ทำไมเผด็จการประยุทธ์น้ำลายฟูมปากเรื่องการเผยแพร่รูปและข่าวเรื่องกษัตริย์?

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลังจากที่รัฐบาลเผด็จการทหารประกาศห้ามไม่ให้ประชาชนติดตาม ติดต่อ เผยแพร่ หรือกระทำการใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการเผยแพร่ เนื้อหา ข้อมูล ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และ แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล ซึ่งคำประกาศดังกล่าวไม่อาศัยหลักกฏหมายที่มีความชอบธรรมแต่อย่างใด คำถามสำคัญคือ คำประกาศดังกล่าวบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองในไทย?

ผมไม่ทราบว่า “คุณโอ” โกรธเคืองเรื่องการเผยแพร่รูปภาพและข่าวดังกล่าวหรือไม่ อย่างที่บางท่านสงสัย แต่มันก็มีคำถามตามมาคือ ถ้าไม่อยากให้เผยแพร่ ทำไมไปโง่เดินห้างในต่างประเทศกับเมียเพื่อโชว์ลายสักและร่างกายให้กับสาธารณชน? ตรงนี้ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะเดาใจคนเพี้ยนแบบนี้ไม่เป็น

แต่มันมีสาเหตุอันสำคัญยิ่งที่รัฐบาลเผด็จการต้องการจะคุมการเผยแพร่ของภาพและข่าวดังกล่าว เพราะมันเพิ่มความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของเผด็จการในระยะยาว

อดีตกษัตริย์ภูมิพล ราชินี และลูกชายที่ปัจจุบันขึ้นมาเป็นกษัตริย์ มีภาพเสมือนว่ามีอำนาจ แต่แท้จริงไม่มีอำนาจ และไม่เคยมีอำนาจ มีแต่บทบาทหน้าที่ในละครใหญ่เพื่อการหลอกปกครองประชาชนโดยทหารและชนชั้นนำไทย

เวลาทหารจะก่อรัฐประหารหรือทำอะไรที่มีผลกระทบต่อสังคม มีการคลานเข้าไปหากษัตริย์ เพื่อสร้างภาพว่าไป “รับคำสั่ง” แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการ “แจ้งให้ทราบ” ว่าทหารตัดสินใจทำอะไรก่อนหน้านั้น มันเป็นละครครั้งใหญ่ที่ผู้คลานมีอำนาจเหนือผู้ถูกกราบไหว้ องค์มนตรีมีไว้เพื่อเป็นกลุ่มประสานงานระหว่างส่วนต่างๆ ของชนชั้นปกครอง เช่นทหารชั้นผู้ใหญ่ นายทุนใหญ่ นักการเมืองอาวุโส หรือข้าราชการชั้นสูง และจะต้องสรุปความเห็นส่วนใหญ่ของพวกนี้ทั้งหมดเพื่อแนะแนวสั่งการให้กษัตริย์

การสร้างภาพว่ากษัตริยเป็นใหญ่ มีประโยชน์ต่อเผด็จการที่คอยบังคับให้เราจงรักภักดีต่อกษัตริย์และราชวงศ์ เพราะการจงรักภักดีดังกล่าวเป็นการจงรักภักดีต่อทหารและส่วนอื่นๆ ของชนชั้นปกครอง

ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์จะไม่พบช่วงไหนที่กษัตริย์ภูมิพลเคยมีอำนาจสั่งการอะไรได้ อาจแสดงความเห็นบ้าง แต่บ่อยครั้งก็ไม่มีใครฟัง เช่นกรณีที่นายภูมิพลชมเผด็จการสุจินดาในปี ๒๕๓๕ หรือกรณีรัฐบาล หลัง ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ที่มีนายกรัฐมนตรีคนโปรดของนายภูมิพล แต่อยู่ได้แค่ปีเดียว เพราะทหารและอำมาตย์อื่นมองว่ารัฐบาลนี้สุดขั้วเกินไปและกำลังสร้างปัญหา หรือแม้แต่กรณีการใช้เศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่มีใครใช้อย่างจริงจัง แม้แต่ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ตอนที่นายกทักษิณมีอำนาจและอิทธิพล นายภูมิพลก็ชมสงครามยาเสพติดที่ฆ่าคนบริสุทธิ์กว่าสามพันคน  และมีการร่วมธุรกิจระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์กับบริษัท Shin Corp ของนายกทักษิณอีกด้วย

ในกรณีกษัตริย์ใหม่ “คุณโอ” ไม่เคยสนใจการเมืองและสังคมไทยเลย เพราะหมกมุ่นแต่ในการเสพสุขส่วนตัว การเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะมีผลกระทบกับธุระและผลประโยชน์ส่วนตัวของกษัตริย์ที่จะใช้วิธีชีวิตตามใจชอบเท่านั้น การปลดเจ้าหน้าที่รอบข้างในวังก็เช่นกัน มันไม่ต่างจากอำนาจของโจรมาเฟียท้องถิ่นตัวเล็กๆ เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับอำนาจทางการเมืองที่จะกำหนดนโยบายทางสังคมการเมืองในระดับชาติ หรือนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่อย่างใด

การใช้สถาบันกษัตริย์โดยทหารเผด็จการ เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความชอบธรรมในการแทรกแซงการเมือง จำต้องแลกกับการให้เสรีภาพกับกษัตริย์ ในเรื่องวิถีชีวิตส่วนตัว ต้องแลกกับการเอาเงินสาธารณะไปให้กษัตริย์ใช้อย่างฟุ่มเฟือย และต้องแลกกับการยกยอกษัตริย์ให้หัวพองโตด้วยการคลานและกราบไหว้ ในขณะที่อำนาจทางการเมืองและสังคมจริงอยู่ในมือทหารและพรรคพวกในหมู่ชนชั้นปกครอง

แต่ละครการสร้างความชอบธรรมให้เผด็จการนี้ขึ้นอยู่กับการสร้างภาพความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลที่เป็นกษัตริย์ด้วย และในกรณี “คุณโอ” ความน่าเชื่อถือนี้ถูกทำลายตลอดเวลาจากพฤติกรรมของตัวเขาเอง เช่นการเดินห้างกับเมียเพื่อโชว์ลายสัก หรือพฤติกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

ดังนั้นการเผยแพร่ภาพความจริงและข่าวเกี่ยวกับ “ผู้ที่ยืนอยู่เหนือหัวเราทั้งชาติ” จึงเป็นภัยต่อความมั่นคงของเผด็จการ แต่ไม่ใช่ภัยต่อความมั่นคงของประชาชนแม้แต่นิดเดียว และการพยายามคุมโซเชียล์มีเดีย เป็นงาน “กลิ้งหินขึ้นภูเขา” ซึ่งไม่มีวันสำเร็จ

แต่ขออนุญาตเตือนเพื่อฝูงผู้รักประชาธิปไตยหน่อย การหมกมุ่นกับพฤติกรรมในวังมากเกินไป เสี่ยงกับการเบี่ยงเบนการวางแผนการต่อสู้เพื่อล้มเผด็จการและสร้างประชาธิปไตย เพราะพุ่งเป้าไปที่ตัวปลอม และอาจทำให้เราลืมความสำคัญของการสร้างขบวนการมวลชนอีกด้วย

Advertisements