ปรองดองของทหารคือการบังคับให้ยอมจำนน

ใจ อึ๊งภากรณ์

กระบวนการที่ทหารเผด็จการเลือกที่จะเรียกว่า “การปรองดอง” ไม่ใช่การสร้างสันติภาพ ความสงบ หรือประชาธิปไตยแต่อย่างใด มันเป็นการบังคับให้ฝ่ายประชาธิปไตยยอมจำนนต่อโจรผู้ปล้นประชาธิปไตยต่างหาก ปรองดองของประยุทธ์มือเปื้อนเลือด คือการ “ดองเผด็จการ” ให้อยู่ต่ออีกยี่สิบปี

นายพลเผด็จการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนายพล “หน้าหมู” หรือ ไอ้ยุทธ์ หรือทาสรับใช้ของมัน อ้างว่าทหารเป็นกลางระหว่างสองฝ่ายที่ขัดแย้งกัน นั้นคือคำหลอกลวงของพวกที่โกหกเป็นสันดานเท่านั้นเอง

ทหารจะเป็นกลางได้อย่างไรในเมื่อทหารเป็นผู้ก่อรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลทักษิณที่มาจากการเลือกตั้งในปี ๒๕๔๙

ทหารจะเป็นกลางได้อย่างไรในเมื่อมันนั่งอมยิ้มปล่อยให้ “พันธมิตรต้านประชาธิปไตย” ยึดทำเนียบและยึดสนามบิน โดยไม่สลายม็อบแต่อย่างใด

ทหารจะเป็นกลางได้อย่างไรในเมื่อทหารก่อตั้งรัฐบาลอภิสิทธ์ในค่ายทหาร ทั้งๆที่ประชาธิปัตย์ไม่เคยชนะการเลือกตั้งเลย

ทหารจะเป็นกลางได้อย่างไรในเมื่อทหารเป็นผู้เข่นฆ่าเสื้อแดงที่ออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๓

24879_385522464924_537184924_3646967_92917_n

ทหารจะเป็นกลางได้อย่างไรในเมื่อคนอย่างไอ้ยุทธ์ประกาศว่าประชาชนไม่ควรเลือกพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี ๒๕๕๔

ทหารจะเป็นกลางได้อย่างไรในเมื่อทหารนั่งอมยิ้มไม่ทำอะไร เมื่อพวกสลิ่มและพระสงฆ์ฟาสซิสต์อย่าง “ไอ้โจรอิสระ” ใช้ความรุนแรงในการล้มกระบวนการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๗ แถมไอ้ยุทธ์กับ “ไอ้โจรอิสระ” เป็นเพื่อนซี้กันด้วย

1328008185

ทหารจะเป็นอิสระได้อย่างไร ในเมื่อไอ้ยุทธ์ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มาจากการเลือกตั้ง

154917704__705502c

ทหารจะเป็นกลางได้อย่างไร ในเมื่อเผด็จการชุดนี้ใช้กฏหมายเถื่อน 112 ในการขังคุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำลายประชาธิปไตยของทหาร มันจะเป็นกลางได้อย่างไรในเมื่อทหารขยัน “ปรับทัศนคติ” ของฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อให้คล้อยตามความคิดเผด็จการ และการไล่ล่านักประชาธิปไตยยังเกิดขึ้นทุกวันอย่างต่อเนื่อง

ทหารจะเป็นกลางได้อย่างไรในเมื่อสถาบันกาฝากอันนี้ มีประวัติอันยาวนานในการทำลายประชาธิปไตยในประเทศไทย และการกอบโกยผลประโยชน์เพื่อตนเองผ่านการคอร์รับชั่น

วิกฤตการเมืองไทยตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นวิกฤตระหว่างพวกที่อยากทำลายประชาธิปไตย และพวกที่ชื่นชมประชาธิปไตย และทหารเป็นส่วนสำคัญของฝ่ายที่ต้องการทำลายประชาธิปไตย ยิ่งกว่านั้นวิกฤตการเมืองนี้มีรากฐานมาจากการที่คนบางส่วน เช่นพวกชนชั้นกลาง ทหาร ข้าราชการอนุรักษนิยม และเอ็นจีโอ ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะมองว่าเสียงส่วนใหญ่เป็นเสียงของผู้ที่ไม่มีวุฒิภาวะในการลงคะแนนในวันเลือกตั้ง

ชัยชนะของพรรคการเมืองฝ่ายทักษิณ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบพรรคเหล่านี้ เป็นชัยชนะจริง เพราะถูกพิสูจน์มาหลายรอบจนฝ่ายเผด็จการต้องใช้วิธีรัฐประหารของทหารหรือของศาลเตี้ยในการล้มรัฐบาล นี่คือสาเหตุที่พวกปฏิกูลการเมืองทั้งหลาย ตั้งหน้าตั้งตาเปลี่ยนระบบการเมือง ผ่าน ”สภาลากลิ้นเลียทหาร” และองค์กรไม่เป็นกลางทั้งหลาย เพื่อลดความสำคัญของเสียงประชาชนลง และเพิ่มอำนาจของทหารและพวกอนุรักษ์นิยมภายใต้ “ยุทธ์ศาสตร์แช่แข็งประเทศไทย20ปี”

วิกฤตการเมืองไทยปัจจุบันไม่ได้มาจากนักการเมืองเลว มันมาจากการที่ทหารเสือกในระบบการเมือง และพวกสลิ่มทั้งหลายไม่มองว่าตัวเองต้องเคารพกติกาประชาธิปไตยแต่อย่างใด

สรุปแล้วไอ้ที่พวกมันเรียกว่า “ปรองดอง” เป็นแค่การบังคับให้ฝ่ายประชาธิปไตยยอมจำนนต่อแผนทำลายประชาธิปไตย 20 ปีของมัน มันเป็นการบังคับให้ปรองดองด้วยกระบอกปืน โดยทหารหวังจะสร้างภาพลวงตาว่าจัดการเลือกตั้งได้ แต่เราก็รู้อยู่ว่ามันจะเป็นการเลือกตั้งที่เสียงประชาชนมีค่าน้อยกว่าความเห็นของทหาร มันจะไม่ใช่การเลือกตั้งเสรี

แล้วถ้าเราต้องการความสงบสุขและการปรองดองจริง ซึ่งประชาชนจำนวนมากคงต้องการ มันจะมีหน้าตาแบบไหน?

ถ้าจะมีการปรองดองเพื่อสร้างประชาธิปไตย และความสงบ มันมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้คือ

  1. ทหารต้องประกาศถอนตัวออกจากการเมืองและกลับเข้ากรมกอง นายพลที่มีส่วนในการก่อรัฐประหารจะต้องลาออกจากการเป็นทหารและสัญญาต่อประชาชนว่าจะไม่เล่นการเมือง ต้องมีการลดงบประมาณทหาร และนำวิธีการบริหารกองทัพโดยพลเรือนที่เป็นผู้แทนประชาชนเข้ามาใช้
  2. ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ ม็อบสุเทพ และสลิ่มชนชั้นกลาง จะต้องปฏิญาณตนต่อหน้าประชาชนว่าจะและความสงบ ยอมรับการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้ง แน่นอนประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ค้าน ประท้วง หรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ แต่จะต้องไม่เรียกร้องให้มีการทำรัฐประหารเมื่อไม่ชอบผลการเลือกตั้ง
  3. จะต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญทหาร และกลับมาใช้รัฐธรรมนูญปี ๔๐ เป็นการชั่วคราวก่อนที่จะปรับแก้ไขให้ดีขึ้นโดยประชาชน ควรจัดการเลือกตั้งเสรีที่โปร่งใสภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ โดยที่กรรมการเลือกตั้งมาจากกลุ่มการเมืองทุกฝ่าย อาจต้องให้มีผู้สังเกตการณ์จากประเทศอื่นที่เป็นประชาธิปไตยมาให้หลักประกันว่ามันเป็นการเลือกตั้งที่สะอาด
  4. จะต้องมีการปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน รวมถึงคนที่โดน 112 และหยุดดำเนินคดีการเมืองทุกประเภท พร้อมกับการยกเลิกกฏหมาย112 และกฏหมายที่เผด็จการร่างออกมาเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

มองแล้ว ในสภาพปัจจุบัน 4 ข้อข้างบนก็คงเป็นแค่ความฝัน เพราะถ้าจะมีการปรองดองที่นำไปสู่ประชาธิปไตยและความสงบ ฝ่ายขบวนการประชาธิปไตยจะต้องเข้มแข็งพอที่จะบังคับให้มีการปรองดองที่ไม่ใช่การยอมจำนนต่อเผด็จการ นั้นคือบทเรียนจากอดีตในไทยและจากทั่วโลกด้วย

Advertisements