การนัดหยุดงานกับการสร้างเสรีภาพ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ท่ามกลางความมืดมนของเผด็จการที่วางแผนคุมสังคมเราในระยะยาว เราต้องตั้งคำถามว่าพลังไหนในสังคมจะปลดแอกประชาชนและสร้างเสรีภาพ?

การสร้างพลังของขบวนการสหภาพแรงงานในไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างเสรีภาพ สังคมเราจะได้ไม่ต้องวนเวียนอยู่กับเผด็จการ การทำรัฐประหาร  และสภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างต่อเนื่องเหมือนไม่มีจุดจบ นี่คือบทเรียนจากประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก เกาหลีใต้ ลาตินอเมริกา และอียิปต์

13124929_1181060888592867_9078848768920258106_n

แน่นอนเราไม่สามารถจะไปหวังว่า สลิ่มชนชั้นกลาง ผู้ที่เคยเป็นความหวังของใครๆ ในอดีต จะสนใจสร้างเสรีภาพ พวกเขาพิสูจน์ตนเองเป็นรูปธรรมว่าเป็นศัตรูของเสรีภาพ

อย่างไรก็ตามขบวนการแรงงานไทยตอนนี้อ่อนแอเกินไป ไร้ประสิทธิภาพในการนำตนเองเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งถูกฝ่ายปฏิกิริยาแทรกแซง และเกือบจะไม่มีการจัดตั้งทางการเมือง บางส่วนของขบวนการมองรัฐบาลทหารว่าเป็น “ผู้อุปถัมภ์” อีกด้วย ที่สำคัญคือควบคู่กับการสร้างพลังของกรรมาชีพ เราไม่สามารถละเว้นการสร้างพรรคสังคมนิยมด้วย ดังนั้นภารกิจสำคัญของเราควรจะเป็นการสร้างพรรคสังคมนิยมของคนหนุ่มสาวมีไฟที่ลงไปทำงานกับขบวนการสหภาพแรงงาน

ทำไมกรรมาชีพมีบทบาทชี้ขาดในการสร้างประชาธิปไตย เสรีภาพ และสังคมนิยม?

ชนชั้นกรรมาชีพตามนิยมของนักมาร์คซิสต์ คือ ทุกคนที่ไร้ปัจจัยการผลิต ดังนั้นลูกจ้างทุกคนที่ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษถือว่าเป็นกรรมาชีพ ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรโรงงาน พนักงานปกคอขาว คนขับรถเมล์ พนักงานในภาคบริการ พยาบาล หรือครูบาอาจารย์

3350df5709f4453fafae41703dc8a35e

ความสำคัญของชนชั้นกรรมาชีพ เป็นเพราะชนชั้นกรรมาชีพมีอำนาจซ่อนเร้นอยู่สูง เนื่องจากกรรมาชีพเป็นชนชั้นใหม่ที่ระบบทุนนิยมสร้างขึ้นมาในใจกลางของระบบ เศรษฐกิจทุนนิยมต้องอาศัยการทำงานของชนชั้นกรรมาชีพทั้งสิ้น นายทุนนายจ้างและเครื่องจักรต่าง ๆ ไม่สามารถทำงานแทนชนชั้นกรรมาชีพได้ เมื่อกรรมาชีพนัดหยุดงานทั่วประเทศ ทหารและตำรวจปราบยากกว่าการชุมนุมบนท้องถนน

ชนชั้นกรรมาชีพมีความสัมพันธ์พิเศษในระบบการผลิตทุนนิยมด้วย เพราะทุนนิยมผลักดันให้ชนชั้นกรรมาชีพเข้ามาทำงานร่วมกันในสถานที่ทำงานใหญ่ โดยที่งานของแต่ละคนต้องอาศัยพึ่งพางานของเพื่อนร่วมงานตลอด ซึ่งการทำงานแบบนี้ช่วยส่งเสริมความคิดในเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่เหมือนพวกนายทุนน้อย นอกจากนี้ชนชั้นกรรมาชีพเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมสมัยใหม่ทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย

จะขอยกคำเขียนของนักสังคมนิยมสองคนในอดีต เพื่อขยายความเรื่องการนัดหยุดงาน และการต่อสู้ทางการเมือง

rluxemburgcpwz

บทความ “การนัดหยุดงานทั่วไป” ของ โรซา ลัคแซมเบอร์ค นักมาร์คซิสต์สตรีชาวเยอรมัน-โปแลนด์ เป็นบทความที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง การลุกฮือโดยอัตโนมัติและเสรี กับการจัดตั้งทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างการต่อสู้ในเรื่องปากท้อง กับการต่อสู้ทางการเมือง

โรซา ลัคแซมเบอร์ค เขียนไว้ว่า…..“ในการนัดหยุดงานทั่วไปเราไม่สามารถแยกเศรษฐศาสตร์ออกจากการเมืองได้เลย การนัดหยุดงานทั่วไปแบบ “การเมือง” ไม่ใช่จุดสูงสุดของการต่อสู้ของสหภาพแรงงานและไม่ใช่เรื่องที่สามารถแยกออกจากการนัดหยุดงานประเภท “ปากท้อง” ได้ ถึงแม้ว่ากระบวนการของกระแสการนัดหยุดงานทั่วไปเกิดจากการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องปากท้อง และในขณะที่มันพัฒนาไปมันผ่านหลายๆ ขั้นตอนของการประท้วงทางการเมืองก็จริง แต่มันไม่ใช่การพัฒนาในทิศทางเดียวเท่านั้น หลังจากการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ทางการเมืองทุกครั้ง กระแสลำธารแห่งการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องปากท้องก็ย่อมเกิดขึ้น พูดง่ายๆ เรื่องปากท้อง (หรือเศรษฐกิจ) กับเรื่องการเมืองจะหนุนกันไปหนุนกันมาตลอดเวลา”

“ในเรื่องของจิตสำนึกและการนำในการต่อสู้นัดหยุดงานทั่วไป ถ้าเราเข้าใจว่าการนัดหยุดงานทั่วไปคือผลิตผลของการต่อสู้ในระยะยาวภายใต้กระแสการปฏิวัติ เราจะเข้าใจดีว่าไม่มีใครสามารถจัดตั้งมันขึ้นมาได้ และไม่มีใครที่สามารถวางแผนให้มันเกิดได้ พรรคการเมืองของฝ่ายสังคมนิยมสามารถปลุกระดมให้เกิดการประท้วงได้ แต่ไม่สามารถก่อให้เกิดกระแสการนัดหยุดงานทั่วไปและกระแสการปฏิวัติได้ ถึงแม้ว่าทิศทางการต่อสู้ในช่วงกระแสการปฏิวัติเป็นเรื่องที่กำหนดไม่ได้ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพรรคสังคมนิยมไม่มีภาระกิจอันใดทั้งสิ้น เพราะท่ามกลางการต่อสู้อันหลากหลายและสับสน ท่ามกลางการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยของการนัดหยุดงานทั่วไป นักสังคมนิยมจะถูกเรียกร้องให้ขึ้นมามีบทบาทนำในทางการเมือง ในสถานการณ์แบบนี้หน้าที่หลักของนักสังคมนิยมคือการนำเอาพลังมหาศาลอันหลากหลายของกรรมาชีพที่ระเบิดออกมา มารวมตัวรวมพลังเพื่อยกระดับการต่อสู้ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

1917-russian-revolution

บทความของ เลนิน “ว่าด้วยการนัดหยุดงาน” อธิบายถึงความสำคัญของการนัดหยุดงานในการแสดงพลังของกรรมาชีพ และเสนอว่าการนัดหยุดงานเป็น “โรงเรียนการทำสงครามทางชนชั้น” ที่เปิดหูเปิดตากรรมาชีพ แต่เลนินเน้นว่าโรงเรียนการทำสงครามแตกต่างจากสงครามจริง การนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานสำคัญ แต่การปลดแอกมนุษย์ต้องอาศัยการจัดตั้งพรรคการเมืองและการปฏิวัติด้วย

เลนิน เขียนว่า “การนัดหยุดงานทุกครั้งเป็นเครื่องเตือนใจนายทุนว่ากรรมาชีพต่างหากที่เป็นเจ้านายแท้ของระบบ การนัดหยุดงานสอนให้กรรมาชีพเข้าใจว่า พลังอำนาจของนายจ้างและพลังอำนาจของกรรมาชีพเองเป็นไปในรูปแบบไหน มันสอนให้กรรมาชีพนึกถึงชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นและชนชั้นกรรมาชีพทั้งชนชั้น ไม่ใช่แค่นายจ้างของตนเองหรือเพื่อนร่วมงานของตนเองเท่านั้น เมื่อเจ้าของโรงงานที่สะสมทรัพย์เป็นล้านๆ จากงานของกรรมาชีพหลายรุ่นหลายสมัย ไม่ยอมขึ้นค่าแรงแม้แต่นิดเดียวหรือพยายามลดค่าแรง และเมื่อเขาปลดคนงานที่กล้ายืนขึ้นต่อสู้ออกจากโรงงาน จนครอบครัวกรรมาชีพหลายพันคนต้องยากลำบาก มันกลายเป็นที่ประจักษ์ว่าชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นคือศัตรูของกรรมาชีพทั้งชนชั้น หลายครั้งเจ้าของโรงงานจะพยายามหลอกลวงคนงาน โดยสร้างภาพว่าเขาเป็นผู้อุปถัมภ์จิตใจเมตตา แต่พอเกิดการนัดหยุดงานขึ้นภาพลวงตาหรือหน้ากากของผู้อุปถัมภ์ใจดีจะถูกกระชากหลุดไปทันที และกรรมาชีพจะเห็นว่าผู้อุปถัมภ์คือหมาป่าปลอมตัวเป็นแพะ

การนัดหยุดงานเปิดตาของกรรมาชีพให้เห็นธาตุแท้ของรัฐบาลและกฏหมายด้วย ไม่ใช่แค่ธาตุแท้ของนายจ้าง ในลักษณะเดียวกับที่นายทุนพยายามแสดงตัวเป็นผู้อุปถัมภ์ใจดีของกรรมาชีพ เจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ และทาสรับใช้ของเขา พยายามหลอกกรรมาชีพว่ารัฐบาลเป็นกลางและมีความเป็นธรรมไม่เข้าข้างนายจ้างหรือลูกจ้าง แต่พอเกิดการนัดหยุดงานขึ้น ศาล เจ้าหน้ารัฐ ตำรวจ และแม้แต่ทหาร ก็มาที่โรงงาน ในสภาพเช่นนี้กรรมาชีพทุกคนเริ่มเห็นว่ารัฐบาลคือศัตรูร้ายของตน เพราะรัฐบาลปกป้องนายทุนและมัดมือมัดเท้ากรรมาชีพ กรรมาชีพเริ่มเข้าใจว่ากฏหมายต่างๆ ออกเพื่อผลประโยชน์คนรวยฝ่ายเดียว และเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของพวกนี้

นี่คือสาเหตุที่นักสังคมนิยมเรียกการนัดหยุดงานว่า “โรงเรียนการทำสงคราม” ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนให้กรรมาชีพทำสงครามกับศัตรู เพื่อปลดแอกประชาชนผู้ทำงานทั้งปวงจากการกดขี่ขูดรีดของเจ้าหน้าที่รัฐและพลังทุน อย่างไรก็ตาม “โรงเรียนการทำสงคราม” ไม่ใช่สงครามจริง การนัดหยุดงานเป็นเพียงแง่หนึ่งของการต่อสู้ทางชนชั้นของกรรมาชีพ จากการนัดหยุดงานของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกรรมาชีพต้องพัฒนาการต่อสู้ไปสู่การต่อสู้ของกรรมาชีพทั้งชนชั้นเพื่อการปลดแอกตนเอง เมื่อกรรมาชีพที่มีจิตสำนึกทางชนชั้นพัฒนาตนเองเป็นนักสังคมนิยม เขาจะสร้างพรรคสังคมนิยมกรรมาชีพที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประชาชนจากการกดขี่ของรัฐบาลและจากแอกของทุน”

อ่านเพิ่ม http://bit.ly/2kX0Hdo

Advertisements