จุดยืนมาร์คซิสต์ต่อธรรมกาย

ใจ อึ๊งภากรณ์

นักมาร์คซิสต์สังคมนิยมไม่มีศาสนา เรายึดถือแนวคิด “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” แทนความเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ การวิเคราะห์โลกของเรากระทำไปเพื่อปฏิบัติการในการเปลี่ยนระบบ เราต้องการทำลายการกดขขี่ขูดรีดและเผด็จการ นี่คือสาเหตุที่เราไม่นับถือศาสนา และไม่เห็นด้วยกับปรัชญาศาสนา เพราะศาสนามักพาคนไปตั้งความหวังไว้กับอำนาจเบื้องสูงที่จับต้องไม่ได้ และมักจะเป็นคำสอนที่ถกเถียงด้วยเหตุผลไม่ได้อีกด้วย คือเน้นการเชื่อฟังและศรัทธาอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ศาสนาของนักมาร์คซิสต์ มีความละเอียดอ่อนและแหลมคม

ต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับธรรมกายในไทย เรามีสามจุดยืนที่สำคัญคือ

  1. ศาสนาควรเป็นเรื่องส่วนตัว รัฐไม่ควรเข้ามายุ่ง ศาสนาควรแยกออกจากรัฐโดยสิ้นเชิง และพลเมืองทุกคนควรมีสิทธิเต็มที่ ที่จะนับถือและปฏิบัติศาสนาตามความเชื่อของตนเอง ใครจะนับถือพุทธ โดยไม่มีสังฆราชหรือวัด ก็ควรมีเสรีภาพ ใครจะนับถือผีก็ควรมีสิทธิ์

เลนิน นักปฏิวัติรัสเซีย เคยเน้นว่า การเลือกปฏิบัติต่อคนบนพื้นฐานการนับถือศาสนา หรือไม่นับถือศาสนา เป็นสิ่งที่เราไม่ควรยอมรับ แม้แต่การระบุศาสนาในเอกสารราชการก็ไม่ควรมี และรัฐไม่ควรให้เงินสนับสนุนศาสนาใด พลเมืองที่เป็นศาสนิกชนควรลงขันสนับสนุนศาสนาของตนเองอย่างเสรี

  1. ในโลกของมนุษย์ไม่มีวิธีนับถือศาสนาที่ “แท้จริง” ศาสนาเป็นเรื่องของการปฏิบัติที่แตกต่างกันของหลากหลายมนุษย์ในยุคต่างๆ ดังนั้นทุกนิกายต้องถือว่าเป็นศาสนาแท้

คาร์ล มาร์คซ์ เคยวิจารณ์คนที่มองว่าแก่นแท้ของศาสนาอยู่ที่ “คัมภีร์” เท่านั้น  แต่ถ้าพิจารณาความคิดทางศาสนา จะเห็นว่ามันมักสะท้อนกฏระเบียบที่มนุษย์สร้างเองในบริบทต่างๆ ของสังคม และมนุษย์เป็นผู้เขียน “คัมภีร์” และตีความ “คัมภีร์” ในลักษณะหลายหลายเสมอ การถกเถียงกันระหว่างคนที่ตีความ “คัมภีร์” แตกต่างกัน เป็นเรื่องไม่มีวันจบ และในความเป็นจริงศาสนาต่างๆ จงใจให้มีการตีความหลากหลาย เพื่อเอาใจทุกคนและเพื่อขยายอิทธิพล

  1. ในสังคมที่ไร้เสรีภาพและบ่อยครั้งไร้ความหวัง คนที่นับถือศาสนา นับถือด้วยเหตุผลของเขา เขาไม่ใช่คนโง่เขลา

มาร์คซ์ เคยเขียนว่า “ความทุกข์ของมนุษย์ที่มีรูปแบบออกมาทางศาสนาคือความทุกข์จริง ศาสนาคือการประท้วงต่อความทุกข์จริงในโลก คือการถอนหายใจของผู้ถูกกดขี่ คือหัวใจในโลกที่ไร้หัวใจ คือวิญญาณในสภาพไร้วิญญาณ” แต่ มาร์คซ์ เขียนต่อว่า “ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน” มันให้ความอบอุ่นจอมปลอมนั้นเอง

คำอธิบายนี้เป็นสิ่งที่ใช้แนะท่าทีของเราต่อชายคนที่ผูกคอตายประท้วง คสช. ได้อีกด้วย

ดังนั้นในเรื่องที่เผด็จการทหารของประยุทธ์ปราบวัดธรรมกาย เนื่องจากคสช.มองว่าเป็นกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทางการเมืองกับตนและพรรคพวกของตนเอง ซึ่งรวมถึงพระเลวของเผด็จการอย่างพุทธอิสระ  เราต้องประณาม เราต้องประณามการใช้ ม.44 ในเรื่องนี้ด้วย แม้ว่าชาวมาร์คซิสต์จะไม่สนับสนุนศาสนาใดๆ รวมถึงธรรมกาย

แน่นอน เราขอประณามพระสงฆ์ไทยและพม่าที่เหยียดหยามชาวมุสลิม และเราควรปกป้องชาวมุสลิมที่กำลังถูกกดขี่เหยียดหยามทั่วโลกในยุคนี้

ในเรื่องข้อกล่าวหาต่อพระสงฆ์ว่ากระทำความผิด ต้องมีการนำมาพิสูจน์ในศาลที่มีความยุติธรรม พระไม่ควรมีอภิสิทธิ์พิเศษ แต่ในไทยตอนนี้มีความยุติธรรมหรือไม่?

นอกจากนี้ สตรีที่ต้องการบวชเป็นพระสงฆ์ก็ควรมีเสรีภาพที่จะกระทำสิ่งนั้น กะเทยด้วย ไม่ควรมีใครที่มีอำนาจอะไรมาห้าม

ท้ายสุด เราจะพยายามชักชวนท่านผู้นับถือศาสนา ให้เปลี่ยนใจตามความสมัครใจ และเลิกนับถือศาสนาโดยสิ้นเชิง เราจะชวนให้ท่านหันมาร่วมจับมือกับเพื่อนมนุษย์ ตั้งความหวังไว้กับมนุษย์ และร่วมกันต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีเสรีภาพ ความยุติธรรม และความเท่าเทียม แต่ถ้าท่านยังไม่พร้อมจะสลัดความคิดทางศาสนาออกจากหัว เราก็ยังยินดีร่วมต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านี้กับท่านโดยไร้อคติ

Advertisements

ประเทศไทยควรมีโครงการขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาพลังงานจากแสงแดด

ใจ อึ๊งภากรณ์

ภายใต้กะลาของเผด็จการทหารไทย จอมเผด็จการประยุทธ์มือเปื้อนเลือด กำลังใช้อำนาจจากกระบอกปืนในการหมุนนาฬิกากลับ เพื่อให้ไทยล้าหลังในเรื่องการผลิตพลังงาน

การที่ทหารหัวโบราณหน้าโง่มีอำนาจในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หมายความว่าประเทศไทยกำลังสวนทางกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ที่มีนโยบายพลังงานที่ก้าวหน้า เพราะใครๆ ที่มีสติปัญญายอมรับมานานแล้วว่า การเผาเชื้อเพลิงคอร์บอน โดยเฉพาะในการผลิตไฟฟ้า เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อน

%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99

ดังนั้นประเด็นเรื่องรัฐบาลทหารสั่งการให้เดินหน้าในโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ และเทพา ไม่ใช่แค่เรื่องผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อมในภาคใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องปัญหาของเราทั้งประเทศ และปัญหาของชาวโลกด้วย

ในเรื่องนี้ ทั้ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ) และรัฐบาล ไม่เคยออกมาพูดเลย ดังนั้นมันเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่รักประชาธิปไตยที่จะต้องพูดให้ดังที่สุดว่า การที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้น เป็นผลเสียต่อสังคมไทยทั้งหมด และโลกทั้งโลกอีกด้วย

นอกจากนี้ฝั่งทะเลในภาคใต้ มักจะได้รับผลกระทบจากพายุเป็นประจำ ภาคตะวันออกเฉียงใต้มักจะมีปัญหาฝนแล้ง แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น ภัย “ธรรมชาติ” ดังกล่าวจะร้ายแรงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

17671733_303

ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแสงแดด รัฐบาลไหนที่ก้าวหน้าและต้องการพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลจีของสังคม น่าจะเร่งรีบจัดโครงการขนาดใหญ่ระดับชาติ เพื่อพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดทั่วประเทศ และเริ่มทยอยลดและปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ประเทศจีนและสเปนตอนนี้กำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลจีเพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดอย่างน่าทึ่ง และค่าผลิตไฟจากแสงแดดในไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่องถ้ามีโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ยิ่งกว่านั้นค่าผลิตไฟฟ้าในระบบทุนนิยมปัจจุบัน ไม่เคยคำนึงถึง “ราคา” ที่ต้องจ่ายเมื่อมนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือทำให้โลกร้อนขึ้น ประเด็นนี้นักมาร์คซิสต์ตั้งแต่สมัย คาร์ล มาร์ซ์ เข้าใจดี

p0101170855p1

อย่างไรก็ตามพวกหัวทึบถือปืนที่กำลังคุมกะลาแลนด์ในยุคนี้ เลือกจะไม่สนใจการพัฒนาเทคโนโลจีในสังคม แถมยังแอบรักพลังงานนิวเคลียร์อีกด้วย พลังงานนิวเคลียร์นอกจากจะแพง ทำลายสิ่งแวดล้อม และอันตรายอย่างถึงที่สุดแล้ว ยังเป็นเส้นทางที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีกด้วย นี่คือสาเหตุที่พวกทหารชอบมัน

กองทัพของประเทศต่างๆ มีส่วนสำคัญในการผลิตก๊าซ คาร์บอนไดออคไซท์ (CO2) จากการใช้รถถัง เครื่องบิน และเรือรบ องค์กรที่ผลิต CO2 มากที่สุดในโลกคือกองทัพสหรัฐ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราต้องกำจัดทหารออกจากสังคมไทย และลดงบประมาณทหารอย่างถอนรากถอนโคน เพื่อใช้ทรัพยากรในทางที่จะมีประโยชน์ต่อพลเมืองในสังคม เช่นการผลิตไฟฟ้าจากแสงแดด และลม หรือการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงที่พวกอำมาตย์คัดค้านมาตลอด รถไฟความเร็วสูงสามารถช่วยในการลดปัญหาโลกร้อน เพราะจะทำให้ประชาชนไม่ต้องนั่งเครื่องบินภายในประเทศ

การที่เรามีรัฐบาลเผด็จการหน้าโง่ที่อวดเก่งและคอยปราบผู้เห็นต่าง แปลว่าเสียงของประชาชนที่มีสติปัญญาและอุดมการณ์ก้าวหน้า มักถูกกลบเสมอ แต่เราไม่ควรยอมแพ้

23923731484_6a62272f7a_o

ทุกคนที่รักประชาธิปไตย เสรีภาพ และความก้าวหน้า ควรสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในขณะนี้

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2lh31w9 , http://bit.ly/2lY4GXz

สนับสนุนการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน

ใจ อึ๊งภากรณ์

ปัญหาโลกร้อนเป็นวิกฤติที่จะมีผลกระทบกับมนุษย์ทุกคนในโลกและกับลูกหลานเราอีกด้วย คนในประเทศไทยหนีจากวิกฤตินี้ไม่ได้ การที่โลกเราร้อนขึ้นสองหรือสามองศาในอนาคต จะมีผลมหาศาลกับภูมิอากาศ จะทำให้ฝนแล้งในหลายที่ จนระบบเกษตรหายนะ จะทำให้น้ำท่วมพื้นที่ต่ำๆ เพราะน้ำแข็งในขั้วโลกละลาย และจะทำให้มีพายุร้ายแรงทั่วโลก เพราะมีผลกระทบต่อกระแสน้ำในทะเลและทิศทางลม เราอาจคิดว่าแค่การเพิ่มอุณหภูมิสองหรือสามองศาจะไม่มีผลอะไร แต่ในความเป็นจริงมันจะทำลายความสมดุลของระบบนิเวศน์โลก และก่อให้เกิดวงจรร้ายที่เพิ่มปริมาณความร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ

4400

ปัญหาโลกร้อนเกิดจากการสะสมก๊าซในบรรยากาศโลกประเภทที่ปิดบังไม่ให้แสงอาทิตย์ถูกสะท้อนกลับออกจากโลก ได้ ความร้อนจึงสะสมมากขึ้น ก๊าซหลักที่เป็นปัญหาคือคาร์บอนไดออคไซท์ (CO2) แต่มีก๊าซอื่นๆด้วยที่สร้างปัญหา นักวิทยาศาสตร์คาดว่าก่อนที่จะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในโลก ปริมาณ CO2 ในบรรยากาศมีประมาณ 280 ppm (ppm CO2 คือหน่วย CO2 ต่อหนึ่งล้านหน่วยของบรรยากาศ) แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 385 ppm (เพิ่มขึ้น 2.1 ppm ต่อปี) ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่ม 0.8 องศา หรือ 0.2 องศาทุกสิบปี

ก๊าซ CO2 นี้ถูกผลิตขึ้นเมื่อมีการเผาเชื้อเพลิงคาร์บอน เช่นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ และแหล่งผลิต CO2 หลักๆ คือโรงไฟฟ้าที่เผาถ่านหิน/น้ำมัน/ก๊าซ และระบบขนส่งที่ใช้น้ำมัน โดยเฉพาะรถยนต์ส่วนตัวและเครื่องบิน

ถ้าเราจะแก้ปัญหาโลกร้อน จะต้องมีการเปลี่ยนระบบสังคมในเรื่องใหญ่ๆ ดังนี้คือ

  1. ต้องเปลี่ยนการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงคาร์บอน เช่นถ่านหิน น้ำมันและก๊าซ มาเป็นการผลิตพลังงานจากลม คลื่น และแสงแดด การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่คำตอบ เพราะอันตรายและทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าถ่านหินเสียอีก เราต้องสร้างระบบขนส่งมวลชนที่ประหยัดพลังงานด้วย เช่นรถไฟ แต่ใครจะมีอำนาจในการผลัดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง?
  2. เราต้องนำการวางแผนการผลิตโดยประชาชนส่วนใหญ่ มาใช้แทนกลไกตลาด เพราะการเชิดชูกำไรดุจพระเจ้าจะทำให้เปลี่ยนวิธีการผลิตไม่ได้ ซึ่งแปลว่าเราต้องใช้อำนาจมวลชนมนุษย์เพื่อระงับกลไกตลาด และเพื่อยึดอำนาจรัฐและบริษัทใหญ่จากนายทุน แต่ถ้าสังคมเราอยู่ภายใต้เผด็จการทหาร ประชาชนจะร่วมวางแผนเพื่ออนาคตไม่ได้

tgaevrhxydfrdwa-800x450-nopad

จะเห็นว่าเราต้องปฏิวัติสังคมเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องรอให้มีกระแสปฏิวัติก่อนที่จะทำอะไรได้ ในช่วงนี้เราต้องสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ที่ออกมาค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2lh31w9

การคอรับชั่นเป็นวิถีชีวิตของชนชั้นปกครองไทย

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังจากมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการจ่ายเงินใต้โต๊ะของบริษัท โรลส์รอยซ์ เพื่อโน้มน้าวให้การบินไทยซือเครืองยนต์ T80 และเพื่อทำให้ บริษัท “RRESI” (Rolls-Royce Energy Systems) ได้สัมปทานการทำธุรกิจจาก บริษัท ปตท. เราจะเห็นว่าการจ่ายเงินค่าสินบนดังกล่าวเกิดขึ้นหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง

c1_1186028_170124210843_620x413

เราไม่สามารถทราบตอนนี้ว่าบุคคลใดได้ส่วนแบ่งของเงินดังกล่าว แต่เราสามารถดูได้ว่าคนที่มีตำแหน่งสูงที่ควร “รับผิดชอบ” กับการเกิดคอร์รับชั่นใหญ่ครั้งนี้มีใครบ้าง

thai_airways_plane

การจ่ายเงินใต้โต๊ะที่เกี่ยวข้องกับการบินไทยเกิดขึ้นสามครั้งคือ ระหว่าง 1 มิถุนายน 2534 ถึง 30 มิถุนายน 2535 มีการจ่าย 18.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (658 ล้านบาท) ต่อจากนั้นระหว่างวันที 1 มีนาคม 2535 ถึง 31 มีนาคม 2540 มีการจ่าย 10.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (363 ล้านบาท) และครั้งสุดท้ายคือระหว่างวันที่1 เมษายน 2547 ถึง  28 กุมภาพันธ์ 2548 มีการจ่ายเงิน 7.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (252 ล้านบาท)

สำหรับสินบน 385 ล้านบาท ที่ช่วย โรลส์-รอยซ์ ให้ชนะประมูล 6 โครงการของ ปตท. การจ่ายเงินเกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2543 ถึง 2555

ในช่วงเวลาเหล่านี้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง?

220px-anand_panyarachun

1.อานันท์ ปันยารชุน ผู้ที่ชนชั้นกลางมองว่าเป็น “คนกลาง” “มือสะอาด” แต่อานันท์ถูกแต่งตั้งโดยทหารเผด็จการหลังรัฐประหารปี 34 และ สุจินดา คราประยูร คือตัวหลักของ เผด็จการ รสช. ที่ทำการยึดอำนาจครั้งนั้น

  1. ชวน หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์
  2. บรรหาร ศิลปอาชา จากพรรคชาติไทย
  3. ชวลิต ยงใจยุทธ จากพรรคความหวังใหม่
  4. ทักษิณ ชินวัตร จากพรรคไทยรักไทย
  5. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ถูกแต่งตั้งโดยเผด็จการ คสช. หลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549
  6. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกแต่งตั้งเป็นนายกในค่ายทหารโดยคนอย่าง ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ อนุพงษ์ เผ่าจินดา
  7. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย

บุคคลที่มีบทบาทในการบริหารบินไทยในช่วงที่เกิดการคอร์รับชั่น มีพวกนายพลอย่าง เกษตร โรจนนิล ซึ่งเคยเป็นสมาชิกเผด็จการ รสช. และมีนายทหารกับพลเรือนที่เคยรับใช้เผด็จการหลายคน นอกจากนี้มี ทนง พิทยะ นักการเมืองจากพรรคไทยรักไทย

เราสรุปอะไรได้บ้างจากเหตุการณ์อื้อฉาวครั้งนี้?

ในประการแรก เราจะเห็นว่าภายใต้เผด็จการทหาร รสช. และ คมช. มีการโกงกินพอๆ กับภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ทหารชอบอ้างว่า “ต้อง” ทำรัฐประหารเพื่อกำจัดการคอร์รับชั่น และอย่าลืมว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยมีบทบาทใน คมช. ด้วย เรื่องนี้ไม่น่าจะทำให้เราแปลกใจเลย เพราะการโกงกินเกิดขึ้นภายใต้เผด็จการทหารทุกชุดตั้งแต่ 2475 และทุกวันนี้การคอร์รับชั่นยังเกิดขึ้นในหลายรูปแบบภายใต้เผด็จการของประยุทธ์ แม้ในยุครัฐบาลพลเรือน ทหารก็มีโอกาสกินเงินด้วยการมีตำแหน่งในกรรมการบริหารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจริงๆ แล้วทหารไม่ควรมีหน้าที่ในกรรมการบริหารรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด

ในประการที่สองการโกงกินเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทุกชุด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากพรรคประชาธิปัตย์ ชาติไทย ความหวังใหม่ ไทยรักไทย หรือเพื่อไทย และรัฐบาลเท็คโนแครดที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ไม่ขาวสะอาดด้วย

ในประการที่สาม ชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือนักการเมือง เกี่ยวข้องกับการคอร์รับชั่นทั้งทางอ้อมหรือทางตรงทั้งนั้น ซึ่งประกอบกับความไร้ประสิทธิภาพของตำรวจและศาล คงเป็นสาเหตุสำคัญที่เราคงไม่มีวันทราบว่าใครได้ผลประโยชน์จากการรับสินบนจากโรลส์รอยซ์ และแน่นอนคงไม่มีตัวใหญ่ๆ ที่จะถูกลงโทษ

การคอร์รับชั่นมีทั้งแบบผิดกฏหมายและถูกกฏหมายด้วย ตัวอย่างของการคอร์รับชั่น “ถูกกฏหมาย” คือการที่ทหารทำรัฐประหารและแต่งตั้งตัวเองและเพื่อนหรือญาติพี่น้อง เข้ามารับตำแหน่งที่มีเงินเดือนจากภาครัฐ

ในประการที่สี่ การโกงกินเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยม มันแยกออกจากระบบนี้ไม่ได้เลย เราเห็นชัดเพราะบริษัทข้ามชาติตะวันตกพยายามใช้เงินติดสินบนเพื่อเอาชนะคู่แข่งเป็นประจำ การคอร์รับชั่นไม่ใช่ปรากฏการณ์ไทยๆ อย่างเดียว ในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ นักการเมืองมีผลประโยชน์ทับซ้อนบ่อย ล่าสุดคือรัฐบาลของทรัมพ์ และนักการเมืองในยุโรปก็โกงเงินค่าใช้จ่ายจากรัฐในลักษณะทุจริตเสมอ

ข้อแตกต่างระหว่างประเทศที่มีเสรีประชาธิปไตยกับประเทศไทยคือ ในประเทศเหล่านั้น ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีมวลชนคนธรรมดา รวมถึงขบวนการสหภาพแรงงาน สื่อมวลชน กับพรรคฝ่ายค้าน มีพลังในการตรวจสอบจับผิดคนที่โกงกินมากกว่าในไทย

การปรท้วงที่โรเมเนีย
การประท้วงที่โรเมเนีย

เราพึ่งเห็นความสำคัญของมวลชนและขบวนการเคลื่อนไหวในประเทศโรเมเนียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะมีการบังคับให้รัฐบาลต้องถอนกฏหมายฟอกตัวคนโกงหลังจากการประท้วงใหญ่อย่างต่อเนื่อง

คนเป็นแสนออกมาที่โรเมเนีย
คนเป็นแสนออกมาที่โรเมเนีย

ปัญหาเรื้อรังของการคอร์รับชั่นในไทย เป็นปัญหาของการที่พลเมืองธรรมดาไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบ วิจารณ์ และถอดถอนคนข้างบนในสังคม มันเป็นปัญหาของการมี “ประชาธิปไตยไม่พอ” มากกว่าสิ่งอื่น

นี่คือสาเหตุที่ในระยะยาวเราต้องพลิกแผ่นดินกำจัดชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นตราบใดที่ประชาชนยังไม่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน และไม่มีพรรคการเมืองสังคมนิยมของคนชั้นล่าง

โรซา ลัคแซมเบอร์ค สตรีนักปฏิวัติ

ใจ อึ๊งภากรณ์

นักวิชาการในปัจจุบันที่กล่าวถึง โรซา ลัคแซมเบอร์ค มักจะบิดเบือนประวัติและผลงานของสตรีนักปฏิวัติคนนี้ โดยพยายามสร้างภาพว่าเขาเป็นคนที่ปฏิเสธการต่อสู้แบบสุดขั้วตามแนวมาร์คซิสต์ ในปัจจุบันมีความพยายามจะแยกเขาออกจากนักต่อสู้มาร์คซิสต์อย่าง เลนิน หรือ ตรอทสกี้ โดยคนที่ชอบพูดว่าสังคมนิยมมันหมดยุคไปแล้ว

rosa-luxemburg

อย่างไรก็ตาม โรซา ลัคแซมเบอร์ค เป็นนักปฏิวัติที่กล้าท้าทายกระแสหลักตลอดเวลา ตอนเป็นสาววัย 27 ปี เขากล้าเขียนบทความท้าทายพวก “ผู้ใหญ่” ในพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมัน เช่น คาร์ล เคาท์สกี และเอดวาร์ด เบิรน์สไตน์ เพราะมองว่าพวกนั้นเป็นพวกนักปฏิรูปที่ยอมจำนนต่อทุนนิยม

แนวคิดของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมันในยุคนั้นมีความขัดแย้งในตัว คือทั้งๆ ที่เสนอว่า “ต้องปฏิวัติล้มระบบทุนนิยม” ในรูปธรรมกิจกรรมประจำวันของพรรคจะเป็นรูปแบบการค่อยๆ กดดันให้มีการปฏิรูปทุนนิยมผ่านรัฐสภา ไม่ใช่ล้มระบบ ในที่สุดคนอย่าง เอดวาร์ด เบิรน์สไตน์ ก็เสนอว่าทฤษฏีของมาร์คซ์ และเองเกิลส์ “ผิดพลาด” ตรงที่มองว่าต้องปฏิวัติทุนนิยม เพราะ เบิรน์สไตน์ มองว่าตอนนั้นในเยอรมันสามารถค่อยๆ เปลี่ยนแปลงระบบผ่านการเลือกตั้งในรัฐสภาได้

โรซา ลัคแซมเบอร์ค เขียนไว้ในบทความ  “ปฏิรูป หรือ ปฏิวัติ?” เพื่อเถียงกับพวกสังคมนิยมอนุรักษ์นิยมที่ชอบกล่าวหานักปฏิวัติมาร์คซิสต์ว่ารอแต่วันปฏิวัติในขณะที่ไม่สนใจการต่อสู้ประจำวัน….

“สังคมนิยมมาร์คซิสต์ต่อต้านการปฏิรูปที่ค่อยเป็นค่อยไปจริงหรือ?  เราสามารถนำการปฏิวัติสังคม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสังคมปัจจุบันโดยสิ้นเชิงและเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเรา มาเปรียบเทียบและหาข้อแตกต่างกับการปฏิรูปแบบค่อยเป็นค่อยไปได้หรือไม่? เราทำไม่ได้โดยเด็ดขาด!! การต่อสู้ประจำวันเพื่อการปฏิรูป เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ประจำวันของชนชั้นกรรมาชีพภายในกรอบของสังคมปัจจุบัน หรือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นโอกาสเดียวของชาวสังคมนิยมที่จะลงมือร่วมสู้ในสงครามชนชั้นของชนชั้นกรรมาชีพ เพื่อบรรลุจุดเป้าหมายสุดท้าย คือการยึดอำนาจทางการเมืองและการทำลายระบบการจ้างงาน สำหรับชาวสังคมนิยม การปฏิรูปทางสังคมและการปฏิวัติมีสายใยผูกพันเชื่อมโยงที่ไม่สามารถตัดขาดได้  วิธีการต่อสู้คือ ผลักดันการปฏิรูปเล็กๆน้อยๆ แต่เป้าหมายคือการปฏิวัติ”

แต่ในขณะเดียวกัน โรซา ลัคแซมเบอร์ค วิจารณ์พวกสังคมนิยมอนุรักษ์นิยมที่มองว่าการปฏิรูปค่อยเป็นค่อยไปเป็นทางเลือกใหม่ ที่ทำให้การปฏิวัติไม่จำเป็นแล้ว เขาอธิบายว่าถ้าไม่มีพลังที่จะผลักดันการปฏิวัติ การปฏิรูปจะไม่เกิดเลย…

“ชะตากรรมของประชาธิปไตย  ผูกพันกับชะตากรรมของชนชั้นกรรมาชีพ  แต่การพัฒนาประชาธิปไตยทำให้การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพหรือการยึดอำนาจทางการเมืองโดยกรรมกรไม่จำเป็น หรือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริงหรือ?…การปฏิรูปกฎหมายและการปฏิวัติไม่ใช่วิธีการที่แตกต่างกันในกระบวนการทางประวัติศาสตร์ เพื่อเป้าหมายเดียวกันแต่อย่างใด มันไม่เหมือนการเลือกไส้กรอกร้อนหรือไส้กรอกเย็นในร้านค้า การปฏิรูปทางกฎหมายและการปฏิวัติเป็นปัจจัยที่แตกต่างกันในการพัฒนาสังคมชนชั้นจริง  แต่ทั้งสองจะมีผลกระทบซึ่งกันและกัน เกิดขึ้นควบคู่กันไป และในขณะเดียวกันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน เหมือนขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ หรือชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ การปฏิรูปกฎหมายทุกชนิดเป็นผลจากการปฏิวัติ ในประวัติของชนชั้น การปฏิวัติเป็นการสร้างสรรค์ทางการเมือง การปฏิรูปจึงไม่มีพลังของมันเองที่สามารถแยกออกจากการปฏิวัติได้”

rluxemburgcpwz

นอกจากนี้ โรซา ลัคแซมเบอร์ค ย้ำเสมอว่าประชาธิปไตยภายใต้ทุนนิยมเป็นสิ่งที่เราควรต่อสู้เพื่อได้มาหรือปกป้องไว้ ทั้งๆที่มันไม่ใช่สังคมนิยม…

“ถ้ามองจากมุมมองของนายทุน บางครั้งเขาจะไม่ให้ความสำคัญกับระบบประชาธิปไตย หรือเขาอาจรำคาญกับระบบนี้ด้วยซ้ำ แต่สำหรับชนชั้นกรรมาชีพ ระบบประชาธิปไตยเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง สำคัญเพราะรูปแบบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระบบนี้ เช่นการบริหารตนเองและสิทธิในการลงคะแนนเสียง ชนชั้นกรรมาชีพสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการแปรรูปทุนนิยมได้ ฉะนั้นระบบประชาธิปไตยมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นกรรมาชีพ เนื่องจากการใช้สิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตยในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นทางเดียวที่จะทำให้ชนชั้นกรรมาชีพเกิดจิตสำนึกในผลประโยชน์ของชนชั้นตนเอง และภาระทางประวัติศาสตร์ของชนชั้นตนเอง ถ้าจะสรุปสั้นๆ ประชาธิปไตยไม่ได้มีความสำคัญเพราะจะทำให้การยึดอำนาจโดยชนชั้นกรรมาชีพไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่เพราะมันทำให้การปฏิวัติยึดอำนาจดังกล่าวมีความจำเป็นและความเป็นไปได้ต่างหาก”

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้นในปี 1914 พวกนักสังคมนิยมที่เคยพูดในนามธรรมว่าต้านสงคราม กลับหันไปรับแนวชาตินิยมของชนชั้นนายทุนท่ามกลางกระแสปลุกสงคราม มีแต่ โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ สหายใกล้ชิดของเขาชื่อ คาร์ล ลีบนิค ที่กล้าค้านสงครามจนต้องติดคุก

karlandrosa

หลังสงครามสิ้นสุดลงท่ามกลางการปฏิวัติรัสเซียปี 1917 กระแสปฏิวัติในประเทศต่างๆ ของยุโรปพุ่งสูง มีการเดินขบวนของทหารเรือติดอาวุธร่วมกับคนงานท่าเรือที่เมือง เคียล์ หลังจากนั้นมีการตั้งกรรมการทหาร ในเมือง บเรเมน, แฮนโนเวอร์, โคโลน, ไลป์ซิก, ดเรสเดน และเมืองอื่นๆ อีกมากมาย ทหารชั้นล่างกับคนงานยึดเมือง มิวนิค และมีการประกาศตั้งสาธารณรัฐโซเวียดของแคว้น บาวาเรีย ซึ่งอยู่ได้หลายเดือน ส่วนในเมืองหลวง เบอร์ลิน ทหารชั้นล่างติดอาวุธร่วมกับกรรมาชีพถือธงแดงในการเดินขบวน และนักสังคมนิยมอย่าง คาร์ล ลีบนิค ปรากฏตัวที่ระเบียงพระราชวังเพื่อประกาศว่ามีการก่อตั้ง “สาธารณรัฐสังคมนิยม” และเริ่มกระบวนการ “ปฏิวัติโลก” ซึ่งทำให้พระเจ้าไคเซอร์ต้องหนีออกนอกประเทศทันที

Retuschiertes OriginalAufnahmedatum: 1919Aufnahmeort: BerlinMaterial/Technik: FotografieSystematik: Geschichte / Deutschland / 20. Jh. / Weimarer Republik / Januar-Februar 1919 / Spartakus / Liebknecht
Retuschiertes Original
Aufnahmedatum: 1919
Aufnahmeort: Berlin
Material/Technik: Fotografie
Systematik:
Geschichte / Deutschland / 20. Jh. / Weimarer Republik / Januar-Februar 1919 / Spartakus / Liebknecht

พวกสังคมนิยมเยอรมันส่วนใหญ่สองจิตสองใจเรื่องการปฏิวัติ คือแกว่งไปแกว่งมาระหว่างการปฏิวัติกับการปฏิรูประบบเดิม มีแค่ “กลุ่มสันนิบาตสบาร์ตาคัส” ของ โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ คาร์ล ลีบนิค เท่านั้นที่ชัดเจนว่าต้องปฏิวัติสังคมนิยม อย่างไรก็ตามกลุ่มนี้พึ่งแยกตัวออกจากพวกพรรคสังคมนิยมปฏิรูปก่อนหน้านี้ไม่นาน จึงไม่ได้มีการจัดตั้งมวลชนอย่างเป็นระบบ ในที่สุดไม่เข้มแข็งพอที่จะนำการปฏิวัติได้

ในปลายเดือนธันวาคม 1918 รัฐมนตรีมหาดไทย นอสก์ จากพรรคสังคมนิยม ตัดสินใจสร้างกองกำลังทหารรับจ้าง “ไฟรคอพส์” ที่ประกอบไปด้วยพวกอนุรักษ์นิยมคลั่งชาติ เพื่อตระเวนไปทั่วเยอรมันและปราบปรามทำลายขบวนการแรงงานและนักสังคมนิยมปฏิวัติ บางหน่วยของกองกำลังนี้เริ่มใช้ธงสวัสติกะ ซึ่งกลายเป็นสัญญลักษณ์นาซีภายใต้ฮิตเลอร์

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเยอรมันชื่อ เอเบอร์ด จากพรรคสังคมนิยมปฏิรูป วิ่งไปจับมือทันทีกับพวกนายพลเก่า เพื่อ “สร้างความสงบเรียบร้อย” และการสร้างความสงบเรียบร้อยสำหรับระบบทุนนิยมแปลว่าต้องจัดการกับนักปฏิวัติ อย่าง โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ คาร์ล ลีบนิค ซึ่งมีฐานสนับสนุนในมวลชนทหารระดับล่างและกรรมาชีพของเมือง เบอร์ลิน

ฝ่ายนายพลและรัฐบาลสร้างเรื่องให้มีการลุกฮือ เพื่อปราบปรามขบวนการปฏิวัติ จน โรซา ลัคแซมเบอร์ค กับ คาร์ล ลีบนิค ถูกฆ่าทิ้ง มีการโยนศพลงคลองในวันที่ 15 มกราคม 1919 หลังจากนั้นพวกคนชั้นกลางก็เฉลิมฉลองด้วยความดีใจและความป่าเถื่อนตามเคย

01-15b

สำหรับนักเคลื่อนไหวในไทยในยุคปัจจุบัน มันมีบทเรียนสำคัญจากชีวิต โรซา ลัคแซมเบอร์ค คือ (1) การปฏิรูปที่ทำให้สังคมเดินหน้า ต้องอาศัยพลังการต่อสู้ระดับการปฏิวัติเสมอ ไม่ใช่การประนีประนอมหรือการปรองดอง ความก้าวหน้าหลังการลุกฮือล้มเผด็จการทหารในยุค 14 ตุลา หรือพฤษภา 35 เป็นสิ่งที่พิสูจน์ความจริงอันนี้ (2) ต้องจัดตั้งองค์กรสังคมนิยมปฏิวัติให้เข้มแข็งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าไม่มีองค์กรณ์แบบนั้นการลุกฮือจะโดนลากเพื่อไปรับใช้อำนาจเดิม (3) นักปฏิวัติทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ต้องกล้าท้าทาย “ผู้ใหญ่” ทั้งหลายที่เริ่มแปรตัวเป็นคนอนุรักษ์นิยม (4) ถ้าไม่มีการปฏิวัติล้มระบบทุนนิยมสังคมจะวนเวียนอยู่ในความป่าเถื่อนตลอดไป แต่ในขณะเดียวกันนักปฏิวัติต้องสนใจการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ประจำวัน และการต่อสู้เพื่อปราธิปไตยเสมอ