ทำไมคนจำนวนมากถึงเศร้าเมื่อกษัตริย์ภูมิพลตาย?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ภาพของคนไทยจำนวนมากที่โศกเศร้าเมื่อกษัตริย์ภูมิพลตาย ที่ทำให้คนที่มีสติปัญญานึกถึงสังคมเกาหลีเหนือ มันเป็นสัญลักษณ์ของ “ไทยเป็นทาส” หรือสัญลักษณ์ของด้านอนุรักษ์นิยมของสังคมไทย

มีคนถามพวกเราที่วิจารณ์คนไทยที่ตกเป็นทาสทางความคิด ว่าทำไมไม่เคารพความรู้สึกหรืออารมณ์ของคนที่ไว้อาลัยนายภูมิพล? คำตอบง่ายๆ คือ มันเป็นเรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเช่นการตายของญาติพี่น้องของใคร และในเรื่องการเมืองเราไม่ควร “เคารพ” ความคิดล้าหลังปฏิกิริยา โดยเฉพาะจากหลายคนที่ไม่เคยเคารพผลการเลือกตั้งหรือเคารพประชาธิปไตย การเมืองเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงอย่างเปิดเผย

397307c500000578-3847564-image-a-5_1476794560956

ในอดีตเวลาคนเยอรมันจำนวนหนึ่งไปคลั่งรักฮิตเลอร์ เราต้องเคารพความรู้สึกนึกคิดของพวกนั้นหรือ? ในอดีตเวลาคนร้องไห้เมื่อสตาลินตาย เราต้องเคารพความรู้สึกของเขาหรือ? เวลาประชาชนเกาหลีเหนือร้องไห้เพราะผู้นำเผด็จการตาย เราต้องเคารพความรู้สึกเขาหรือ? คนที่ห้ามเราไม่ให้วิจารณ์ความเหลวไหลของคนไทยจำนวนหนึ่งที่คลั่งเจ้า กำลังพูดว่าเรา “ไม่มีสิทธิ์” ในการแสดงความคิดที่ต่างจากกระแสหลัก สังคมไทยเต็มไปด้วยการปิดกั้นเสรีภาพในทุกด้านอยู่แล้ว

แต่สำหรับคนไทยที่ไม่ยอมเป็นทาส เราต้องมีคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์ว่าทำไมคนจำนวนมากออกมาร้องไห้และโศกเศร้า เมื่อคนที่เขาเชื่อว่าเป็น “พ่อ” เสียชีวิต ทั้งๆ ที่บุคคลคนนี้ไม่ใช่พ่อจริง และทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ไม่รู้จักนายภูมิพลเป็นส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว

แน่นอนมันมีประเด็นของอำนาจเผด็จการและกฏหมาย 112 และการประชาทัณฑ์ที่ข่มขู่คนที่คิดต่าง แต่นั้นไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมหลายคนร้องไห้จริง ทำไมมีคนอาสาที่จะแต่งชุดดำเอง และถึงกับสักร่างกายด้วยประโยคคลั่งเจ้า ไม่ว่าเขาจะสะกดตัวหนังสือถูกหรือผิด

14671279_1108537339231968_3253529123943464133_n

ถ้าเราแค่บอกว่าพวกนี้โง่เขลา ถึงแม้ว่าเขาอาจ “โง่” ทางการเมืองก็จริง แต่นั้นไม่ใช่คำอธิบาย การพูดว่าพวกนี้โดนล้างสมองก็ไม่สามารถอธิบายได้เช่นกัน แต่แน่นอนในสังคมไทยมีการกล่อมเกลาทางสังคมให้รักเจ้า อย่างไรก็ตามการกล่อมเกลาทางสังคมผ่านโรงเรียน โทรทัศน์ และสื่ออื่นๆ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการล้างสมอง เพราะกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมต้องอาศัยการชักชวนให้คนสมัครใจที่จะคล้อยตามกระแสหลัก

ทำไมชนชั้นปกครองสามารถชักชวนให้คนไทยสมัครใจที่จะมีความเชื่อที่เหลวไหลแบบการคลั่งเจ้า? ผมฟันธงว่ามันเป็นความคิดเหลวไหลสำหรับประชาชนคนธรรมดาที่เป็นกรรมาชีพผู้ทำงาน เพราะลัทธิกษัตริย์ขัดกับผลประโยชน์ระยะยาวของคนส่วนใหญ่ในสังคม เนื่องจากลัทธินี้ย้ำและให้ความชอบธรรมกับความเหลื่อมล้ำทุกชนิดและการกดขี่ขูดรีดทางชนชั้น มันเป็นลัทธิที่มาจากผลประโยชน์ของชนชั้นบนล้วนๆ

ทฤษฏีมาร์คซิสต์อธิบายว่า การที่มนุษย์สร้างคนหรือสิ่งสามัญประจำวันขึ้นมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราต้องรักเหมือนพ่อ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำในสังคมชนชั้น     ที่สำคัญคือความเชื่อใน “อำนาจ” ของสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นให้มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องมือในการบริหารสังคม ในการกดขี่ขูดรีด หรือในการสร้างความหวังให้มนุษย์ที่สิ้นหวัง กระบวนการนี้ชาวมาร์คซิสต์เรียกว่า “การสร้างสภาวะแปลกแยก” (Alienation)

การสร้างสภาวะแปลกแยก เกิดจากการที่ชนชั้นปกครองใช้อำนาจในการทำลายความเป็นมนุษย์พื้นฐานของเรา การทำลายความเป็นมนุษย์พื้นฐานของเรานี้ กระทำผ่านการสร้างระบบที่บังคับให้เราทำงานให้คนอื่น แทนที่จะเป็นมนุษย์อิสระที่กำหนดอนาคตตนเองได้ในทุกแง่

การที่ประชาชนจะถูกกล่อมเกลาให้สมัครใจเชื่อในสิ่งที่ไม่จริงได้ เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง อาศัยเงื่อนไขสำคัญคือ ความรู้สึกขาดความมั่นใจ ขาดความมั่นคง และไร้อำนาจ ของประชาชนส่วนใหญ่ ในสังคมไทยและสังคมทั่วโลก ประชาชนธรรมดาถูกสอนมาตั้งแต่เล็ก ว่าตัวเองไร้ความสามารถ ไม่เหมือนคนใหญ่คนโต เราเห็นได้จากการที่คนจำนวนมากมองว่าตนไม่สามารถเป็นผู้นำได้ หรือไม่สามารถเปลี่ยนสังคมได้ ดังนั้น “ต้องพึ่งผู้ใหญ่ที่เก่งกว่าตัวเองเสมอ” ในสภาพที่คนจำนวนมากรู้สึกว่าตนเองอ่อนแอขาดอำนาจ และในสภาพที่คนกลัวเผด็จการ เขาจะเชื่อนิยายของชนชั้นปกครองง่ายขึ้น ยิ่งเราอยู่ในสังคมที่ขาดความมั่นคงในชีวิตเพราะเราไม่มีรัฐสวัสดิการ หรือขบวนการแรงงานไม่เข้มแข็งพอที่จะสร้างกระแส “สิทธิมนุษยชน” หรือประเพณีของการเป็น “พลเมือง” มันยิ่งง่ายมากขึ้น

ในเมื่อคนธรรมดามองไม่ออกว่าตนเองจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้เอง ก็ต้องหันไปพึ่งอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์แทน คนไทยไม่น้อยจึงหลงเชื่อว่าตนพึ่งพา “ในหลวง” เพื่อความสงบสุข ทั้งๆ ที่มันไม่จริงแม้แต่นิดเดียว

แต่นักมาร์คซิสต์ ชื่อ George Lukács อธิบายในหนังสือ “ประวัติศาสตร์และจิตสำนึกทางชนชั้น” ว่า เมื่อคนธรรมดาลุกขึ้นสู้ร่วมกัน และเห็นพลังของมวลชน อย่างที่คนเสื้อแดงเคยทำ หรืออย่างที่นักศึกษาช่วง ๑๔ ตุลาเคยทำ ประชาชนจะเริ่มมั่นใจในตนเองมากขึ้นและเริ่มตั้งคำถามในใจเกี่ยวกับนิยายต่างๆ ที่เคยเชื่อ เขาจะมองออกว่าเขาและคนรอบข้าง เมื่อรวมตัวกันเป็นขบวนการ สามารถเปลี่ยนสังคมและสร้างความมั่นคงและความสงบสุขเองได้

สรุปแล้วการเชื่อหรือคลั่งในลัทธิของชนชั้นปกครองเป็นเรื่องที่ไม่คงที่ ในบางยุคคนส่วนใหญ่อาจเชื่อง ในยุคอื่นอาจคิดกบฏ หรืออย่างน้อยมีความคิดที่เป็นอิสระ

ถ้าเราจะปลดแอกสังคมไทยจากความคิดที่ครอบงำสังคม และอำนาจจริงของเผด็จการที่กดทับเรา เราต้องรวมตัวกันต่อสู้

Advertisements

One thought on “ทำไมคนจำนวนมากถึงเศร้าเมื่อกษัตริย์ภูมิพลตาย?”

Comments are closed.