สังคมนิยมในทัศนะของ คาร์ล มาร์คซ์

ใจ อึ๊งภากรณ์

หลายคนชอบบ่นว่า คาร์ล มาร์คซ์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน “บิดาของลัทธิสังคมนิยม” มักจะไม่กำหนดอย่างชัดเจนว่าระบบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์จะมีหน้าตาแบบไหน ในด้านหนึ่งก็เพราะเขาและชาวมาร์คซิสต์ที่ตามหลังเขา จะมองว่าสังคมนิยมต้องมาจากการกระทำของคนทำงานธรรมดา ต้องร่วมกันกำหนดว่ามนุษย์จะอยู่กันอย่างไร โดยคนรากหญ้าเอง จากล่างสู่บน ไม่ใช่ว่าจะมีผู้ใหญ่ที่ไหนออกแบบมาล่วงหน้า

capital-inter

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนที่เคยอ่านงานเขียนของ คาร์ล มาร์ซ์ เช่นหนังสือ “ว่าด้วยทุน” จะพบว่าเขาเขียนถึงระบบสังคมนิยมในหลายจุด ดังนั้นจะขอเสนอตัวอย่างคำเขียนของ มาร์คซ์ ในเรื่องนี้มาให้ท่านอ่านโดยตรง….

“ความขัดแย้งทวีคูณจนระเบิดออกมา ผู้ที่เคยยึดทรัพย์ประชาชน จะถูกยึดทรัพย์เอง <การปฏิเสธสิ่งที่ปฏิเสธนั้นเอง> จะเกิดจากการร่วมมือกันและการเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินและปัจจัยการผลิตทั้งหมดโดยชนชั้นกรรมาชีพ การเปลี่ยนแปลงไปสู่ทุนนิยมในอดีตเคยใช้เวลานาน และมีความรุนแรงโหดร้าย เพราะเป็นการปล้นคนส่วนใหญ่โดยคนส่วนน้อย แต่การเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยม จะเป็นการปล้นคืนจากโจรที่เป็นคนส่วนน้อย โดยคนส่วนใหญ่”

สังคมนิยมเป็นระบบที่เน้นการร่วมมือสมานฉันท์กัน จะต้องมาจากการปฏิวัติล้มระบบทุนนิยมโดยคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่กลุ่มคนเล็กๆ ที่ทำแทนมวลชน และการปฏิวัติดังกล่าวโดยคนส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องใช้ความโหดร้ายป่าเถื่อนเหมือนที่พวกนายทุนหรือพวกศักดินาก่อนหน้านั้นเคยใช้ในการปล้น วิถีชีวิต และอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองจากคนธรรมดา ในประโยคนี้มาร์คซ์ใช้แนวคิด “วิภาษวิธี” ที่เสนอว่าทุกสังคมมีความขัดแย้ง ซึ่งเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลง และในที่สุดสภาพเดิมที่เคยเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งก่อนหน้านั้น จะถูกปฏิเสธอีกรอบโดยความขัดแย้งรอบใหม่

การยกเลิกทุนนิยมจะทำให้ลดชั่วโมงการทำงานให้ใกล้เคียงที่สุดกับปริมาณแรงงานจำเป็นในการเลี้ยงชีพ และส่วนเกินที่เราผลิตจะนำมาใช้โดยคนในสังคมร่วมกัน เพื่อลงทุนต่อและพัฒนาสังคม ดังนั้นจะมีการเพิ่มเวลาสำหรับกิจกรรมทางสังคมและการพัฒนาปัญญาของกรรมาชีพอย่างเสรี”

เสรีภาพที่จะเลี้ยงชีพตามความต้องการในสิ่งจำเป็น ย่อมเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีระบบการผลิตแบบรวมหมู่ที่มนุษย์ทุกคนมีอำนาจร่วมกันที่จะกำหนดกิจกรรมต่างๆ และกำหนดความสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติด้วยเหตุผล แทนที่มนุษย์จะตกเป็นทาสของระบบการผลิต ระบบการผลิตแบบใหม่ที่จะเกิด ย่อมสอดคล้องที่สุดกับธรรมชาติมนุษย์ และย่อมประหยัดพลังการทำงานให้มากที่สุด แต่นั้นยังอยู่ในขอบเขตความจำเป็น เสรีภาพของมนุษย์ที่แท้จริง จะเริ่มตรงจุดที่แรงงานจำเป็นสำหรับการเลี้ยงชีพจบลง มันเป็นจุดที่เกินเลยจุดแห่งการผลิตวัตถุ เรากำลังพูดถึงเสรีภาพแท้ในกิจกรรมของมนุษย์หลังจากที่เราได้สิ่งจำเป็นสำหรับการเลี้ยงชีพ อนาคตแห่งเสรีภาพแท้จริงคือการพัฒนาพลังและความสามารถของมนุษย์ เพื่อตัวเราเอง”

download

มาร์คซ์ วาดภาพว่าในระบบสังคมนิยมจะมีการวางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทุกคน และการวางแผนดังกล่าวจะสะท้อนการมีประชาธิปไตยในเรื่องเศรษฐกิจ และจะทำให้เราอนุรักษ์สภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติได้อีกด้วย ยิ่งกว่านั้นสังคมนิยมไม่ใช่แค่เรื่องความพอเพียง แต่เป็นวิธีที่มนุษย์จะมีเวลาเสรีสำหรับการพัฒนาตนเองในรูปแบบต่างๆ ตามใจชอบ พูดง่ายๆ สังคมนิยมในทัศนะของ คาร์ล มาร์คซ์ คือเสรีภาพและประชาธิปไตยที่แท้จริง และสอดคล้องกับความเป็นมนุษย์มากกว่าระบบทุนนิยม

woman-591576_960_720

มนุษย์จะสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มที่ ไม่ใช่ว่าบางคนมีงานทำที่น่าสนใจ และคนอื่นต้องทำงานซ้ำซาก การทำงานของพลเมืองควรจะเป็นเรื่องที่สร้างความภาคภูมิใจ และสนับสนุนความสร้างสรรค์ที่หลากหลายของเราทุกคน พลเมืองทั้งสังคมจะได้มีศักดิ์ศรีและได้รับความเคารพรักซึ่งกันและกัน

ตรงนี้ มาร์คซ์ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ ระบบเศรษฐกิจ และความรู้สึกจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่รักเสรีภาพและต้องการพัฒนาตนเองทางปัญญาโดยไม่มีขอบเขตจำกัด

พอถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านน่าจะเข้าใจดีว่าระบบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ที่นักมาร์คซิสต์แสวงหา ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับเผด็จการ สตาลิน-เหมา ที่ใช้ “ทุนนิยมโดยรัฐ” ซึ่งเคยดำรงอยู่ในรัสเซียและจีนสมัยที่ผู้นำประเทศเหล่านั้นโกหกว่าปกครองโดยระบบ “สังคมนิยม”

และที่สำคัญที่สุดคือ เป้าหมายแห่งเสรีภาพสำหรับมนุษย์ทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ ยิ่งใหญ่และงดงามกว่าสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนภายใต้เผด็จการอนุรักษ์นิยมปัจจุบันของไทย เผด็จการที่ครอบเราอยู่ตอนนี้มองว่าเราต้องก้มหัวคลานต่อผู้ใหญ่ในสังคม ทำตามคำสั่งของพวกกาฝาก และพึงพอใจกับชีวิตถ้ามีแค่อาหารการกินพอเพียง นั้นคือสภาพที่ไร้ความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน

Advertisements

ทำไมเผด็จการ “เพื่อคนรวย” ชุดนี้ ชอบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในเมื่อเผด็จการทหารของประยุทธ์ต้องการจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และพูดจาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อปรามคนจน และในขณะที่พรรคพวกของมันกอบโกยความร่ำรวยจากการปล้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย เราควรกลับมาทบทวนเรื่อง “ภาษีก้าวหน้า” (Progressive Taxation) กับ “ภาษีล้าหลัง” (Regressive Taxation) อีกครั้ง

“ภาษีก้าวหน้า” คือภาษีคือภาษีที่คนรวยจ่ายมากเพราะสามารถจ่ายได้ และคนจนจ่ายน้อยหรือไม่จ่ายเลย เพราะเกือบจะไม่มีรายได้เพียงพออยู่แล้ว มันเป็นภาษีที่เป็นธรรมและช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคม

ส่วน “ภาษีล้าหลัง” คือภาษีประเภท “ทำนาบนหลังประชาชนคนจน” โดยที่คนรวยและผู้มีอำนาจ บังคับเก็บจากคนจน ในขณะที่มีการลดการเก็บภาษีจากคนรวย เป้าหมายก็เพื่อผลประโยชน์ของนายทุน คนชั้นสูง ผู้มีอำนาจเช่นนายพลระดับสูง และแม้แต่ชนชั้นกลาง

โดยทั่วไปแล้ว พวกที่ใช้แนวคิดทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberal) ที่คลั่งกลไกตลาดแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ซึ่งมักจะเป็นพวกฝ่ายขวาทางการเมือง มักจะนิยมการเก็บภาษีล้าหลัง ตัวอย่างที่เห็นชัดในยุคนี้คือรัฐบาลฝ่ายขวาในสหรัฐและยุโรป ซึ่งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สามารถเพิ่มทรัพย์สินให้กับนายทุนและคนรวย ในขณะที่กดค่าแรงและรายได้ของประชาชนผู้ทำงาน นโยบาย “รัดเข็มขัด” ของพวกนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเสรีนิยมใหม่ และเข็มขัดที่ใช้รัดประชาชน มักจะไม่ใช้กับคนรวย การพยายามทำลายความเข็มแข็งของสหภาพแรงงานมีความสำคัญอีกด้วย เพราะพวกเสรีนิยมไม่ต้องการให้คนทำงานมีพลังต่อรอง

นอกจากนี้นโยบายเสรีนิยมใหม่ มักจะไปด้วยกันกับการทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยด้วย เพราะการบังคับให้ประชาชนมีฐานะทางเศรษฐกิจแย่ลง มักต้องอาศัยอำนาจเผด็จการ ตัวอย่างที่ดีคือวิธีการที่กลุ่มอำนาจในสหภาพยุโรป บังคับใช้นโยบายรัดเข็มขัดกับประเทศกรีซ ทั้งๆ ที่ประชาชนลงคะแนนเสียงคัดค้านมาตลอด หรือการที่เผด็จการทหารไทยทำรัฐประหารสองครั้งในรอบ 11 ปีที่ผ่านมา การทำรัฐประหาร และการทำลายการเลือกตั้งของพวกทหาร ฝ่ายขวา และสลิ่มชนชั้นกลางไทย กระทำไปเพื่อทำลายนโยบายเศรษฐกิจ “คู่ขนาน” ของรัฐบาลทักษิณ ที่ผสมการใช้รัฐช่วยคนจน และการใช้กลไกตลาด พวกเผด็จการทำลายอำนาจทางการเมืองของทักษิณด้วยวิธีประชาธิปไตยไม่ได้ เขาต้องใช้รัฐประหาร

ทั้งๆ ที่รัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลของนายทุนที่ไม่นิยมการเก็บภาษีก้าวหน้า และไม่ได้ใช้นโยบายสังคมนิยมประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่เมื่อเทียบกับรัฐบาลทหารปัจจุบัน หรือรัฐบาลอภิสิทธ์ที่มีทหารหนุนหลัง เราจะเห็นว่าเผด็จการไทยไม่สนใจการพัฒนาสภาพคนจนอย่างที่รัฐบาลทักษิณสนใจ และเราจะเห็นว่าในรอบ 11 ปีที่ผ่านมาในรัฐธรรมนูญต่างๆ ของทหาร มีการเชิดชูกลไกตลาดเสรีสุดขั้ว และการห้ามปรามไม่ให้รัฐใช้นบายช่วยคนจน ที่พวกนั้นเรียกกันว่า “ประชานิยม” ยิ่งกว่านั้นมีการส่งเสริม “ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง” ร่วมไปด้วย “ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง” นี้เป็นข้อเสนอของกษัตริย์ผู้เป็นคนรวยที่สุดในประเทศ ว่าคนจนต้องเจียมตัวในความจน มันเป็นข้อเสนอให้แช่แข็งความเหลื่อมล้ำ และมันถูกบังคับใช้โดยทหารผ่านการมีกฏหมาย 112 ซึ่งทำให้คนไม่กล้าวิจารณ์ นอกจากนี้เผด็จการทหารก็หน้าด้านใช้เงินของประชาชนในการซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็น ในขณะที่ด่าคนจนว่า “ขี้เกียจ”

แนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat) จะมีมุมมองต่อภาษีต่างจากพวกคลั่งกลไกตลาด คือมีการมองว่าควรเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยและกลุ่มทุน เพื่อยกระดับประชาชนขึ้น และพัฒนาสังคมให้ทันสมัย และอีกเป้าหมายหนึ่งคือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ระบบการเก็บภาษีแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย เป็นระบบภาษีที่เก็บในลักษณะ ”ก้าวหน้า” และภาษีก้าวหน้าเป็นภาษีที่เก็บโดยตรง (Direct Taxation) เก็บจากคนรวยและบริษัท ในอัตราสูง บางครั้งมีการเก็บจากคนรวยในอัตราสูงเป็นพิเศษ (Super Tax) ตัวอย่างภาษีทางตรงคือภาษีรายได้ ภาษีจากการขายหุ้น ภาษีมรดก ภาษีจากกำไรบริษัท ภาษีทรัพย์สินและภาษีที่ดินเป็นต้น ในอดีตหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ อจารย์ปรีดีเคยเสนอให้ไทยมีภาษีอัตราสูงเป็นพิเศษที่เก็บจากคนรวย แต่พวกอำมาตย์คัดค้านอย่างรุนแรง

ฝ่ายขวาเสรีนิยมจะมองว่ารัฐควรมีบทบาทน้อยในการช่วยคนจน และไม่ควรสร้างภาระให้เอกชนจากการเก็บภาษี สำนักคิดนี้มองว่านักธุรกิจและคนรวยเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเขาควรมีแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นแค่ข้ออ้างที่ให้ความชอบธรรมกับความโลภของคนรวย เพราะผู้ที่สร้างมูลค่าจริงในโลกนี้คือกรรมาชีพคนทำงานธรรมดา พวกเสรีนิยมมองว่าเขาควรมีโอกาสแสวงหากำไรหรือรายได้สูงสุดโดยไม่มีการจำกัด ถ้าจะเก็บภาษีก็ควรลดภาระให้กับคนรวยและเพิ่มภาระให้คนจนแทน สำนักเสรีนิยมจึงสนับสนุนการเก็บภาษี “ล้าหลัง” ในรูปแบบ “ภาษีทางอ้อม” (Indirect Taxation) ซึ่งเป็นภาษีที่คนจนจ่ายโดยอาจไม่รู้ตัว เช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) ที่เราจ่ายทุกครั้งที่ซื้อของ หรือภาษีสุรา/บุหรี่ ซึ่งทำให้คนจนรับภาระสูงกว่าคนรวย และที่สำคัญคือเกือบ 70% ของรายได้ภาษีของรัฐไทยมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีทางอ้อมอื่นๆ

ถ้าดูผิวเผินเราอาจคิดว่าภาษีทางอ้อมเป็นภาษีที่คนรวยจ่ายมาก เพราะคนรวยซื้อของมากกว่าคนจน แต่ในความเป็นจริง เมื่อตรวจสอบดูว่าคนจนกับคนรวยจ่ายภาษีทางอ้อมเป็นสัดส่วนเท่าไรของรายได้และทรัพย์สิน จะพบว่าคนจนจ่ายสัดส่วนมากกว่าคนรวย

การเก็บภาษีจากคนจนไม่ใช่สิ่งใหม่ ในยุคก่อนทุนนิยมมีการเก็บส่วยจากไพร่และบังคับให้ทำงานโดยไม่มีค่าตอบแทนเลย และทุกวันนี้รัฐไทยยังเก็บภาษีส่วนใหญ่ในรูปแบบ “ทำนาบนหลังคนจน”

จะเห็นได้ว่าถ้าจะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมไทย ต้องมีการปฏิรูประบบภาษี เพื่อเน้นภาษีทางตรงในอัตราก้าวหน้า ในขณะเดียวกันควรมีการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีทางอ้อมอื่นๆ นอกจากการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าแล้ว การตัดงบประมาณทหารและงบประมาณของพวกในวัง จะมีผลดีในการส่งเสริมประชาธิปไตย และการสร้างรัฐสวัสดิการอีกด้วย

ถ้าเราเข้าใจระบบภาษีในมุมมองของฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย เราจะเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลเผด็จการของประยุทธ์อยากจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ในขณะที่ไม่มีการเพิ่มการเก็บภาษีรายได้จากคนรวย นายทุน นายพล หรือพวกกาฝากในราชวงศ์ นั้นคือสาเหตุที่รัฐประหารสองสามรอบที่เกิดขึ้นในไทยเมื่อไม่นานมานี้ ล้วนแต่เป็น “รัฐประหารเพื่อคนรวย”

สามปีรัฐประหารของไอ้ยุทธ์ อย่าให้มันทำให้เราชินกับเผด็จการจนเรากลายเป็นซอมบี้

ใจ อึ๊งภากรณ์

สามปีหลังรัฐประหารของไอ้ยุทธ์มือเปื้อนเลือด เราสามารถสรุปได้ว่าคณะเผด็จการทหารชุดนี้นำพาสังคมการเมืองไทยถอยหลังไปสามสิบกว่าปี

แทนที่เราจะเดินหน้าพัฒนาประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม โดยการขยายสิทธิเสรีภาพต่างๆ และทางเลือกทางการเมืองให้หลากหลายขึ้น เช่นเปิดให้มีพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของกรรมาชีพ หรือพรรคการเมืองที่ให้ความสนใจกับสิทธิทางเพศ สิทธิของชนกลุ่มน้อย สิทธิของแรงงานข้ามชาติ หรือเรื่องการสร้างสันติภาพในปาตานี แทนที่เราจะมีโอกาสพัฒนาสังคมให้เป็นรัฐสวัสดิการและลดความเหลื่อมล้ำ แทนที่เราจะเดินหน้ายกเลิกกฏหมาย 112 เพื่อสร้างความโปร่งใส แทนที่เราจะลดอิทธิพลของทหารในระบบการเมือง เราต้องถูกบังคับให้ย้อนกลับไปสู่สังคมอนุรักษ์นิยมที่ไม่มีพื้นที่สำหรับพลเมือง และเราต้องเดินถอยหลังไปสู่ระบบประชาธิปไตยจอมปลอมภายใต้อำนาจของทหารและอภิสิทธิ์ชน

ทั้งหมดนี้คือผลงานของทหาร ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม และชนชั้นกลาง “สลิ่ม” พวกนี้อ้าง “ชาติ ศาสนากษัตริย์” เพื่อดูถูกกดขี่พลเมืองส่วนใหญ่ เขาอ้างว่าคนส่วนใหญ่ไม่พร้อมจะมีประชาธิปไตย ทั้งๆที่พลเมืองไทยธรรมดาจำนวนมากออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วถูกทหารเข่นฆ่าอย่างเลือดเย็น ไม่ว่าจะในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา, ๖ ตุลา, พฤษภา ๓๕ หรือในการต่อสู้ของขบวนการเสื้อแดง

การทำลายประชาธิปไตย การขังคุกนักต่อสู้คนดีๆ การข่มขู่ผู้เรียกร้องเสรีภาพจนหลายคนต้องเงียบหายไปหรือออกจากประเทศ การกอบโกยผลประโยชน์ของทหารในการคอร์รับชั่น การเพิ่มงบประมาณในเรื่องสิ้นเปลืองเช่นการซื้ออาวุธ หรือการทุ่มเทเงินประชาชนในตำแหน่งหรือพิธีกรรมสำหรับคนชั้นสูงที่รวยเกินไปอยู่แล้ว และการทำลายสวัสดิการในระบบสาธารณสุขและการศึกษาของพวกเผด็จการ ภายใต้ลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ทั้งหมดนี้คือผลพวงของรัฐประหาร

แต่ตอนนี้เราเผชิญหน้ากับภัยร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง คือการถูกบังคับหรือกล่อมเกลาให้ชินกับสภาพเผด็จการ และการเลิกฝันนถึงสังคมใหม่ พูดง่ายๆ คือ ตอนนี้เราต้องต่อสู้อย่างถึงที่สุดกับการแปรตัวของคนจำนวนมากไปเป็น “ซอมบี้” ทางการเมืองและสังคม

ส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์การเป็นซอมบี้ มาจากการปราบปรามข่มขู่ของเผด็จการ แต่อีกส่วนที่สำคัญพอๆ กัน อาจเป็นสาเหตุหลักก็อาจว่าได้ คือการเมืองและยุทธศาสตร์ของฝ่ายเราเอง

ในประการแรกพรรคพวกของทักษิณในพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. สามารถแช่แข็งการต่อสู้ของเสื้อแดงจนขบวนการที่เคยยิ่งใหญ่เข้มแข็ง อ่อนตัวลงและหมดสภาพในการต่อสู้โดยสิ้นเชิง มันคือการหักหลังความฝันของพลเมืองหลายล้านคนที่จะเห็นเสรีภาพและสังคมใหม่ และพวกเราปล่อยให้มันเกิดขึ้น แต่เราไม่ควรแปลกใจเท่าไร เพราะทักษิณและพรรคพวกก็ไม่ได้เป็นคนก้าวหน้าที่อยากเห็นประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เขาอาจมีความคิดทันสมัยในการแก้ปัญหาหลายอย่าง แต่เขายังต้องการปกป้องระบบชนชั้นและความเหลื่อมล้ำในสังคม

ในประการที่สอง นักต่อสู้ที่หลุดพ้นแนวคิดของทักษิณ ไปหันหลังให้กับการสร้างขบวนการมวลชน หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และหันหลังให้กับการจัดตั้งทางการเมือง เช่นการสร้างพรรคการเมืองของคนชั้นล่างอีกด้วย เขามองว่าการออกมาแสดงจุดยืนของปัจเจกไม่กี่คน ในเชิงสัญลักษณ์ จะนำมาซึ่งประชาธิปไตยและเสรีภาพ แต่คนที่กล้าสู้แบบนี้ก็โดนปราบง่าย ทุกวันนี้บางคนติดคุก ส่วนคนที่นั่งอยู่บ้านเชียร์การกระทำของวีรชนดังกล่าว ก็ไร้อำนาจที่จะปกป้องเขาและเปลี่ยนสังคม นี่คือโศกนาฎกรรมของการต่อสู้ในยุคเผด็จการไอ้ยุทธ์

พร้อมกับโศกนาฏกรรมดังกล่าว เชื้อโรคที่ทำให้คนเป็นซอมบี้ ก็ปรากฏตัวในสังคม คนที่ควรจะรู้ดีกว่านี้เริ่มเรียกผู้นำเผด็จการชั่วว่า “ลุง” หรือ บิ๊ก” นำหน้าชื่อเล่นของมัน เหมือนกับว่าพวกนี้เป็นผู้ใหญ่ใจดีหรือคนที่เราควรเคารพ บางกลุ่มเริ่มออกมาเรียกร้องให้เผด็จการแก้ปัญหาต่างๆ ให้ เหมือนกับว่ามันเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรม ท่ามกลางความหดหู่หลายคนหยุดการเคลื่อนไหวทางปัญญาโดยสิ้นเชิง และหมดความหวังไปเลย หรือตั้งความหวังไว้กับการปฏิรูปการเมืองจอมปลอม และมันยากที่จะฟื้นตัวจากสภาพเช่นนี้

สภาพซอมบี้มันรักษาได้ ยังไม่สายเกินไป แต่เราต้องทำงานจัดตั้งทางความคิดแบบใต้ดิน เพื่อร่วมกันศึกษาแลกเปลี่ยนเรื่องปัญหาการเมืองและสังคม และเพื่อขยายเครือข่ายประชาธิปไตย เตรียมพร้อมที่จะปรากฏตัวในสังคมเปิดเมื่อโอกาสเหมาะสม และเพื่อเดินหน้าโค่นเผด็จการในอนาคต

ทำไมฝ่ายซ้ายไทยถึงได้กลายเป็นพวกขวา?

ใจ อึ๊งภากรณ์

“ทำไมฝ่ายซ้ายไทยถึงได้กลายเป็นพวกขวา?” เป็นคำถามที่บางคนตั้งขึ้นมาในยุคนี้ แต่ก่อนที่จะขอตอบ ต้องอธิบายว่ามันเป็นเพียงบางคนเท่านั้น เพราะอดีตฝ่ายซ้ายไทยจำนวนมากเคยเข้าร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสื้อแดง ไม่ได้เป็นฝ่ายขวา

“พวกขวา” ในที่นี้ ผู้เขียนจะขอนิยามว่าหมายถึงพวกที่โบกมือเรียกทหารให้ทำรัฐประหารเพื่อทำลายประชาธิปไตย

ในประการแรก คนที่ตั้งคำถามแบบนี้มักจะตกอกตกใจด้วยความซื่อบื้อเมื่อเห็นคนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นมาร์คซิสต์หรือพุทธ คุณควรจะรู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะ “ต้อง” เปลี่ยนเสมอ แต่การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ ในมุมกลับมีบางคนที่ซื่อบื้อคิดว่าถ้าในวัยหนุ่มสาวเป็นซ้าย พออายุมากขึ้นต้องเป็นขวา แต่ไม่พูดว่าถ้าในวัยหนุ่มสาวเป็นขวาจะต้องเป็นซ้ายเวลาอายุมากขึ้น!! สำหรับผู้เขียนคนนี้และเพื่อนมิตรสหายในไทยและต่างประเทศที่อายุพอๆ กัน คือย่างเข้าหกสิบกว่า ขอยืนยันว่าเป็นซ้ายมาตั้งแต่ ๖ ตุลา และทุกวันนี้ยังซ้ายอยู่ด้วยความภูมิใจ

มาร์ทิน ลูเทอร์ คิง

คาร์ล มาร์คซ์ ในวัยหนุ่มเป็นแค่เสรีชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย แต่พออายุมากขึ้นก็จะเอียงไปทางซ้ายมากขึ้นจนถึงวันตาย มาร์ทิน ลูเทอร์ คิง เริ่มต้นเป็นผู้เรียกร้องความเท่าเทียมให้กับคนผิวดำในสหรัฐ แต่พออายุมากขึ้น ก่อนที่จะถูกยิงตาย เริ่มพูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสำหรับทุกคน และเริ่มพูดถึงจักรวรรดินิยม คือขยับไปทางซ้ายนั้นเอง

ในประการที่สอง อดีตฝ่ายซ้ายไทย หรือพวกที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทสไทย (พคท.) เป็นคนที่เคยคิดว่าลัทธิ “สตาลิน-เหมา” ของพคท. คือ “มาร์คซิสต์” หรือ”สังคมนิยม” แต่ลัทธิ “สตาลิน-เหมา” เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการปลดแอกมนุษย์ของนักมาร์คซิสต์ เพราะสำหรับชาวมาร์คซิสต์ การปลดแอกมนุษย์ต้องมาจากการกระทำของพลเมืองธรรมดาเองในระดับรากหญ้า โดยเฉพาะกรรมาชีพ ไม่ใช่ทำโดยคนกลุ่มน้อย แต่พคท. และพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก หลังจากที่สตาลินทำลายการปฏิวัติรัสเซียและขึ้นมามีอำนาจ กลายเป็นพรรคที่เป็นเผด็จการเหนือชนชั้นกรรมาชีพ และทุกวันนี้เราก็ยังเห็นพรรคเผด็จการเหล่านี้ปกครองประเทศจีน เวียดนาม และลาว

ดังนั้นการที่อดีตฝ่ายซ้ายไทยจะไม่เกลียดชังเผด็จการมากนัก หรือเชียร์เผด็จการทหาร ก็อาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงใหญ่เกินไปสำหรับบางคน

แต่เราต้องอธิบายเพิ่ม เพราะแค่นี้ไม่พอ

ในประการที่สาม อดีตฝ่ายซ้ายไทยจำนวนมากมีอาการ “อกหัก” เมื่อ พคท. และระบบเผด็จการ “คอมมิวนิสต์” ทั่วโลกล่มสลายเมื่อสามสิบปีก่อน ความผิดหวังนี้ย่อมเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนทบทวนความคิด และเลือกเดินในเส้นทางใหม่ที่แตกต่างกันไป

บางคนไปปลื้มกับไทยรักไทยและทักษิณ เพราะมองว่านักการเมืองทุนนิยมที่มีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนจน และลงสมัครรับเลือกตั้ง คือทางออกที่ดีกว่าการจับอาวุธเข้าป่า

บางคนคิดจะหันหลังให้กับรัฐ ปฏิเสธการพึ่งพารัฐ หรือการโค่นรัฐ และพวกนี้ก็แปรตัวไปเป็นเอ็นจีโอ เมื่อเวลาผ่านไปก็กินเงินเดือนสูงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นคนชั้นกลาง ภายในเอ็นจีโอก็ไม่มีประชาธิปไตย มีระบบอาวุโส ไม่ต่างจาก พคท. และไปๆ มาๆ พวกนี้เริ่มมีนิสัยแบบพี่เลี้ยง คือสอนชาวบ้านจากจุดยืนชนชั้นกลางของเขา และทุกกลุ่มหันมาพึ่งพาทุนจากรัฐเพื่อทำกิจกรรม เช่นจาก “สสส” เป็นต้น ต่อมาเอ็นจีโอ ไทยจำนวนมากก็เกิดความไม่พอใจกับรัฐบาลทักษิณ เพราะนโยบายของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากกว่ากิจกรรมของเอ็นจีโอในการพัฒนาคนจน และรัฐบาลทักษิณชอบข่มขู่เอ็นจีโออีกด้วย เอ็นจีโอจึงกลัวว่าเขาจะไม่มีอนาคตในการทำกิจกรรม สภาพแบบนั้นทำให้เขาเปลี่ยนความคิดอีก คือหันไปดูถูกคนจนว่า “เข้าไม่ถึงข้อมูล” หรือ “โง่” เพราะไป “หลงเชื่อ” ทักษิณ ในขณะที่ข้อมูลในโลกจริงพิสูจน์ว่าคนที่เลือกพรรคไทยรักไทยไม่เคยโง่ และไม่เคยขาดข้อมูลแต่อย่างใด ในที่สุดพวกนี้ก็กลายเป็นสลิ่ม

ในประการที่สี่ อดีตฝ่ายซ้ายบางคนได้ดิบได้ดี กลายเป็นนักวิชาการหรือมีอาชีพแบบชนชั้นกลาง และหันหลังให้กับความฝันว่าจะเปลี่ยนสังคมให้มีความยุติธรรมมากขึ้น พวกนี้เริ่มสบายในการเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นกลางและเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ในที่สุดก็เริ่มมีทัศนคติที่ดูถูกคนจน และคิดว่าคนจนควรจะเจียมตัว จริงๆ แล้วเขาอาจมีทัศนคติแบบนี้มาตั้งแต่อยู่กับ พคท. ก็ได้ เพราะ พคท. เน้นการ “สอน” ชาวบ้านและนักศึกษาในลักษณะ “บนลงล่าง” และเมื่อใครเถียงด้วยก็จะด่าว่า “ไม่เข้าใจวิภาษวิธี” หรืออะไรแบบนั้น เพราะพรรคและ “กองทัพประชาชน” จะปลดแอกพลเมือง ไม่ใช่ว่าพลเมืองจะปลดแอกตนเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฝ่ายซ้ายไทย หรืออดีตฝ่ายซ้ายไทย จำนวนมาก ก็ยังเป็นซ้าย หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นขวา