จะวางแผนสู้ หรือจะอยู่ต่อเป็นทาส?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในต้นปี ๖๐ มันชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเผด็จการวางแผนแช่แข็งการเมืองไทยระยะยาว และการแช่แข็งนี้รวมถึงการแช่แข็งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมด้วย อย่างไรก็ตามตั้งแต่รัฐประหารแรกในปี ๒๕๔๙ พลเมืองที่รักประชาธิปไตยได้ออกมาต่อสู้เพื่อล้มเผด็จการด้วยวิธีการต่างๆ หลายคนต้องสละชีพหรือสละเสรีภาพ ดังนั้นเราควรแสดงความเคารพต่อเขาเหล่านั้นด้วยการวางแผนสู้รอบต่อไป

ถ้าเราไม่อยากอยู่เป็นทาสตลอดไป เราควรทบทวนวิธีการที่แต่ละกลุ่มใช้ เพื่อออกแบบวางแผนแนวสู้ใหม่ที่เหมาะสม

ในประการแรกเราต้องร่วมกันตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ ผมจะตั้งคำถามและเสนอคำตอบของผม สหายคนอื่นอาจมีคำถามและคำตอบที่ต่างออกไป นั้นคือจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยน แต่การแลกเปลี่ยนดังกล่าวจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้ากระทำในอินเตอร์เน็ดหรือโซเชียลมีเดียแบบปัจเจก เราต้องตั้งวงคุยต่อหน้าต่อตาในไทย การแลกเปลี่ยนจะไร้ค่าด้วยถ้าไม่มีเป้าหมายในการจัดขบวนการเคลื่อนไหว และท้ายสุดการแลกเปลี่ยนจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนั้นคำถามแรกที่เราต้องถามคือ “เราต้องการเห็นสังคมไทยที่มีหน้าตาแบบไหน?”

บางคนอาจตอบว่าแค่อยากให้กลับไปสู่ยุคมักษิณก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยาก็พอ แต่สำหรับผม ผมต้องการเห็นสังคมที่ก้าวหน้ากว่านั้นมาก เพราะในยุคทักษิณมีการเข่นฆ่าและละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามยาเสพติดและในปาตานี ยังมีกฏหมาย112 ทหารยังมีบทบาทสูงเกินไปในเรื่องการเมือง และยังมีความเหลื่อมล้ำสูง สภาพความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ไม่ดีพอ ผมอยากเห็นไทยมีรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า ครบวงจร และสร้างบนพื้นฐานการเก็บภาษีก้าวหน้าสูงๆ จากคนรวย ผมอยากเห็นการยกเลิกกฏหมาย 112 นั้นคือแค่จุดเริ่มต้นพื้นฐานของการสร้างประชาธิปไตย ซึ่งควรจะนำไปสู่การยกเลิกการขูดรีดและการกดขี่อื่นๆ ในที่สุด ถ้าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเราต้องมีพรรคสังคมนิยมที่เน้นผลประโยชน์คนธรรมดา สู้เพื่อผลประโยชน์กรรมาชีพและเกษตรกรรายย่อย เพราะเราจะไปฝากความหวังไว้กับนักการเมืองพรรคเพื่อไทยไม่ได้ ฝากความหวังกับกษัตริย์ใหม่ก็ไม่ได้ และแน่นอนมันไม่เกิดเองถ้าเรานิ่งเฉย

ทำไมการต่อสู้ในยุคนี้เกือบจะไม่มีเลย? คำตอบมีสองส่วน ส่วนแรกคือมีการจงใจทำลายขบวนการเสื้อแดง โดยที่แกนนำ นปช. จงใจแช่แข็งการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ และทักษิณก็บอกให้ “รอ” ประสบการณ์จากทั่วโลกสอนให้เรารู้ว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไหนที่ไม่เคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเคยมีสมาชิกเป็นแสนหรือเป็นล้าน ก็จะเน่าตาย หมดสภาพ หรือถอยหลังลงคลอง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเสื้อแดงแล้ว ประเด็นคือถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้เราจะทำอะไรต่อ? นั้งบ่นในวงเหล้า หรือตั้งใจทบทวนแนวทางเพื่อสู้ในรอบใหม่?

24879_385730269924_537184924_3652887_7350322_n

ข้อสรุปจากความล้มเหลวของเสือแดงคือ เราต้องเน้นการนำร่วมจากล่างสู่บนที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่การนำของผู้ใหญ่ที่มีผลประโยชน์ที่ต่างกับมวลชน เราควรดึงขบวนการกรรมาชีพและคนหนุ่มสาวมาร่วม เราไม่ควรสู้แบบยึดถนนตั้งหลักเป็นเดือน แต่ควรประท้วงใหญ่สั้นๆ และควรมีการสร้างความเข้มแข็งในการนัดหยุดงาน เพื่อใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือเราต้องชัดเจนว่าเราต้องการเห็นสังคมแบบไหน ถ้าเราจะปลดแอกตนเองต้องร่วมกันสู้ ต้องมองไปข้างๆ เพื่อหาเพื่อน ไม่ใช่มัวแต่ไปมองข้างบน

NewDemocracy

ในยุคหลังเสื้อแดงมีคนหนุ่มสาวและคนอื่นจำนวนหนึ่งที่กล้าหาญ ออกมาสู้กับเผด็จการประยุทธ์ แต่คราวนี้พวกเขาหันหลังให้กับขบวนการเคลื่อนไหวมวลชน เน้นการสู้แบบปัจเจก และอาศัยการทำข่าวเท่านั้น ผลที่น่าสลดใจคือคนดีๆ อย่างไผ่ดาวดิน ก็ไปติดคุกและปัจเจกคนอื่นโดนกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่อง ปัญหาคือไม่มีขบวนการมวลชนภายนอกคุกที่สามารถเรียกร้องด้วยพลังให้เขาถูกปล่อยตัวหรือเดินต่อไปสู่การล้มเผด็จการ

ท่านจำการลุกฮือ ๑๔ ตุลาได้ไหม? มวลชนครึ่งล้านคนออกมาชุมนุมหลังจากที่นักกิจกรรมโดนเผด็จการจับ และในที่สุดเผด็จการก็ถูกล้มไปสำเร็จ

14October732

ขอพูดตรงๆ ครับ การต่อสู้ในรูปแบบปัจเจกของคนกล้าหาญกลุ่มเล็กๆ ที่ตั้งตัวเป็นวีรชน ก็เหมือนยุงกัดสำหรับเผด็จการทหาร ไม่เหมือนการท้าทายเผด็จการของมวลชนเสื้อแดงในอดีต เรารู้เพราะในตัวอย่างคนเสื้อแดงพวกเผด็จการต้องนำรถถังและทหารติดปืนมาเข้นฆ่าประชาชน

การต่อสู้แบบปัจเจกที่ปฏิเสธการจัดตั้งและปฏิเสธพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นในสเปนเมื่อไม่นานมานี้ก็เงียบไป ถ้าคนบางส่วนในกลุ่มผู้ประท้วงไม่จัดตั้งพรรคซ้าย “โพเดมอส” คงไม่มีอะไรเหลือ

การลุกฮือของมวลชนในตะวันออกกลางสามารถล้มเผด็จการป่าเถื่อนได้ ไม่มีใครเขาออกมาเป็นกลุ่มเล็กๆ มีแต่ออกมาเป็นแสน แต่ปัญหาใหญ่ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอียิปต์ คือ “ล้มเผด็จการแล้วจะนำอะไรมาแทนที่?” คำถามนี้จะถูกตั้งขึ้นและตอบโดยองค์กรทางการเมืองเสมอ พรรคการเมืองนั้นเอง ในกรณีอียิปต์มีแต่พรรคมุสลิมที่ไม่ต้องการเปลี่ยนอะไรมากมาย พร้อมจะทำงานกับทหาร และพร้อมจะใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาดที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ จึงเปิดช่องโหว่ให้เผด็จการกลับมาผ่านการทำรัฐประหารและการเลือกตั้งปลอม

cpt2

ในไทยหลัง ๑๔ ตุลา คำถาม “ล้มเผด็จการแล้วจะนำอะไรมาแทนที่?” ก็ถูกตอบโดยสอง “องค์กรทางการเมือง” กลุ่มรักเจ้าอนุรักษ์นิยม รีบออกมาเพื่อพยายามสร้างเสถียรภาพของการปกครอง ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็มีอีกคำตอบหนึ่งคือ ต้องสู้ต่อไปเพื่อสิ่งที่เขามองด้วยความผิดพลาดว่าเป็น “สังคมนิยม” พคท. เสนอให้เราออกจากเมืองไปเข้าป่า แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์ไปแล้วว่าการหันหลังให้กับมวลชนคนจนและมวลชนผู้ทำงานในเมือง โดยการจับอาวุธ เป็นข้อผิดพลาดที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ แต่อย่างน้อย ๑๔ ตุลาเคยพิสูจน์ว่ามวลชนล้มเผด็จการได้

สรุปแล้วสิ่งที่เราน่าจะทำตอนนี้คือ

1.    ตั้งวงคุยอย่างจริงจังเพื่อทบทวนแนวการต่อสู้ที่ผ่านมา และถกเถียงแลกเปลี่ยนว่าเราต้องการสังคมแบบไหน

2.    จากวงคุยและกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ไปท้าทายเผด็จการโดยตรง เราควรจะรวมกลุ่มคนที่เห็นตรงกันว่าต้องการสังคมที่ก้าวหน้ากว่ายุคทักษิณ เพื่อตั้งพรรคสังคมนิยมใต้ดิน พรรคควรเน้นการศึกษา การเคลื่อนไหวร่วมกับกรรมาชีพและนักศึกษา และกิจกรรมเช่นการช่วยเหลือนักโทษการเมืองทุกคนและคนอื่นที่เป็นเหยื่อของทหาร โดยเฉพาะในปาตานี

3.    ท่ามกลางการทำกิจกรรมประจำวัน ควรมีการศึกษาแนวคิดทางการเมืองต่างๆ โดยไม่ลืมเป้าหมายระยะยาวที่จะล้มเผด็จการและสร้างสังคมใหม่

การตั้งพรรคหรือการจัดตั้งองค์กรทางการเมืองแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันจะช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวต้านเผด็จการเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม และมันจะเป็นเครือข่ายโครงสร้างองค์กรที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วได้เมื่อเกิดการลุกฮืออย่างจรึงจัง

เรื่องนี้ไม่ง่าย แต่ในขณะเดียวกันมันไม่ยากเกินความสามารถของคนธรรมดาด้วย ใครที่บอกว่า “มันยากแต่ฉันจะพยายามทำ” คือคนที่ไม่ต้องการเป็นทาสตลอดกาล

 

Advertisements