโปงความป่าเถื่อนของสังคมไทยภายใต้เผด็จการ และคงจะทำให้พลเมืองไทยจำนวนไม่น้อยตกใจ ทั้งคนที่อยากเห็นประชาธิปไตยที่ไม่มีกษัตริย์ และคนที่ชื่นชมกษัตริย์แต่เกลียดชังความรุนแรง

แต่การเรียกร้องให้คน “ตั้งสติ” หรือเรียกร้องให้รัฐบาลห้ามปรามความรุนแรง คงไม่มีผลแต่อย่างใด เพราะลัทธิ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” มีความเป็นอยู่ควบคู่กับความรุนแรงตลอด มันมีทั้งสาเหตุทางประวัติศาสตร์ และสาเหตุทางการเมือง

ในทางประวัติศาสตร์ ระบอบกษัตริย์ยุคศักดินา และยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งแต่รัชกาลที่ห้าถึงการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ตั้งอยู่บนพื้นฐานความรุนแรง เพราะการที่คนจะขึ้นมาเป็นกษัตริย์ เป็นกระบวนการของการขึ้นมาเป็นหัวหน้าโจร คือใครเป็นใหญ่ด้วยกำลังทหารก็จะประกาศว่าตนเป็นกษัตริย์ ผมคิดว่าในยุคนี้ไม่มีใครโง่เขลาพอที่จะหลงคิดว่าเทวดาหรือพระเจ้าแต่งตั้งกษัตริย์

การช่วงชิงอำนาจกัน เช่นระหว่าง “วังหน้า” กับ “วังหลัง” เพื่อเป็นกษัตริย์ ก็กระทำกันโดยการสู้รบ และอำนาจของกษัตริย์ที่จะบังคับใช้แรงงานทาสหรือไพร่ หรือแม้แต่การปิดปากประชาชนธรรมดาที่เห็นต่างและอยากกบฏ ก็อาศัยกองกำลังและความรุนแรงในการปราบปรามลงโทษ สรุปแล้วในประวัติศาสตร์ระบอบกษัตริย์คือระบอบของความรุนแรง มีแต่พวกปัญญาอ่อนทางปัญญาที่คิดว่าหัวหน้าโจรอย่าง “พ่อขุนรามคำแหง” เป็นเสมือน “พ่อใจดี” สำหรับประชาชน

หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ สถาบันกษัตริย์เปลี่ยนไป กลายเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองใหม่ที่มีรูปแบบหมู่คณะ การขึ้นมาสู่อำนาจของจอมพลสฤษดิ์ เปิดทางให้มีการสร้างลัทธิ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” ในรูปแบบสมัยใหม่ ซึ่งเป็นลัทธิของฝ่ายขวาไทยโดยเฉพาะในยุคสงครามเย็น สฤษดิ์ เองได้อำนาจทางการเมืองผ่านความรุนแรงของรัฐประหาร บางคนที่ตอแหลอาจเคยอ้างว่าการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา “เป็นสันติวิธี” แต่รถถังและปืนกลที่ใช้ในรัฐประหาร ไม่ได้มีไว้เลี้ยงเด็กหรือไถนาปลูกข้าว มันมีไว้ฆ่าคน หรืออย่างน้อยสุดเพื่อขู่จะฆ่าคน

เผด็จการของ สฤษดิ์ ใช้ความรุนแรงตลอด มีการจับฆ่าผู้คิดต่างที่เป็นฝ่ายซ้าย ครูครอง จันดาวงศ์ ถูกจับกุมในข้อหา “กบฏต่อความมั่นคงและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” มีการจับกุมคนอื่นๆ รวม 108 คน และครูครองถูกตัดสินให้ต้องโทษประหารชีวิตโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้เพื่อปกป้อง “ชาติ ศาสนา กษัตริย์”

9vsc

000006

ในเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีการฆ่าฝ่ายซ้ายที่เป็นประชาชนและนักศึกษา “เพื่อปกป้อง ชาติ ศาสนา กษัตริย์” อีก โดยใช้ข้อแก้ตัวว่าการฆ่าประชาชนในธรรมศาสตร์ไม่ผิดเพราะพวกนั้นหมิ่นกษัตริย์ เหตุการณ์นี้นำไปสู่การกลับมาของระบบเผด็จการที่คลั่งลัทธิกษัตริย์ หลังจากที่เคยถูกล้มไปเมื่อสามปีก่อนหน้านั้น ทั้งทหาร ตำรวจ นักการเมืองฝ่ายขวา และราชวงศ์ คลุกคลีกับอันธพาลที่ก่อความรุนแรงในเหตุการณ์ ๖ ตุลา เพื่อปกป้อง “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” จากประชาธิปไตย

ในยุคนี้ชนชั้นปกครองได้จำใจเติมอีกคำหนึ่งทิ้งท้ายไว้ จนมันกลายเป็น “ชาติ ศาสนา กษัตริย์ และประชาชน” แต่คำว่า “ประชาชน” ไม่เคยมีความสำคัญ

th05_03b

ถ้าสำรวจภาพของพวกราชวงศ์ในอดีต เรามักจะเห็นภาพแต่งชุดทหารและถือปืน และแม้แต่สมาชิกราชวงศ์ที่เป็นเพศหญิง อย่างราชินี ก็ชอบลั่นว่าอยากจับปืนฆ่าคนที่เห็นต่าง เช่นในกรณีปาตานีเป็นต้น

bhumibol4

ตอนนี้หลังการสิ้นชีวิตของนายภูมิพล เราจะเห็นได้ว่าความรุนแรงมาควบคู่กับลัทธิคลั่งเจ้าของทหารเสมอ ฝูงคนป่าเถื่อนคลั่งเจ้าก่อตัวเป็นม็อบอันธพาลและประชาทัณฑ์คนเห็นต่าง หรือแม้แต่คนที่พวกนั้นมองว่าอาจเห็นต่างแต่ไม่มีหลักฐาน และการประชาทัณฑ์ทุกครั้งก็ได้คำสนับสนุนจากทหารที่ปกครองประเทศ โดยเฉพาะนายพลรัฐมนตรีกระทรวง “ยุติธรรม” ไพบูลย์ คุ้มฉายา ที่พูดถึง “มาตรการลงโทษทางสังคม” เพื่อให้การประชาทัณฑ์ดูน่ารักขึ้น

26-8

นอกจากการก่อม็อบของอันธพาลแล้ว ฝ่ายทหารและตำรวจก็ตามไปล่าจับคนที่เป็นเหยื่อของม็อบ และซ้ำเติมด้วยข้อหา 112

กฏหมาย 112 เป็นความรุนแรงทางความคิดและความรุนแรงทางกายพร้อมกัน คือเป็นมาตรการที่ใช้ความรุนแรงในการคุมขังความคิดอิสระและคุมขังร่างกายของนักโทษทางการเมืองพร้อมกัน มันเป็นกฏหมายที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทุกครั้งที่ทหารครองเมือง ไม่ว่าจะตอนนี้หรือภายใต้รัฐบาลทหารที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกหุ่น

ทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่เราควรจะค่อยๆ สร้างกระแสใหม่ในสังคมที่ต้านการรักชาติ ต้านการคลั่งศาสนาพุทธ และต้านการคลั่งกษัตริย์ แต่การสร้างกระแสแบบนี้ในสังคมย่อมต้องทำพร้อมกับการเคลื่อนไหวเพื่อลดอำนาจทหาร และความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ด้วย

Advertisements